https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/issue/feed
วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
2026-03-25T17:00:28+07:00
พระครูสุธีกิตติบัณฑิต, รศ.ดร.
krisada.sae@mcu.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong><img src="https://so18.tci-thaijo.org/public/site/images/krisada/001-1447cc6dd353074809d937a61e946898.png" alt="" width="30" height="30" /><br />วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ</strong></p> <p><strong>E-ISSN</strong>: 3027-8643</p> <p><strong>กำหนดออก</strong> : 4 ฉบับต่อปี <br />ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม <br />ฉบับที่ 2 เมษายน - มิถุนายน <br />ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน<br />ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม</p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong></p> <p>วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงที่มีการประยุกต์พระพุทธศาสนากับศาสตร์ทางด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และการจัดการ การศึกษา และนิติศาสตร์</p>
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1513
การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา
2025-08-31T09:19:14+07:00
พระปราโมทย์ พุทฺธธมฺโม (แซ่ลี้)
pramot00009@gmail.com
สมาน งามสนิท
pramot00009@gmail.com
พิเชฐ ทั่งโต
pramot00009@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาประสิทธิภาพในการบริหารงาน 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบริหารงาน และ 3. นำเสนอการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา ทำการวิจัยทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 399 คน ใช้แบบสอบ ถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.913 และสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 รูปหรือคน หลังจากนั้นนำข้อมูลที่ได้จากการสังเคราะห์ผลการวิจัยนำมาสนทนากลุ่มเฉพาะเพื่อยืนยันผลการศึกษา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพในการบริหารงาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.93, S.D. = 0.56) เรียงลำดับตาม คือ คุณภาพของงาน ค่าใช้จ่าย เวลา และปริมาณงาน ตามลำดับ 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบริหารงาน พบว่า 1. การบริหารจัดการ ประกอบด้วย การปรับปรุงแก้ไข การปฏิบัติตามแผน การวางแผน ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 2. หลักอิทธิบาท 4 ประกอบด้วย วิริยะ ความเพียร ฉันทะ ความพอใจ วิมังสา ความไตร่ตรอง ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 3. การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่า ได้มีการประยุกต์หลักอิทธิบาท 4 และการบริหารจัดการมาเป็นพื้นฐานในการส่งเสริมประสิทธิภาพในการบริหารงานทั้ง 4 ด้าน ประกอบด้วย 1. ด้านคุณภาพของงาน โดยการเน้นคุณภาพที่ถูกต้อง ครบถ้วน ทันเวลา และสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้รับบริการ 2. ด้านปริมาณงาน โดยการวางแผนบริหารเวลาเพื่อให้ได้ปริมาณงานตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 3. ด้านเวลา โดยการดำเนินการได้ตรงตามเวลา ตามแผนอย่างเป็นระบบ และ 4. ด้านค่าใช้จ่าย โดยการใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและประหยัด เกิดความคุ้มค่าแก่ประชาชน</p>
2026-03-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1518
การบริหารจัดการองค์กรกีฬาตามหลักพุทธธรรมาภิบาลเพื่อความเป็นเลิศของการกีฬาแห่งประเทศไทย
2025-08-31T09:15:34+07:00
อัครพร พึ่งพร
oreo.akaraporn@gmail.com
เกียรติศักดิ์ สุขเหลือง
oreo.akaraporn@gmail.com
สุรพล สุยะพรหม
oreo.akaraporn@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาความเป็นเลิศของการกีฬาแห่งประเทศไทย 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความเป็นเลิศของการกีฬาแห่งประเทศไทย และ 3. นำเสนอการบริหารจัดการองค์กรกีฬาตามหลักพุทธธรรมาภิบาลเพื่อความเป็นเลิศของการกีฬาแห่งประเทศไทย การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรการกีฬาแห่งประเทศไทย 249 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้บริหารของการกีฬาแห่งประเทศไทย บุคลากรนักกีฬาทีมชาติไทยและผู้มีส่วนได้เสีย เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 18 รูปหรือคน ด้วยแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 10 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ความเป็นเลิศของการกีฬาแห่งประเทศไทย พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน 2. การบริหาร 4M และหลักภาวนา 4 ส่งผลต่อความเป็นเลิศของการกีฬาแห่งประเทศไทย ทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 โดยปัจจัย 4M สามารถร่วมกันทำนายความผันแปรได้ร้อยละ 64.3 หลักภาวนา 4 ทำนายได้ร้อยละ 73.1 และ 3. การบริหารจัดการองค์กรกีฬาตามหลักพุทธธรรมาภิบาลเพื่อความเป็นเลิศของการกีฬาแห่งประเทศไทย เกิดจากการบริหารปัจจัยการบริหาร 4M บูรณาการกับหลักภาวนา 4 ซึ่งส่งผลต่อความเป็นเลิศของการกีฬาแห่งประเทศไทย ทำให้มีระบบการเลือกสรรนักกีฬาที่มีพรสวรรค์ มีศูนย์ซักซ้อมกีฬาที่ได้มาตรฐานในระดับสากล มีจำนวนนักกีฬาอาชีพเพิ่มมากขึ้น มีพัฒนาการด้านสถิติและผลการแข่งขันที่ดีขึ้น และมีการเชิดชูเกียรติและศักดิ์ศรีของการเป็นนักกีฬาไทย</p>
2026-03-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1519
การพัฒนาระบบดิจิทัลที่มีผลต่อคุณภาพการให้บริการประชาชน โดยการประยุกต์ตามหลักพุทธธรรมของศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสุพรรณบุรี
2025-09-08T16:43:49+07:00
วิทวัส พงศ์กรเกียรติ
witthawatphong@outlook.com
วัชรินทร์ ชาญศิลป์
witthawatphong@outlook.com
ธัชชนันท์ อิศรเดช
witthawatphong@outlook.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาคุณภาพการให้บริการประชาชนของศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสุพรรณบุรี 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพให้บริการประชาชนของศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดสุพรรณบุรีและ 3. นำเสนอการพัฒนาระบบดิจิทัลที่มีผลต่อคุณภาพการให้บริการประชาชนโดยการประยุกต์ตามหลักพุทธธรรมของศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสุพรรณบุรี การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่มาใช้บริการศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสุพรรณบุรี 391 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรม นักวิชาการด้านพระพุทธพุทธศาสนา และนักวิชาการด้านรัฐประศาสนศาสตร์ รวม 18 รูปหรือคน เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 10 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณภาพการให้บริการประชาชนของศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสุพรรณบุรี โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพให้บริการประชาชนของศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดสุพรรณบุรี พบว่า การพัฒนาระบบดิจิทัลและหลักสังคหวัตถุ 4 ส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการประชาชนของศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสุพรรณบุรีทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 โดยการพัฒนาระบบดิจิทัล สามารถร่วมกันทำนายความผันแปรได้ร้อยละ 64.4 ส่วนหลักสังคหวัตถุ 4 ทำนายได้ร้อยละ 74.3 และ 3. การพัฒนาระบบดิจิทัลที่มีผลต่อคุณภาพการให้บริการประชาชนโดยการประยุกต์ตามหลักพุทธธรรมของศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นผลจากการพัฒนาระบบดิจิทัล และหลักสังคหวัตถุ 4 ทำให้บุคลากรให้บริการด้วยความเป็นธรรมและไม่เอนเอียง ระยะเวลารอการให้บริการลดลงเมื่อใช้ระบบดิจิทัล การให้บริการเป็นไปตามความจำเป็นของประชาชน มีการบำรุงรักษาระบบดิจิทัลอย่างสม่ำเสมอ และมีการปรับปรุงระบบเพื่อตอบสนองต่อเทคโนโลยีใหม่</p>
2026-03-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1470
บทบาทการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูต กรณีศึกษาหลวงปู่ดู่ พฺรหฺมปญฺโญ
2025-08-19T10:54:42+07:00
พระครูปลัดโพธิวรวัฒน์ (ไพรัชช์ แซ่เฮง)
pairat.rat@gmail.com
พระสิทธิวัชรบัณฑิต (สุรศักดิ์ ปจฺจนฺตเสโน)
pairat.rat@gmail.com
พระมหาไพฑูรย์ ปนฺตนนฺโท
pairat.rat@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาชีวิตและบทบาทของหลวงปู่ดู่ในฐานะพระธรรมทูต 2. ศึกษาหลักการและวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของหลวงปู่ดู่ และ 3. ศึกษาสัมฤทธิผลของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของท่าน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) เก็บรวบรวมข้อมูลจากพระไตรปิฎก เอกสารประวัติคำสอน บันทึกการบรรยาย ตลอดจนบทความวิชาการที่เกี่ยวข้อง และนำมาวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลวงปู่ดู่ พฺรหฺมปญฺโญ มีบทบาทโดดเด่นในฐานะพระธรรมทูตแนวปฏิบัติ ท่านมุ่งเน้นการเผยแผ่ธรรมด้วยการภาวนาเป็นแก่นกลาง และใช้ไตรสรณคมน์ (พุทธัง ธัมมัง สังฆัง) เป็นหลักในการฝึกสติ สมาธิ และปัญญา คำสอนของท่านเรียบง่ายแต่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงภายในอย่างลึกซึ้ง สะท้อนผ่านวิถีชีวิตและจริยวัตรอันงดงาม สัมฤทธิผลของการเผยแผ่ธรรมของหลวงปู่ดู่ ปรากฏใน 2 ระดับ ได้แก่ 1. ระดับปัจเจกบุคคล ผู้ใกล้ชิดหรือผู้ปฏิบัติตามคำสอนของท่านมีพัฒนาการด้านจิตใจ เช่น ความสงบ มีสติ และเป้าหมายชีวิตที่มั่นคง และ 2. ระดับสังคม คำสอนของท่านได้ขยายออกผ่านเครือข่ายศิษยานุศิษย์ สื่อสิ่งพิมพ์และดิจิทัล ส่งผลให้การเผยแผ่ยังคงดำรงอยู่แม้หลังจากมรณภาพแล้ว อันเป็นมรดกธรรมอันทรงคุณค่าสำหรับสังคมไทย</p>
2026-03-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1754
การบูรณาการหลักอิทธิบาทธรรมเพื่อพัฒนาสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตะเกียบ อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา
2025-12-10T21:14:48+07:00
พระสมุห์อนันต์เอก ถิรปุญฺโญ
63245604021@mcu.ac.th
รัฐพล เย็นใจมา
63245604021@mcu.ac.th
พงศ์พัฒน์ จิตตานุรักษ์
63245604021@mcu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าตะเกียบ อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิทธิบาทธรรมกับการพัฒนาสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าตะเกียบ และ 3. เพื่อนำเสนอการบูรณาการหลักอิทธิบาทธรรมเพื่อพัฒนาสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าตะเกียบ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี เก็บข้อมูลจากบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าตะเกียบ จำนวน 109 คน วิเคราะห์ข้อมูลหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความสัมพันธ์ การวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับความคิดเห็นของบุคลากรที่มีความคิดเห็นต่อการบูรณาการหลักอิทธิบาทธรรม โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\mu&space;" alt="equation" /> = 3.95) 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิทธิบาทธรรมกับการพัฒนาสมรรถนะการปฏิบัติงาน โดยรวมมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ในเชิงบวกในระดับมาก (r = .901) และ 3. การบูรณาการหลักอิทธิบาทธรรมเพื่อพัฒนาสมรรถนะการปฏิบัติงาน พบว่า บุคลากรโดยรวมเกิดความพอใจและมีความสุขกับงานที่ได้รับมอบหมาย รักในงาน ปฏิบัติงานตามแผนและโครงการโดยยึดมั่นในความถูกต้อง ให้บริการด้วยกิริยาท่าทางที่เป็นมิตร และใคร่ครวญใช้สติปัญญาพร้อมหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาการให้บริการและอำนวยความสะดวกกับทุกคนที่มารับบริการ</p>
2026-03-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1817
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามหลักอิทธิบาทธรรมเพื่อเพิ่มสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรเทศบาลเมืองบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี
2025-12-26T14:23:07+07:00
รุจ กสิวุฒิ
naret200430@gmail.com
ปนัดดา รักษาแก้ว
naret200430@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสมรรถนะการปฏิบัติงาน 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงาน และ 3. นำเสนอการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามหลักอิทธิบาทธรรม วิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 195 คน แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.979 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 10 รูปหรือคน และการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 9 รูปหรือคน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สมรรถนะการปฏิบัติงาน พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.38, S.D. = 0.64) ส่วนรายด้าน อยู่ในระดับมากทุกด้าน คือ การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรมการทำงานเป็นทีม การบริการที่ดี การมุ่งผลสัมฤทธิ์ และการสั่งสมความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงาน พบว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ส่งผลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านการฝึกอบรม ด้านการศึกษา และด้านการพัฒนา และหลักอิทธิบาท 4 ส่งผลต่อสมรรถนะการปฏิบัติงานทั้ง 4 ด้าน คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา และ 3) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พบว่า มีแนวทางการพัฒนา คือ การมุ่งผลสัมฤทธิ์ การสร้างสรรค์พัฒนาผลงานให้มีคุณภาพ การปฏิบัติตามหลักคุณธรรมจริยธรรม การสั่งสมความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อใช้ในการเข้าถึงระบบงานขององค์กร การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม การมีใจรักบริการ ยิ้ม ทักทายอย่างมิตรไมตรี และการทำงานเป็นทีม การวางแผนงานนำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมาย การปฏิบัติตามหลักอิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ บุคลากรปฏิบัติงานปรารถนาให้ประสบความสำเร็จ วิริยะ การมีความพยายาม พากเพียรพยายามทำงานด้วยใจมั่น จิตตะ เอาใจใส่รับผิดชอบกับงานชุมชน องค์กร และวิมังสา พิจารณาไตร่ตรองถึงสิ่งที่ทำว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือไม่</p>
2026-03-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1712
การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์
2025-11-13T22:24:10+07:00
อารยา สำเนียงล้ำ
araya.sn52@gmail.com
วันชัย สุขตาม
araya.sn52@gmail.com
ศศิธร ศูนย์กลาง
araya.sn52@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการกล่อมเกลาทางการเมืองและวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ และ 3. นำเสนอแนวทางการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ โดยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณใช้กลุ่มตัวอย่างนักศึกษาพยาบาล จำนวน 227 คน ใช้สูตรคำนวณของทาโรยามาเน่ จากจำนวนประชากร 522 คน โดยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.981 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพผู้ให้ข้อมูลสำคัญจากตัวแทนอาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา จำนวน 12 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และใช้เทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับความการกล่อมเกลาทางการเมืองของของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากและระดับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต พบว่าโดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ คือ สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันทางการเมือง และสถาบันสื่อมวลชน และ 3. แนวทางการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของนักศึกษาพยาบาล คือ การพัฒนาการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เพื่อปลูกฝังความเข้าใจในหลักประชาธิปไตย ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เปิดกว้างในชั้นเรียนและกิจกรรมนักศึกษา เปิดโอกาสให้นักศึกษามีส่วนร่วมในกิจกรรมทั้งภายในและภายนอก โดยจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นความเข้าใจในหลักนิติธรรมและความยุติธรรมทางสังคม บูรณาการแนวคิดจิตบริการ ส่งเสริมทักษะการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์และการจัดการความขัดแย้งอย่างสันติผ่านกิจกรรมจำลองสถานการณ์ พัฒนาการเรียนรู้ทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อให้นักศึกษารู้เท่าทันสื่อ และปลูกฝังภาวะผู้นำเชิงประชาธิปไตยในหมู่นักศึกษา</p>
2026-03-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1715
การมีส่วนร่วมทางการเมืองของสตรี ในพื้นที่อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์
2025-11-19T14:39:53+07:00
เมวดี พอกทรัพย์
mewadeemajor@gmail.com
วันชัย สุขตาม
mewadeemajor@gmail.com
จิรายุ ทรัพย์สิน
mewadeemajor@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของสตรี 2. เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของสตรี โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. นำเสนอแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของสตรี เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูล ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.93 กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอศีขรภูมิ ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี เป็นต้นไป จำนวน 383 คน ซึ่งได้จากการใช้สูตรตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน ด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายชั้น และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และเปรียบเทียบความต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่โดยวิธีผลต่างนัยสำคัญน้อยที่สุด สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 คน แบบเฉพาะเจาะจง ได้แก่ นายอำเภอศีขรภูมิ พัฒนาการอำเภอศีขรภูมิ ตัวแทนผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอำเภอศีขรภูมิ ตัวแทนชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอศีขรภูมิ และตัวแทนภาคประชาชน ใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของสตรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.38, S.D. = 0.494) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ระดับความคิดเห็นของประชาชนต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของสตรี ด้านแสดงสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง เป็นด้านที่มีระดับสูงที่สุด รองลงมาคือ ด้านร่วมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ด้านร่วมกิจกรรมกับกลุ่มทางการเมือง ด้านแสดงความเห็นทางการเมือง และท้ายสุดคือ ด้านร่วมเป็นสมาชิกพรรคการเมือง 2. ประชาชนที่มีอายุ การศึกษา และอาชีพ มีระดับความคิดเห็นของประชาชนต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของสตรี โดยภาพรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนเพศ มีระดับความคิดเห็นของประชาชนต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของสตรี โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน และ 3. แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของสตรี สนับสนุนองค์กรสตรี ส่งเสริมพื้นที่ปลอดภัยทางการเมือง สร้างศูนย์การเรียนรู้ประชาธิปไตย รณรงค์ผ่านสื่อ จัดตั้งเครือข่ายสตรีอาสาประชาธิปไตย ผลิตสื่อท้องถิ่นที่นำเสนอแบบอย่างสตรี เปิดพื้นที่ให้กลุ่มสตรีในท้องถิ่นเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง ให้สตรีเรียนรู้บทบาทพลเมืองเชิงรุก ส่งเสริมโควตาสตรี และสนับสนุนระบบพี่เลี้ยงสำหรับสตรีที่ต้องการเข้าสู่การเมือง</p>
2026-03-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1733
อัตลักษณ์ทางการเมืองของนักศึกษาสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ในพื้นที่ชายแดนผ่านสื่อออนไลน์
2026-01-11T23:36:02+07:00
ชลันดา จำปาทอง
chalanda.cha@srru.ac.th
อธิมาตร เพิ่มพูน
chalanda.cha@srru.ac.th
ณัฐวดี บุญครอง
chalanda.cha@srru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาลักษณะและรูปแบบของอัตลักษณ์ทางการเมืองของนักศึกษาสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ที่สะท้อนผ่านการใช้สื่อออนไลน์ในบริบทพื้นที่ชายแดน และ 2. สังเคราะห์แนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาอัตลักษณ์ทางการเมืองของนักศึกษาสาขาวิชารัฐศาสตร์ให้สอดคล้องกับบริบทสังคมดิจิทัลและพื้นที่ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเชิงพรรณนา (Descriptive Qualitative Research) โดยใช้ผู้ให้ข้อมูลหลักเป็นนักศึกษาสาขาวิชารัฐศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบบันทึกการสังเกตเนื้อหาในแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ ได้แก่ Facebook (เฟซบุ๊ก), X (Twitter) และ TikTok (ติ๊กต็อก) การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกควบคู่กับการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลแบบสามเส้า (Triangulation) และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงตีความ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. อัตลักษณ์ทางการเมืองของนักศึกษาสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ที่สะท้อนผ่านการใช้สื่อออนไลน์ในบริบทพื้นที่ชายแดน ปรากฏอย่างเด่นชัดในสามมิติ ได้แก่ 1.1 อัตลักษณ์ “พลเมืองชายแดน” ที่สะท้อนความผูกพันต่อชุมชนท้องถิ่นควบคู่กับความเป็นพลเมืองของรัฐไทย 1.2 อัตลักษณ์ “นักรัฐศาสตร์รุ่นใหม่” ที่ใช้สื่อดิจิทัลเป็นพื้นที่เรียนรู้ทางการเมือง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างความตระหนักรู้ต่อประเด็นสาธารณะ และ 1.3 อัตลักษณ์ “ผู้สื่อสารทางการเมือง” ที่แสดงบทบาทในการผลิตเนื้อหา สื่อสารประเด็นสาธารณะ และขยายพื้นที่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงสร้างสรรค์ในสังคมออนไลน์ และ 2. แนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาอัตลักษณ์ทางการเมืองของนักศึกษาควรมุ่งพัฒนา “พื้นที่พลเมืองดิจิทัล” (Digital Civic Sphere) เพื่อเสริมสร้างทักษะการสื่อสารทางการเมือง การรู้เท่าทันสื่อ และการมีส่วนร่วมเชิงประชาธิปไตยของนักศึกษา อันนำไปสู่การพัฒนาความเป็นพลเมืองประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืนในบริบทพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา</p>
2026-03-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1716
การมีส่วนร่วมทางการเมืองในยุคดิจิทัลของนักศึกษา วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์
2025-11-13T22:34:39+07:00
นรมน สมัครสมาน
packpack.ns@gmail.com
จิรายุ ทรัพย์สิน
packpack.ns@gmail.com
ศศิธร ศูนย์กลาง
packpack.ns@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองในยุคดิจิทัลของนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ 2. วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองในยุคดิจิทัลของนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ และ 3. เสนอแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาในยุคดิจิทัลอย่างเหมาะสม ใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้กลุ่มตัวอย่างนักศึกษาพยาบาลจำนวน 227 คน จากประชากร 522 คน คำนวณด้วยสูตรทาโร ยามาเน่ และการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามซึ่งมีค่าความเชื่อมั่น 0.978 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันและการวิเคราะห์ถดถอยพหุ สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้ผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 8 คน ที่คัดเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. นักศึกษามีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองในยุคดิจิทัลโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองในยุคดิจิทัลโดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจทางการเมือง ทักษะการรู้เท่าทันสื่อและข้อมูลข่าวสาร และทัศนคติทางการเมือง และ 3. ผลการวิเคราะห์ข้อเสนอแนะแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาในยุคดิจิทัลอย่างเหมาะสม พบว่า การทำให้นักศึกษาสามารถเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร และความคิดเห็นทางการเมืองจากแหล่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและหลากหลายผ่านโซเชียลมีเดียดังนั้นจึงควรเน้นการส่งเสริมให้นักศึกษามีทักษะในการรู้เท่าทันและคัดกรองข้อมูลดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อใช้ประโยชน์จากการเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลายนี้ในการวิเคราะห์และมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ต่อไป และควรจัดกิจกรรมเสวนาและอบรมการรู้เท่าทันสื่อ เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ วิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณและกล้าแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ต่อไป</p>
2026-03-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1444
การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพผ่านหลักการกุญแจเก้าดอกของสถาบันพลังจิต ธรรมะ จักรวาลเพื่อการส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี
2025-08-16T14:39:36+07:00
ฐิวรา โรจนสกุลเกตุ
ong54roj@gmail.com
สุรพล สุยะพรหม
ong54roj@gmail.com
เกียรติศักดิ์ สุขเหลือง
ong54roj@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพเพื่อการส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี และ 3. นำเสนอรูปแบบการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพผ่านหลักการกุญแจเก้าดอกของสถาบันพลังจิต ธรรมะ จักรวาลเพื่อการส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี การวิจัยใช้แบบผสานวิธี เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือบุคลากรในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี จำนวน 357 คน โดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 18 รูปหรือคน วิเคราะห์โดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.71, S.D. 0.66) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การสื่อสารระหว่างองค์การและการบังคับใช้นโยบาย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.75, S.D. 0.76) 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุ ประกอบด้วย ปัจจัยการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพด้านท่าทีของผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ ลักษณะของหน่วยงาน และทรัพยากรของนโยบาย ซึ่งร่วมกันทำนายการส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุได้ร้อยละ 71.0 ปัจจัยด้านหลักอิทธิบาท 4 ได้แก่ วิริยะ วิมังสา จิตตะ และฉันทะ สามารถร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 55.1 หลักการกุญแจเก้าดอก ได้แก่ กุญแจแห่งการแก้ไขปัญหา การสำรวจตน ปัญญา ภาวะผู้นำ การคิดบวกและการให้อภัย และทักษะการสื่อสารและทักษะทางปัญญา สามารถร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 75.6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 3. การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพเพื่อการส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี เป็นการบูรณาการองค์ประกอบ 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การผสานกับหลักอิทธิบาท 4 และหลักการกุญแจเก้าดอกเพื่อก่อให้เกิดผลลัพธ์การส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุในสี่มิติ คือ ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณอย่างเป็นองค์รวม</p>
2026-03-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1677
ภาครัฐกับการจัดการความมั่นคงไซเบอร์ในยุคโลกาภิวัตน์
2025-10-30T15:40:26+07:00
อรพินทร์ พญาพิทักษ์สกุล
6701104234@mcu.ac.th
<p>บทความได้วิเคราะห์ถึงบทบาทที่หลากหลายและครอบคลุมของภาครัฐในการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ เริ่มตั้งแต่การกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายด้านความมั่นคงไซเบอร์แห่งชาติ รวมถึงการออกกฎหมายและข้อบังคับที่จำเป็นเพื่อสร้างกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีหน้าที่สำคัญในการสร้างและบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศให้ได้รับการปกป้องสูงสุดพร้อมทั้งพัฒนาขีดความสามารถและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์ โดยการลงทุนในการฝึกอบรมและจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะทางอย่างศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ที่พร้อมรับมือกับภัยคุกคามยิ่งไปกว่านั้น การจัดการความมั่นคงไซเบอร์ที่ประสบความสำเร็จยังต้องอาศัยความร่วมมือที่แข็งแกร่งทั้งภายในประเทศระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสานงานในการสืบสวนอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ ที่สำคัญ คือ ภาครัฐต้องมีบทบาทเชิงรุกในการสร้างความตระหนักรู้และให้ความรู้แก่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงภัยคุกคามและเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการป้องกัน ดังนั้น การบริหารจัดการความมั่นคงไซเบอร์ในยุคปัจจุบันเป็นภารกิจที่ซับซ้อนและต่อเนื่อง ภาครัฐจำเป็นต้องดำเนินการอย่างบูรณาการในทุกมิติที่กล่าวมา เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ที่เข้มแข็ง ยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืนในยุคดิจิทัล</p>
2026-03-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1731
หลักอริยสัจ 4: การยุติความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศซูดาน
2025-12-02T13:39:09+07:00
พระมหาสถิตย์ สุทฺธิมโน (ราชวงศ์)
rockhop8899@gmail.com
พระไกรสร สุมโน (กันมา)
rockhop8899@gmail.com
พระสุริยันต์ จิตฺตกาโร (วงศ์สุวรรณ)
rockhop8899@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บริบทความขัดแย้งทางการเมืองประเทศซูดานและนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ 4 เป็นการบูรณาการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากโลภะ โทสะ และโมหะ เปลี่ยนจาก การแก้แค้นสู่การให้อภัย จากความรุนแรงสู่สันติภาพยั่งยืน ผลการศึกษาพบว่า 1. ทุกข์ (ความทุกข์) คือ ความเจ็บปวดของประชาชนในภาวะสงคราม ซึ่งส่งผลให้ผู้คนจำนวนมหาศาลต้องเผชิญความสูญเสียทั้งชีวิต มีการพลัดถิ่น ความอดอยากและความไม่มั่นคงทางอาหาร การสูญเสียชีวิตของพลเรือน และวิกฤตสุขภาพและโรคระบาด 2. สมุทัย (เหตุแห่งทุกข์) คือ รากเหง้าของความขัดแย้งทางการเมืองในซูดานมาจากกิเลส ได้แก่ โลภะ ความอยากได้อำนาจและทรัพยากร โทสะ จากความโกรธ ความแค้น และความไม่เท่าเทียมทางชาติพันธุ์ ศาสนา และ โมหะ ความหลงในอุดมการณ์และอัตลักษณ์จนมองฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรู 3. นิโรธ (ความดับทุกข์) คือ การดับทุกข์ด้วยสันติภาพที่เกิดจากเมตตา การปล่อยวางอัตตาและการเยียวยาความหวาดกลัว ความไม่ไว้วางใจที่สะสมจากสงคราม คือ การฟื้นฟูศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การให้อภัย การยอมรับความจริง รวมถึงการส่งเสริมการศึกษาและลดอคติทางชาติพันธุ์ในระยะยาว เพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน 4. มรรค (หนทางดับทุกข์) คือ แนวทางดับทุกข์และคลี่คลายความขัดแย้งซูดานอย่างยั่งยืน โดยประยุกต์ มรรคมีองค์ 8 เป็นกรอบแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่ 1. สัมมาทิฐิ คือ ส่งเสริมความเข้าใจ ข้ามชาติพันธุ์และศาสนา ลดอคติ 2. สัมมาสังกัปปะ คือ ลดความเกลียดชังและความต้องการครอบงำอำนาจ 3. สัมมาวาจา คือ ลดวาทกรรมสร้างความเกลียดชังและข่าวปลอม 4. สัมมากัมมันตะ คือ ยุติความรุนแรง และการละเมิดสิทธิมนุษยชน 5. สัมมาอาชีวะ คือ ป้องกันการใช้อำนาจรัฐแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว 6. สัมมาวายามะ คือ มุ่งสร้างสันติภาพอย่างต่อเนื่องและตัดวงจรความเกลียดชัง 7. สัมมาสติ คือ ลดการตัดสินใจด้วยอารมณ์และพฤติกรรมหุนหันของผู้นำ และ 8. สัมมาสมาธิ คือ ส่งเสริมความสมดุลทางอารมณ์ในการตัดสินใจเชิงนโยบาย</p>
2026-03-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1873
การเสริมสร้างสมรรถนะเชิงนโยบายของผู้บริหารท้องถิ่นในยุคดิจิทัล
2026-01-12T00:12:45+07:00
โกวิทย์ อุบลรัตน์
6701104223@mcu.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้วิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างภาวะผู้นำดิจิทัลกับความสามารถในการกำหนดและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่มีความผันผวนสูง ภาวะผู้นำดิจิทัลเป็นกุญแจสำคัญในการปรับกระบวนทัศน์บริหารท้องถิ่น จากการสั่งการสู่การสร้างนวัตกรรม โดยใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนสมรรถนะนโยบายใน 3 มิติ ได้แก่ การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ประกอบการตัดสินใจ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือผ่านแพลตฟอร์ม และการออกแบบนโยบายที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอัจฉริยะที่ลดความเหลื่อมล้ำและพร้อมรับมือวิกฤตการณ์โลก ทั้งนี้ การขับเคลื่อนต้องอาศัยการปรับทัศนคติบุคลากรควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศการทำงานแบบบูรณาการ เพื่อให้การกระจายอำนาจ การเสริมสร้างสมรรถนะเชิงนโยบายไม่ใช่เพียงการอบรมทักษะทางเทคนิค นำไปสู่การเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอัจฉริยะที่สามารถตอบสนองต่อพลเมืองดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายมุ่งเน้นที่การพัฒนาบุคลากรให้มีทัศนคติที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงและการสร้างระบบนิเวศการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วนเพื่อให้การกระจายอำนาจเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดในยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล</p>
2026-03-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1872
สมรรถนะเชิงการบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
2026-01-11T23:57:46+07:00
ธนารัตน์ จิตต์พายัพ
6701104233@mcu.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์ศักยภาพและความสามารถของหน่วยงานปกครองระดับพื้นที่ในการตอบสนองต่อพลวัตความเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนในยุคปัจจุบัน เพื่อชี้ให้เห็นถึงรากฐานของปัญหาที่จำกัดขีดความสามารถของท้องถิ่น ซึ่งประกอบด้วยความทับซ้อนเชิงโครงสร้างอำนาจหน้าที่ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ และการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทางในการจัดการนวัตกรรมสมัยใหม่ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดิจิทัลและภาวะสังคมสูงวัยที่บีบคั้นให้องค์กรต้องเร่งปรับตัว แนวทางการยกระดับสมรรถนะที่สำคัญ คือ การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การทำงานสู่การเป็นภาครัฐแนวหน้า ซึ่งให้ความสำคัญกับการบริหารงานบนฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อความแม่นยำในการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างระบบบริการสาธารณะไร้รอยต่อ และการพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีสมรรถนะอัจฉริยะที่เท่าทันต่อศตวรรษที่ 21 นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างภาวะผู้นำเชิงเครือข่ายเพื่อประสานความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม อันเป็นกลไกสำคัญในการดึงทรัพยากรภายนอกมาเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่การจัดการบริการสาธารณะ องค์ความรู้ที่ได้นี้สะท้อนให้เห็นว่า การมีสมรรถนะเชิงการบริหารที่สูงไม่ได้ส่งผลเพียงแค่ประสิทธิภาพภายในองค์กรเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อความพึงพอใจของประชาชน การลดความเหลื่อมล้ำในระดับพื้นที่ และการสร้างความยั่งยืนทางการคลังที่พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น</p>
2026-03-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ