https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/issue/feed
วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
2026-06-25T10:22:11+07:00
รศ.ดร.สุภัทรชัย สีสะใบ
suphattharachai.sis@mcu.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong><img src="https://so18.tci-thaijo.org/public/site/images/krisada/001-1447cc6dd353074809d937a61e946898.png" alt="" width="30" height="30" /><br />วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ</strong></p> <p><strong>E-ISSN</strong>: 3027-8643</p> <p><strong>กำหนดออก</strong> : 4 ฉบับต่อปี <br />ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม <br />ฉบับที่ 2 เมษายน - มิถุนายน <br />ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน<br />ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม</p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong></p> <p>วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงที่มีการประยุกต์พระพุทธศาสนากับศาสตร์ทางด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการ การศึกษา และนิติศาสตร์</p>
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/2292
การใช้สื่อดิจิทัลต่อธรรมาภิบาลภาครัฐในยุคข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือน
2026-04-22T21:53:42+07:00
กมลภัค สุทธิ์ทิม
kamonpak.su@gmail.com
<p>ในยุคสื่อดิจิทัลข้อมูลสามารถผลิต และเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็วไร้ข้อจำกัดเชิงพื้นที่ สังคมกำลังเผชิญกับภาวะความไม่เป็นระเบียบของข้อมูล ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงข้อมูลที่ผิดพลาด แต่รวมถึงข้อมูลที่ถูกบิดเบือน และถูกออกแบบเพื่อชี้นำการรับรู้ของสาธารณะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบการสื่อสาร โดยอำนาจในการกำหนดความจริงไม่ได้ผูกอยู่กับภาครัฐ หรือสถาบันสื่อแบบดั้งเดิมแต่ถูกกระจายไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล และอัลกอริทึม ที่ให้ความสำคัญกับความสนใจ และการมีส่วนร่วมมากกว่าความถูกต้องของข้อมูล ภายใต้เงื่อนไขแพลตฟอร์มดิจิทัล และอัลกอริทึม ข้อมูลบิดเบือนจึงสามารถแพร่กระจายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในบางกรณีกลับมีอิทธิพลเหนือกว่าข้อมูลข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเมื่อสอดคล้องกับความเชื่อหรืออคติของผู้รับสาร การเกิดขึ้นของ Echo Chamber และสภาวะ Post-Truth ยิ่งทำให้การรับรู้ของประชาชนไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว แต่ถูกหล่อหลอมโดยบริบททางสังคม และจิตวิทยาซึ่งนำไปสู่การสั่นคลอนของความเชื่อมั่นต่อข้อมูลจากภาครัฐและสถาบันสาธารณะในวงกว้าง แม้ภาครัฐจะพยายามตอบสนองต่อความท้าทายดังกล่าวผ่านการพัฒนาธรรมาภิบาลข้อมูล โดยมุ่งยกระดับคุณภาพของข้อมูลในด้านต่าง ๆ เช่น ความถูกต้อง ความทันสมัย และการเข้าถึงได้ แต่คุณภาพของข้อมูลเพียงลำพังไม่อาจรับประกันอิทธิพลของข้อมูลในสภาพแวดล้อมดิจิทัลได้ เนื่องจากการมองเห็นและการแพร่กระจายของข้อมูลถูกกำหนดโดยกลไกของแพลตฟอร์ม และพฤติกรรมของผู้ใช้เป็นสำคัญส่งผลให้ข้อมูลของภาครัฐแม้มีความน่าเชื่อถือในเชิงเนื้อหา ก็อาจไม่สามารถเข้าถึงหรือมีบทบาทต่อการรับรู้ของสาธารณะได้ จึงชี้ให้เห็นว่า ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่การขาดข้อมูลที่ถูกต้องแต่อยู่ที่โครงสร้างของระบบข้อมูลที่กำหนดอิทธิพลของข้อมูลในพื้นที่สาธารณะ การยกระดับธรรมาภิบาลภาครัฐในบริบทนี้จึงจำเป็นต้องขยายขอบเขตจากการจัดการคุณภาพข้อมูลไปสู่การออกแบบและกำกับระบบนิเวศข้อมูลโดยรวม ทั้งในระดับแพลตฟอร์ม อัลกอริทึม และผู้ใช้ เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องสามารถแข่งขัน เข้าถึง และมีอิทธิพลต่อการรับรู้ของสาธารณะได้อย่างแท้จริง อันเป็นเงื่อนไขสำคัญของการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความชอบธรรมของภาครัฐในสังคมดิจิทัล</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1875
การเสริมสร้างสมรรถนะบุคลากรท้องถิ่นผ่านภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม
2026-01-12T00:15:34+07:00
กฤตพงศ์ ปานผา
6701104242@mcu.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้นำเสนอเกี่ยวกับการเสริมสร้างสมรรถนะบุคลากรท้องถิ่นผ่านภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม ในการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ช่องว่างสำคัญของสมรรถนะบุคลากรท้องถิ่นในปัจจุบันประกอบด้วยการติดยึดในกรอบความคิดแบบแนวดิ่งที่ขาดความยืดหยุ่น ความไม่เท่าทันของทักษะดิจิทัลในการตัดสินใจบนฐานข้อมูล และวัฒนธรรมองค์กรแบบอำนาจนิยมที่ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการจัดบริการสาธารณะและความพึงพอใจของประชาชนในยุคดิจิทัล สำหรับแนวทางการพัฒนาที่สำคัญ คือ การบูรณาการภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1. การปรับปรุงระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้โดยการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการทดลองนวัตกรรมและการทำงานข้ามสายงาน 2. การวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และ 3. การสร้างเครือข่ายความร่วมมือแบบร่วมสร้างสรรค์กับทุกภาคส่วนในพื้นที่ และจัดทำองค์ความรู้ใหม่ในด้านนิเวศวิทยาแห่งนวัตกรรมท้องถิ่นและจิตวิญญาณผู้ประกอบการสาธารณะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนบทบาทของบุคลากรท้องถิ่นจากผู้ปฏิบัติตามคำสั่งไปสู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการแก้ปัญหาชุมชนเชิงรุก ชี้ให้เห็นว่า การเสริมสร้างสมรรถนะผ่านภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมจะส่งผลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความคล่องตัวและสามารถส่งมอบบริการสาธารณะที่มีคุณค่าได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนในศตวรรษที่ 21</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/2352
การบริหารรัฐกิจในยุคเปลี่ยนผ่านดิจิทัล : จากระบบราชการดั้งเดิมสู่รัฐบาลอัจฉริยะและการสร้างคุณค่าสาธารณะ
2026-05-02T01:37:34+07:00
จีรภาดา นามบุรี
namburee2626@gmail.com
วรชัย ธนกันต์ธัช
namburee2626@gmail.com
สุเทพ สุดเอี่ยม
namburee2626@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา “การบริหารรัฐกิจในยุคเปลี่ยนผ่านดิจิทัล : จากระบบราชการดั้งเดิมสู่รัฐบาลอัจฉริยะและการสร้างคุณค่าสาธารณะ” ผลการศึกษาพบว่า การบริหารรัฐกิจยุคใหม่สู่การเป็นรัฐบาลอัจฉริยะ (Smart Governance) คือ การปฏิรูปกระบวนทัศน์และกลไกการทำงานภาครัฐให้มีความยืดหยุ่น คล่องตัว และขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเพื่อสร้างคุณค่าสาธารณะอย่างแท้จริง ผ่านองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ ดังนี้ ประการแรก การเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนบทบาทรัฐจากการเป็นผู้ควบคุมและใช้อำนาจสั่งการไปสู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวก ที่เน้นการบริหารกิจการสาธารณะแนวใหม่ผ่านเครือข่ายความร่วมมือ แทนการรวมศูนย์อำนาจ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสาธารณะท่ามกลางความซับซ้อน ประการที่สอง กลไกการขับเคลื่อนภาครัฐอัจฉริยะประกอบด้วย 1. ความคล่องตัว (Agility) ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง 2. การตัดสินใจบนฐานข้อมูล โดยใช้ข้อมูลเป็นหัวใจในการกำหนดนโยบายและบริการสาธารณะเพื่อความแม่นยำและการตอบสนองเชิงรุก และ 3. การบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงาน ทลายการทำงานแบบแยกส่วน เพื่อการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชนอย่างไร้รอยต่อ ประการที่สาม หัวใจของการสร้างคุณค่าสาธารณะ มิใช่เพียงการปฏิบัติตามภารกิจตามกฎหมาย หากแต่คือการสร้างผลลัพธ์ที่ตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของประชาชนในยุคหลังความปกติ โดยอาศัยกระบวนการร่วมสร้างสรรค์ เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมกันนิยามปัญหาและผลิตนวัตกรรมสาธารณะ ประการที่สี่ การพัฒนาทุนมนุษย์และทักษะแห่งอนาคต มุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะดิจิทัลเชิงพลวัต ที่ครอบคลุมมากกว่าการใช้เครื่องมือเทคโนโลยี คือ การวิเคราะห์ข้อมูล การจัดการเครือข่าย และสมรรถนะเชิงพลวัตที่พร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลง ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของบุคลากรให้มีความกล้าในการทดลอง เรียนรู้ และปรับเปลี่ยนวิธีคิด ประการสุดท้าย ผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวัง คือ 1. ความยืดหยุ่นเชิงยุทธศาสตร์ ที่ครอบคลุมความยืดหยุ่นของกฎระเบียบและความสามารถในการตรวจจับ ตอบสนองต่อปัญหาแบบเวลาจริง และ 2. ความไว้วางใจผ่านการสร้างรัฐบาลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นที่ไว้วางใจของพลเมืองในระยะยาว</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/2465
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กับการออกแบบโซ่อุปทาน และยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศยุคใหม่
2026-05-09T23:07:48+07:00
นฤมล ญาณสมบัติ
narumolY5465@gmail.com
<p>สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดโครงสร้างเศรษฐกิจโลกและรูปแบบการค้าระหว่างประเทศ ทั้งในแง่ทิศทาง ต้นทุน และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน บทความนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การออกแบบโซ่อุปทาน และยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศยุคใหม่ โดยใช้การสังเคราะห์วรรณกรรมและกรณีศึกษาร่วมสมัย เพื่อสร้างกรอบแนวคิดบูรณาการที่อธิบายกลไกและผลกระทบเชิงโครงสร้าง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ความตึงเครียดระหว่างประเทศ มาตรการคว่ำบาตร และสงครามการค้า ส่งผลให้ธุรกิจต้องปรับยุทธศาสตร์โซ่อุปทานจากประสิทธิภาพสู่ความยืดหยุ่นเชิงยุทธศาสตร์ ผ่านการกระจายฐานการผลิต การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มการมองเห็นแบบเรียลไทม์ และการสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์กับคู่ค้าในภูมิภาคที่มีเสถียรภาพ ขณะเดียวกันรัฐบาลต่าง ๆ ได้ปรับนโยบายการค้าให้เน้นความมั่นคงและการกระจายตลาด โดยใช้ข้อตกลงการค้าแบบภูมิภาค (RTA) และการสร้างกลุ่มความร่วมมือใหม่เพื่อรองรับความไม่แน่นอน ในระบบโลก องค์กร รัฐบาลหรือประเทศ จะต้องเปลี่ยนจากการมองโซ่อุปทานไปสู่การเป็นศูนย์กลางการสร้างประสบการณ์ผู้บริโภค เนื่องจากความยืดหยุ่นของโซ่อุปทานคือความพึงพอใจของลูกค้า</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1941
แนวทางการพัฒนาองค์กรตามภาวะผู้นำทางการบริหารของขงเบ้ง
2026-02-26T22:56:22+07:00
พระก้องเกียรติ แซ่ลิ้ม
kongsakonnakon@gmail.com
พระพิพัฒน์ มั่งบุญตัน
kongsakonnakon@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์แนวคิดภาวะผู้นำทางการบริหารของขงเบ้ง (จูกัดเหลียง) เพื่อนำเสนอเป็นแนวทางในการพัฒนาองค์กร ผลการศึกษาพบว่า ภาวะผู้นำของขงเบ้งสะท้อนลักษณะของผู้นำเชิงคุณธรรมที่ยึดหลักมาตรฐานด้านจริยธรรม (Ethical Standards) ควบคู่กับการบริหารเชิงระบบ โดยมององค์กรในภาพรวมที่เชื่อมโยงองค์ประกอบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งสามารถสังเคราะห์เป็นแนวทางการพัฒนาองค์กรได้ 5 ประการ ได้แก่ 1. การกำหนดนโยบายเชิงบูรณาการที่สมดุลระหว่างความมั่นคง ประสิทธิภาพ และคุณธรรม ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างยุติธรรม 2. การบริหารองค์กรและโครงสร้างที่มุ่งสร้างความมั่นคงและความต่อเนื่องของระบบงานโดยไม่ยึดติดกับตัวบุคคล 3. การมอบหมายงานตามความรู้ ความสามารถ และความเหมาะสมของศักยภาพตามหลักคุณธรรม 4. การบริหารแบบมีส่วนร่วมและการเปิดรับความคิดเห็นอย่างปราศจากอคติ เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจบนฐานของปัญญาร่วม และ 5. การประเมินผลการปฏิบัติงานและการกำกับดูแลที่ยึดหลักความโปร่งใส ความเป็นธรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน องค์ความรู้ที่ได้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนาองค์กร เพื่อเสริมสร้างประสิทธิผล ความร่วมมือ และความเชื่อมั่นภายในองค์กรให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลง</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1931
พระพุทธศาสนากับการเสริมสร้างจิตอาสา
2026-02-09T15:37:24+07:00
พระครูปริยัติโพธิวงศ์ (ธีระชัย ภักมี)
theerachai.puk@mcu.ac.th
พระครูปริยัติมงคลบัณฑิต (ประพันธ์ ไทยใหญ่)
theerachai.puk@mcu.ac.th
พระครูสุตคุณาลงกรณ์ (ชาญณรงค์ กุลวงษ์)
theerachai.puk@mcu.ac.th
<p>บทความนี้มุ่งศึกษาถึงการปลูกฝังจิตอาสาตามแนวพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นกระบวนการพัฒนามนุษย์อย่างเป็นองค์รวม โดยเน้นการพัฒนาจิตใจภายในของบุคคลเป็นพื้นฐาน แล้วขยายผลไปสู่พฤติกรรมและความสัมพันธ์ทางสังคม แนวคิดเรื่องจิตสำนึก จิตอาสา และจิตสาธารณะ สะท้อนถึงความตระหนักรู้ในหน้าที่ ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และความสมัครใจในการทำความดีเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นและสังคมโดยไม่หวังผลตอบแทนหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นกรอบแนวคิดสำคัญในการเสริมสร้างจิตอาสา โดยเฉพาะหลักภาวนา 4 ซึ่งมุ่งพัฒนามนุษย์ทั้งด้านกาย ศีล จิต และปัญญา ช่วยหล่อหลอมให้บุคคลมีวินัย มีจิตใจเข้มแข็ง มีเมตตา และมีปัญญาในการดำเนินชีวิตและแก้ไขปัญหาสังคมอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ หลักพรหมวิหารธรรม 4 ทำหน้าที่เป็นรากฐานทางจิตใจที่ส่งเสริมคุณธรรม ความเอื้ออาทร และความเป็นธรรมในการอยู่ร่วมกัน และหลักสังคหวัตถุ 4 เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้จิตสาธารณะแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการให้ การพูดจาดี การบำเพ็ญประโยชน์ และการวางตนอย่างเสมอภาค การปลูกฝังจิตอาสาตามแนวพระพุทธศาสนาเป็นผลจากการพัฒนาจิตใจภายในอย่างต่อเนื่อง อันนำไปสู่การสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เคารพสิทธิของผู้อื่น และพร้อมเสียสละเพื่อสังคม ซึ่งจะส่งเสริมความสงบเรียบร้อย ความสามัคคีและการพัฒนาสังคมอย่างสันติ</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/2066
การเสริมสร้างความไว้วางใจทางการเมืองของประชาชนต่อนักการเมืองท้องถิ่นในระบอบประชาธิปไตย
2026-03-12T09:50:57+07:00
พระมหาสุดใจ คุนาพันธ์
sudjai.kun@mcu.ac.th
พิทยพล กองพงษ์
sudjai.kun@mcu.ac.th
ส่งสุข ภาแก้ว
sudjai.kun@mcu.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากรอบแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความไว้วางใจทางการเมือง และนำเสนอแนวทางการเสริมสร้างความไว้วางใจของประชาชนต่อนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยอาศัยการวิเคราะห์เอกสารและวรรณกรรมทางวิชาการที่สำคัญ ความไว้วางใจทางการเมืองเป็นระดับความมั่นใจที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล ผู้นำทางการเมือง และระบบราชการ ในด้านความซื่อสัตย์ ประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความเป็นธรรม ซึ่งเป็นทุนทางสถาบันที่มีความสำคัญต่อเสถียรภาพและความยั่งยืนของระบอบประชาธิปไตย โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความไว้วางใจ ประกอบด้วย 1. คุณภาพและผลสัมฤทธิ์ของนโยบายสาธารณะ 2. ประสิทธิผลขององค์การและทีมงานภาครัฐ 3. การสื่อสารทางการเมืองที่เปิดกว้างและมีปฏิสัมพันธ์ 4. บุคลิกภาพและภาวะผู้นำของนักการเมือง และ 5. ระดับทุนทางสังคมและการมีส่วนร่วมของประชาชน การเสริมสร้างความไว้วางใจทางการเมืองต้องอาศัยกระบวนการเชิงบูรณาการ โดยเริ่มจากการสถาปนาความชอบธรรมผ่านหลักนิติธรรม ความโปร่งใส และระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง ควบคู่กับการกำหนดและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่ตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ผู้นำทางการเมืองจำเป็นต้องมีบุคลิกภาพที่น่าเชื่อถือ มีจริยธรรม และสื่อสารอย่างสม่ำเสมอและจริงใจ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมและลดช่องว่างทางการรับรู้ ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางนโยบาย เพื่อเสริมสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมและสะสมทุนทางสังคม</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1963
การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น: ปัญหา และอุปสรรค
2026-03-02T10:07:30+07:00
พระมหาอานนท์ ทิพย์สิงห์
arnon.tip@mcu.ac.th
<p>การกระจายอำนาจเป็นแนวคิดพื้นฐานสำคัญของการปกครองท้องถิ่นในระบอบประชาธิปไตย มุ่งให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและการจัดบริการสาธารณะ โดยรัฐถ่ายโอนอำนาจและทรัพยากรบางส่วนจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นภายใต้การกำกับดูแล แนวคิดดังกล่าวสามารถจำแนกได้หลายรูปแบบ โดยเฉพาะการโอนอำนาจ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ส่งเสริมการปกครองตนเองมากที่สุด การปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกพื้นฐานของประชาธิปไตย ช่วยตอบสนองความต้องการของประชาชน แบ่งเบาภาระรัฐ และพัฒนาผู้นำทางการเมืองในอนาคต อย่างไรก็ตาม การกระจายอำนาจของประเทศไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน ได้แก่ ความไม่ยืดหยุ่นในการบริหาร ข้อจำกัดทางการคลัง ระบบบุคลากรที่ขาดหลักคุณธรรมการมีส่วนร่วมของประชาชนที่จำกัด ความซ้ำซ้อนของอำนาจหน้าที่ และความล่าช้าในการถ่ายโอนภารกิจสำคัญดังนั้น แนวทางการพัฒนาการกระจายอำนาจให้มีประสิทธิภาพควรมุ่งปรับโครงสร้างและกฎหมายให้ยืดหยุ่น เสริมสร้างความเป็นอิสระทางการคลัง พัฒนาระบบบริหารทรัพยากรมนุษย์ตามหลักคุณธรรม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน จัดระเบียบอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน และเร่งรัดการถ่ายโอนภารกิจสำคัญ เพื่อให้การปกครองท้องถิ่นสามารถจัดบริการสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และนำไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1877
พนันออนไลน์ : ปัญหาสังคมและข้อเสนอเชิงนโยบาย
2026-03-09T09:36:11+07:00
พิชญะ แสงชาญชัย
pichayamind@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาเกี่ยวกับพนันออนไลน์ซึ่งเป็นปัญหาสังคม การบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอและอาจก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคมในระยะยาว ทั้งการผลักผู้เล่นเข้าสู่ตลาดใต้ดิน การตีตราผู้มีปัญหา และการขาดระบบการเยียวยาอย่างเป็นรูปธรรม หลายประเทศจึงปรับกรอบนโยบาย โดยมองการพนันออนไลน์ไม่ใช่ความล้มเหลวทางศีลธรรมของปัจเจกบุคคล แต่เป็นผลลัพธ์จากสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อพฤติกรรมเสี่ยง การเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง การออกแบบแพลตฟอร์มที่กระตุ้นให้เล่นต่อเนื่องและการโฆษณาเชิงจูงใจ จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายในการป้องกันและแก้ไขปัญหาพนันออนไลน์โดยถอดบทเรียนจากต่างประเทศ และปรับเป็นมาตรการที่สามารถดำเนินการได้จริงภายใต้บริบททางสังคม เศรษฐกิจและโครงสร้างรัฐของประเทศไทย การจัดการปัญหาพนันออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยนโยบายที่เป็นรูปธรรมนำไปปฏิบัติจริง มีตัวชี้วัด ประเมินและติดตามผล ทบทวน และปรับเปลี่ยนให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนี้ 1. นโยบายเชิงกฎหมาย 2. นโยบายการควบคุมและกำกับดูแล 3. นโยบายการป้องกันปัญหาผู้เล่น และ 4. นโยบายการรักษาและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ นโยบายควรเป็นแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงกรอบกฎหมาย การควบคุม การป้องกัน การรักษาและฟื้นฟูเข้าด้วยกัน การจัดการปัญหาเชิงระบบจึงต้องอาศัยนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองประชาชนและลดผลกระทบทางสังคมในระยะยาว โดยเปลี่ยนจากการปราบปรามเป็นการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาพนันออนไลน์ได้อย่างยั่งยืน</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1979
พุทธวิธีการบริหารจัดการสุขภาวะสำหรับผู้สูงอายุของพระสังฆาธิการในจังหวัดตราด
2026-03-02T10:00:17+07:00
พระมหาเพ็ช เทียนชัย
phet326806@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. ศึกษาสภาพทั่วไปการบริหารจัดการสุขภาวะสำหรับพระสังฆาธิการในจังหวัดตราด 2. ศึกษาองค์ประกอบการบริหารจัดการสุขภาวะสำหรับผู้สูงอายุของพระสังฆาธิการในจังหวัดตราด และ 3. นำเสนอพุทธวิธีการบริหารจัดการสุขภาวะสำหรับผู้สูงอายุของพระสังฆาธิการในจังหวัดตราด การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 25 รูปหรือคน และการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 10 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพทั่วไปของการบริหารจัดการสุขภาวะสำหรับผู้สูงอายุของพระสังฆาธิการในจังหวัดตราดมีทั้งจุดแข็ง (Strengths) และจุดอ่อน (Weaknesses) ที่สำคัญ ในด้านจุดแข็ง (Strengths) พบว่า พระสังฆาธิการเป็นผู้นำทางจิตใจ ช่วยสร้างแรงศรัทธาความเชื่อความเลื่อมใสในบทบาทหน้าที่ของผู้นำ มีความตั้งใจและรับผิดชอบต่อหน้าที่ ด้านอารมณ์ โดยการสนทนาธรรมะ นำไปปฏิบัติธรรม ประสานงานกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จุดอ่อน (Weaknesses) ที่สำคัญ ได้แก่ พระสังฆาธิการ ขาดการบูรณาการกับสาธารณสุข ขาดนโยบายในการดำเนินกิจกรรมชมรมผู้สูงอายุ 2. องค์ประกอบของการบริหารจัดการสุขภาวะสำหรับผู้สูงอายุของพระสังฆาธิการในจังหวัดตราด กายภาวนา การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ การรู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร สีลภาวนา งดเว้นการปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยไร้ประโยชน์ การรักษาศีล 5 จิตตภาวนา การเจริญสติเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อม การสนทนาธรรมและเข้าสังคมผู้สูงอายุ ปัญญาภาวนา การใคร่ครวญถึงกรรมและการให้ผลของกรรม การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและพอเพียง และ 3. พุทธวิธีบริหารจัดการสุขภาวะสำหรับผู้สูงอายุของพระสังฆาธิการในจังหวัดตราด สุขภาพกาย การเดินจงกรมเป็นการออกกำลังกายทางธรรม การฝึกลมหายใจเพื่อสุขภาพและผ่อนคลายความเครียด สุขภาพใจ รักษาศีล 5 เป็นพื้นฐานของความสุขใจ การดูแลสุขภาพจิตของผู้ดูแลเพื่อป้องกันภาวะหมดไฟ การนำหลักธรรมเรื่องความพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต การใช้หลักพรหมวิหาร 4 สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชน สุขภาพสังคม การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเป็นผู้ถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น การสร้างระบบเพื่อนช่วยเพื่อน การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการสื่อสาร</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/2100
การพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของพระสังฆาธิการในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2026-03-19T00:00:18+07:00
พระธนญชัย ธนะสะสมทรัพย์
phrathanonchai@gmail.com
พระอุดมสิทธินายก (กำพล มาลัย)
phrathanonchai@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพทั่วไปในการพัฒนาศักยภาพ 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพ และ 3. นำเสนอแนวทางการพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของพระสังฆาธิการในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 รูปหรือคน และการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากพระสงฆ์ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 369 รูป วิเคราะห์ข้อมูลหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์การถดถอย และสนทนากลุ่มเฉพาะกับผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 รูปหรือคน และใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา สรุปเป็นความเรียง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพทั่วไปในการพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของพระสังฆาธิการในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า 1.1 ด้านจุดแข็ง มีการอบรมวางแผนประชุมและปฏิบัติงานตามแผน 1.2 จุดอ่อน ยังขาดผู้สืบทอดการศึกษา และขาดงบประมาณในการพัฒนาศักยภาพ 1.3 ด้านโอกาส มีการจัดการศึกษาที่ดีคือมหาวิทยาลัยสงฆ์ ยังมีประชาชนที่ศรัทธาเลื่อมใส และ 1.4 อุปสรรค การทำบัญชีเป็นอุปสรรคและปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของพระสังฆาธิการในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า 2.1 ระดับการพัฒนาศักยภาพตามทฤษฎีของเนดเลอร์ (Nadler) และระดับหลักไตรสิกขา ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของพระสังฆาธิการในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (Y) จึงยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้ และ 3. การพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของพระสังฆาธิการในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 3.1 ด้านความรู้ มีแนวทางในการหาผู้สืบทอดการศึกษาโดยให้มีความรู้ธรรมวินัย 3.2 ด้านทักษะ พระสังฆาธิการต้องได้รับการฝึกอบรม อย่างสม่ำเสมอ 3.3 ด้านมโนทัศน์ในตน ทำงานร่วมกับ มจร มีมโนทัศน์ในตนในเรื่องของการทำสมาธิ 3.4 ด้านคุณลักษณะ ส่งเสริมให้มีอบรมอาจาระและศีล และ 3.5 ด้านแรงจูงใจ พบว่า มีการถวายค่าตอบแทน ค่าพาหนะหรือนิตยภัตพระสังฆาธิการ</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1955
การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ ในจังหวัดสมุทรปราการ
2026-03-30T12:22:59+07:00
สิงห์คํา มณีจันสุข
singkam_@hotmail.com
เปรมศักดิ์ เพียยุระ
singkam_@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพทั่วไปของคุณภาพชีวิตคนพิการในจังหวัดสมุทรปราการ 2. ศึกษาปัจจัยการยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการในจังหวัดสมุทรปราการ และ 3. เสนอแนวทางการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการในจังหวัดสมุทรปราการ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 รูปหรือคน ซึ่งเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในจังหวัดสมุทรปราการ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง และทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพทั่วไปของคุณภาพชีวิตคนพิการในจังหวัดสมุทรปราการ ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ร่างกาย จิตใจ ความสัมพันธ์ทางสังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันในลักษณะองค์รวม โดยการเข้าถึงบริการสาธารณสุข สิทธิและสวัสดิการ ความมั่นคงทางจิตใจ เครือข่ายทางสังคม และสิ่งอำนวยความสะดวก เป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการพึ่งพาตนเองและการมีส่วนร่วมทางสังคม ทั้งนี้ ยังพบข้อจำกัดด้านความทั่วถึงและความต่อเนื่องของการสนับสนุนในบางพื้นที่ 2. ปัจจัยการยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ พบว่า หลักภาวนา 4 ได้แก่ กายภาวนา ศีลภาวนา จิตภาวนา และปัญญาภาวนา ทำหน้าที่เกื้อหนุนกันในการพัฒนาศักยภาพภายใน โดยกายภาวนาเน้นสุขภาพและการฟื้นฟู ศีลภาวนากำกับพฤติกรรมและความรับผิดชอบ จิตภาวนาเสริมความมั่นคงทางอารมณ์และพลังใจ และปัญญาภาวนาสนับสนุนการเรียนรู้และการปรับตัวต่อข้อจำกัดของชีวิต และ 3. การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ พบว่า สามารถขับเคลื่อนผ่าน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การประกอบอาชีพ การเข้าถึงบริการสาธารณสุข การศึกษา และสิ่งอำนวยความสะดวก โดยบูรณาการร่วมกับหลักภาวนา 4 เพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาปัจจัยภายนอกกับการเสริมสร้างศักยภาพภายในให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ศึกษา ทั้งนี้ ผลการศึกษายังสะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการระหว่างปัจจัยภายนอกและศักยภาพภายใน โดยมีหลักภาวนา 4 เป็นกลไกเชื่อมโยงซึ่งเป็นข้อค้นพบใหม่ของการวิจัยที่อธิบายการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในลักษณะองค์รวมและยั่งยืน</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1954
การพัฒนาองค์กรเชิงพุทธบูรณาการของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
2026-03-30T11:08:47+07:00
อภิรัต ศิรินาวิน
apirat443@gmail.com
ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ
apirat443@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพและบริบทการพัฒนาองค์กรของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2. วิเคราะห์ปัจจัยการพัฒนาองค์กรเชิงพุทธบูรณาการของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ 3. นำเสนอแนวทางการพัฒนาองค์กรเชิงพุทธบูรณาการของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิเคราะห์เอกสารควบคู่กับการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 20 รูปหรือคน และการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 5 รูปหรือคน เครื่องมือวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพและบริบทการพัฒนาองค์กรดำเนินภายใต้บทบาทองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่ต้องรักษาความสุจริต เที่ยงธรรม และความเชื่อมั่นของประชาชน ท่ามกลางความซับซ้อนของกฎหมายและข้อจำกัดด้านเวลา บริบทการพัฒนาสังเคราะห์ได้ 4 ด้าน คือ ด้านคน โครงสร้างระบบงาน การจัดการปัญหา และเทคโนโลยี โดยมีระบบสารสนเทศเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนและติดตามประเมินผล 2. ปัจจัยการพัฒนาองค์กรเชิงพุทธบูรณาการมีหลักอิทธิบาท 4 เป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงแรงจูงใจภายในบุคลากรเข้ากับระบบงาน ได้แก่ ฉันทะเสริมสร้างแรงบันดาลใจ วิริยะและจิตตะสะท้อนความเพียรและความรับผิดชอบ ส่วนวิมังสาเป็นการทบทวนปรับปรุงงานบนฐานข้อมูล เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการพัฒนาและรักษาความน่าเชื่อถือขององค์กร และ 3. แนวทางการพัฒนาองค์กรเชิงพุทธบูรณาการของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเน้นการขับเคลื่อนด้วยค่านิยมหลักด้านความโปร่งใส ประสิทธิภาพ การสื่อสาร และเทคโนโลยี เพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน เมื่อบูรณาการร่วมกับหลักอิทธิบาท 4 จะส่งผลให้เกิดเอกภาพทั้งในระดับโครงสร้าง ระบบงาน และพฤติกรรมบุคลากร นำไปสู่การดำเนินภารกิจที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนภายใต้ระบอบประชาธิปไตย</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/2099
การพัฒนาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามแผนปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2026-03-18T23:43:38+07:00
พระปิยะ ภูษาแก้ว
phrathanonchai@gmail.com
พระอุดมสิทธินายก (กำพล มาลัย)
phrathanonchai@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพทั่วไปในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาการเผยแผ่พระพุทธศาสนา 3. นำเสนอการพัฒนาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามแผนปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 รูปหรือคน และการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากพระสงฆ์ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 369 รูป วิเคราะห์ข้อมูลหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์การถดถอย และสนทนากลุ่มเฉพาะกับผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 รูปหรือคน และใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา สรุปเป็นความเรียง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพทั่วไปในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามแผนปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วย 1.1 จุดแข็ง พบว่า เจ้าคณะจังหวัดเป็นประธานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนามีการกำหนดนโยบาย วางแผน และประสานงานการเผยแผ่ธรรมะ 1.2 จุดอ่อน พบว่า พระสงฆ์บางรูปยังไม่เข้าใจในกระบวนการปฏิรูปกิจการพุทธศาสนา 1.3 โอกาส ประชาชนมีความศรัทธาเลื่อมใส และ 1.4 อุปสรรค พบว่า สื่อภาพลบเกี่ยวกับพระสงฆ์ทำลายศรัทธาของประชาชน 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามแผนปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า ระดับการสื่อสาร S M C R และวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเทศนาวิธี 4 ส ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด และ ส่งผลต่อการพัฒนาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามแผนปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา 4 ด้าน (Y) จึงยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้ และ 3. การพัฒนาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามแผนปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า 3.1 คณะสงฆ์สร้างศาสนทายาทที่เหมาะสม มีการมอบหมายงานที่มีประสิทธิภาพให้มีผู้รับผิดชอบทำหน้าที่ตามที่รับมอบหมาย 3.2 มีความสามัคคีที่ดี นำนโยบายการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาไปใช้ในการบริหารจัดการวัด 3.3 มีช่องทางในการให้พุทธศาสนิกชนแสดงความคิดเห็นต่อการปฏิบัติการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และ 3.4 เตรียมความพร้อมในด้านงบประมาณในการพัฒนาโครงการ</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1975
การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยขององค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2026-05-19T09:21:21+07:00
วีรภัทร สภากาญจน์
weerapat.mcu@hotmail.com
ภูริพัฒน์ ถนอมศรีอุทัย
weerapat.mcu@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบันคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 3. นำเสนอกระบวนการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยตามหลักพุทธบูรณาการในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระเบียบวิธีวิจัยเป็นแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล อำเภอพระนครศรีอยุธยา 389 คน สุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือ คือ แบบสอบถามที่ความเชื่อมั่น 0.913 สถิติใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือ ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล นักวิชาการด้านรัฐประศาสนศาสตร์และพระพุทธศาสนา และประชาชน จำนวน 18 คน เครื่องมือ<br />ที่ใช้ในการวิจัย คือ การสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. การส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยทุกด้าน สามารถร่วมกันทำนายคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ร้อยละ 63.3 และหลักภาวนา 4 ทุกด้าน สามารถร่วมกันทำนายคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบล อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ร้อยละ 78 และ 3. กระบวนการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยตามหลักพุทธบูรณาการ ประกอบด้วย 3.1 กิจกรรมการส่งเสริมคุณภาพชีวิต 7 กิจกรรม ได้แก่ 1. กิจกรรมสร้างรายได้ 2. กิจกรรมการมีส่วนร่วมทางสังคม 3. กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ 4. กิจกรรมนันทนาการ 5. กิจกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต 6. กิจกรรมจิตอาสา และ 7. กิจกรรมดูแลสิ่งแวดล้อม และ 3.2 การนำหลักภาวนา 4 มาประยุกต์ใช้ ได้แก่ ด้านกายภาวนา ส่งเสริมสุขภาพ ด้านศีลภาวนา ส่งเสริมศีลธรรมจริยธรรม ด้านจิตตภาวนา ส่งเสริมความสงบทางใจ ด้านปัญญาภาวนา ส่งเสริมการเรียนรู้และความเข้าใจในชีวิต</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ