https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/issue/feed
วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
2026-09-25T09:03:15+07:00
รศ.ดร.สุภัทรชัย สีสะใบ
suphattharachai.sis@mcu.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong><img src="https://so18.tci-thaijo.org/public/site/images/krisada/001-1447cc6dd353074809d937a61e946898.png" alt="" width="30" height="30" /><br />วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ</strong></p> <p><strong>E-ISSN</strong>: 3027-8643</p> <p><strong>กำหนดออก</strong> : 4 ฉบับต่อปี <br />ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม <br />ฉบับที่ 2 เมษายน - มิถุนายน <br />ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน<br />ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม</p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong></p> <p>วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงที่มีการประยุกต์พระพุทธศาสนากับศาสตร์ทางด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการ การศึกษา และนิติศาสตร์</p>
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1915
ประสิทธิผลการบริหารจัดการสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดนนทบุรีแห่งที่ 8 วัดเชิงเลน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
2026-02-03T16:47:06+07:00
พระมหาใหม่ แสนสุข
phramahamai.kittisopino@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการบริหารจัดการสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดนนทบุรี แห่งที่ 8 วัดเชิงเลน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการบริหารกับประสิทธิผลการบริหารจัดการสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดนนทบุรี แห่งที่ 8 วัดเชิงเลน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และ 3. นำเสนอประสิทธิผลการบริหารจัดการสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดนนทบุรี แห่งที่ 8 วัดเชิงเลน อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ปฏิบัติธรรม 385 คน เครื่องมือการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ สถิติใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ การวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือการวิจัยได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือเจ้าสำนักปฏิบัติธรรมจังหวัดนนทบุรีและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 10 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาด้วยวิธีการพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการบริหารจัดการสำนักปฏิบัติธรรมโดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2. ปัจจัยการบริหาร 4M มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิผลการบริหารจัดการสำนักปฏิบัติธรรมในระดับมาก และ 3. ประสิทธิผลการบริหารจัดการสำนักปฏิบัติธรรม ประกอบด้วย 1. ปัจจัยการบริหาร 4M ด้านบุคลากร มีการคัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเป็นการเฉพาะ ด้านงบประมาณ มีการจัดสรรงบประมาณไว้เป็นการเฉพาะ ด้านวัสดุ มีการสรรหาวัสดุอุปกรณ์สำหรับการปฏิบัติธรรมให้เพียงพอ ด้านการจัดการมีการกำหนดกลยุทธ์และเป้าหมายของสำนักปฏิบัติธรรมอย่างชัดเจน 2. ประสิทธิผลการบริหารจัดการสำนักปฏิบัติธรรม ได้แก่ ด้านผลผลิต ประชาชนสามารถเข้ามาปฏิบัติธรรมได้จำนวนมากขึ้น ด้านประสิทธิภาพ ใช้งบประมาณที่มีอยู่เพื่อบริหารสำนักปฏิบัติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้านความพึงพอใจ ผู้ปฏิบัติธรรมมีความสนใจในการปฏิบัติธรรมเพิ่มมากขึ้น ด้านการปรับเปลี่ยน ผู้ปฏิบัติธรรมมีความสมัครสมานสามัคคีกันมากยิ่งขึ้น ด้านการพัฒนา ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามหลักทางพระพุทธศาสนา</p>
2026-09-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1936
การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้แก่เยาวชนของวัดในอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
2026-04-11T10:09:13+07:00
พระสมุห์อัครโภคิน การเกษม
akkarapokinoottara@hotmail.com
พระวชิรวาที (กล้า พราหมณ์แก้ว)
akkarapokinoottara@hotmail.com
พระมหากังวาล ศรชัย
akkarapokinoottara@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้แก่เยาวชนของวัดในอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม 2. เปรียบเทียบการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้แก่เยาวชนของวัดในอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. ศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้แก่เยาวชนของวัดในอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม มีระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลภาคสนามจากเยาวชนในสถานศึกษาเขตพื้นที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม จำนวน 222 คน วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้โดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบค่าที ค่าเอฟ และการวิจัยเชิงคุณภาพมีการวิเคราะห์เอกสาร และใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลภาคสนามจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านความมีวินัยมีระดับการปฏิบัติสูงสุด รองลงมาคือด้านความซื่อสัตย์ โดยทั้งสองด้านอยู่ในระดับมาก ส่วนด้านความประหยัดมีระดับการปฏิบัติมวลรวมต่ำที่สุด ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง 2. การเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคล ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบตามสมมติฐานพบว่า เยาวชนที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และระดับวุฒิธรรมศึกษาที่แตกต่างกัน มีระดับการปฏิบัติไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ และ 3. ปัญหา และข้อเสนอแนะ พบว่า พระสงฆ์ยังขาดการส่งเสริมให้เยาวชนยึดถือระบบวินัยต่อผู้อื่น การลดอคติหรือความลำเอียง และการสอนให้เยาวชนรู้จักฐานะทางการเงินของตนเองเพื่อให้คิดก่อนใช้จ่าย สำหรับข้อเสนอแนะคือควรเน้นการอบรมให้เยาวชนมีความเมตตาต่อกัน ส่งเสริมวินัยทางการเงินและปลูกฝังการรักษาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลเพื่อให้เยาวชนประพฤติตนเป็นคนดีของครอบครัวและสังคม</p>
2026-09-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1943
การจัดการเพื่อการอนุรักษ์โบราณวัตถุของวัดปราสาทสิทธิ์ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี
2026-04-11T10:12:51+07:00
พระสมุห์สุชาติ กบิญชรานนท์
suchartapichato@hotmail.com
พระมหากังวาล ศรชัย
suchartapichato@hotmail.com
พระครูภัทรสารสุนทร (สุรพล แย้มชุ่ม)
suchartapichato@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการจัดการเพื่อการอนุรักษ์โบราณวัตถุของวัดปราสาทสิทธิ์ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี 2. เปรียบเทียบการจัดการเพื่อการอนุรักษ์โบราณวัตถุของวัดปราสาทสิทธิ์ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. ศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการจัดการเพื่อการอนุรักษ์โบราณวัตถุของวัดปราสาทสิทธิ์ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี มีระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่ตำบลประสาทสิทธิ์ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี จำนวน 369 คน วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้โดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบค่าเอฟ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการจัดการเพื่อการอนุรักษ์โบราณวัตถุของวัดปราสาทสิทธิ์ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านความร่วมมือในการอนุรักษ์โบราณวัตถุกับหน่วยงานราชการ อยู่ในระดับมาก รองลงมา ได้แก่ ด้านการดูแลรักษาโบราณวัตถุ อยู่ในระดับมาก ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ ด้านการให้ความรู้ในการอนุรักษ์โบราณวัตถุแก่ประชาชน อยู่ในระดับมาก 2. ผลการเปรียบเทียบการจัดการเพื่อการอนุรักษ์โบราณวัตถุของวัดปราสาทสิทธิ์ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ประชาชนที่มีเพศ อายุ การศึกษาสามัญ อาชีพ และรายได้ มีระดับการปฏิบัติไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้ 3. ปัญหา อุปสรรค ได้แก่ วัดขาดมาตรฐานในการป้องกันภัยจากอุทกภัยและอัคคีภัยในบริเวณสถานที่เก็บรักษาโบราณวัตถุ ส่วนข้อเสนอแนะ ได้แก่ ควรมีการสร้างมาตรฐานในการป้องกันภัยจากอุทกภัยและอัคคีภัยในบริเวณสถานที่เก็บรักษาโบราณวัตถุอย่างบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นการอนุรักษ์โบราณวัตถุไม่ให้ได้รับความเสียหาย</p>
2026-09-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/2115
ภาวะผู้นำการบริหารจัดการวัดของเจ้าอาวาสในอำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร
2026-04-14T03:44:59+07:00
พระครูพิพัฒน์ปริยัติคุณ (สิริคุตต์ ห้อยไทยสงค์)
29122521ppp@gmail.com
พระครูวิโชติสิกขกิจ (ณรงค์ เด่นประเสริฐ)
29122521ppp@gmail.com
นิกร ศรีราช
29122521ppp@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาภาวะผู้นำการบริหารจัดการวัดของเจ้าอาวาสในอำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร 2. เปรียบเทียบภาวะผู้นำการบริหารจัดการวัดของเจ้าอาวาสในอำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร ตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. นำเสนอภาวะผู้นำการบริหารจัดการวัดของเจ้าอาวาสในอำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร โดยใช้การวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ พระสงฆ์อำเภอสากเหล็ก จำนวน 100 รูป เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์โดยหาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานวิธีการทดสอบค่า ที ค่า เอฟ และมีการวิเคราะห์ ความแปรปรวนทางเดียว และการวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน หลังจากนั้นนำข้อมูลที่ได้จากการสังเคราะห์ผลการวิจัยนำมาสนทนากลุ่มเฉพาะเพื่อยืนยันผลการศึกษา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารกิจการคณะสงฆ์ 6 ด้าน โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.07, S.D. = 0.55) ส่วนหลักพรหมวิหารธรรม 4 ด้าน โดยภาพรวมค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.36, S.D. = 0.57) 2. การเปรียบเทียบโดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ภาพรวมไม่แตกต่างกันทุกด้าน และ 3. ภาวะผู้นำการบริหารจัดการวัดของเจ้าอาวาสนั้นจะต้องดำเนินตามหลักการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ทั้ง 6 ด้านไปพร้อม ๆ กันโดยยึดหลักพระธรรมวินัยและหลักพรหมวิหารธรรมที่เป็นธรรมสำหรับผู้นำที่ต้องมีซึ่งจะทำให้การบริหารงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสถานภาพทางวัดไม่เหมือนกันการดำเนินกิจกรรม<br />จึงแตกต่างกันออกไปแต่การเป็นผู้นำที่ดีต้องยึดหลักการบริหารกิจการคณะสงฆ์บูรณาการหลักพรหมวิหารธรรมให้เกิดมีในตนเจ้าอาวาสที่เป็นผู้ปกครองวัดและดูแลพระสงฆ์จะต้องเอื้อเฟื้อต่อพุทธศาสนิกชนโดยรอบวัดเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันจึงจะทำให้การบริหารกิจการคณะสงฆ์มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการวัด</p>
2026-09-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/2114
การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนในโรงเรียนสระหลวงพิทยาคม ตำบลคลองคะเชนทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร
2026-04-11T10:42:26+07:00
พระมงคลชนก คงสุวรรณ์
ray24ksw@gmail.com
พระครูวิโชติสิกขกิจ (ณรงค์ เด่นประเสริฐ)
ray24ksw@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน 2. เปรียบเทียบความเห็นที่มีต่อการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน และ 3. นำเสนอการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามกับนักเรียนโรงเรียนสระหลวงพิทยาคม จำนวน 292 คน วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้โดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบค่าที ค่าเอฟ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิจัยเชิงคุณภาพสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน วิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนมีระดับการปฏิบัติตามหลักคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.28, S.D. = 0.25) เมื่อพิจารณารายละเอียดเป็นรายด้าน พบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทุกด้าน และตามหลักสังคหวัตถุ 4 ด้าน โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.38, S.D. = 0.66) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน 2. เปรียบเทียบการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน ตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า เพศ อายุ รายได้ผู้ปกครอง และระดับชั้นมีระดับการปฏิบัติต่อการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน โดยภาพรวมไม่แตกต่างกันในทุกด้าน และ 3. การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน พบว่า ด้านความขยัน สร้างแรงจูงใจ บูรณาการเทคโนโลยี และหลักธรรมทางศาสนา ด้านความประหยัด การปลูกฝังทักษะการออมและการบริหารจัดการเงิน ด้านความซื่อสัตย์ การปลูกฝังตั้งแต่วัยต้นผ่านความร่วมมือของโรงเรียน บ้าน และชุมชน ด้านความมีวินัย การสร้างกติกาที่ชัดเจน เน้นวินัยเชิงบวก การมีส่วนร่วมของนักเรียน ด้านความสุภาพ การปลูกฝังมารยาทและการสื่อสารที่เหมาะสมผ่านกิจกรรมจิตอาสา ระบบพี่ดูแลน้อง ด้านความสะอาด การปลูกฝังความรับผิดชอบส่วนบุคคลและส่วนรวมผ่านกิจกรรมแบ่งหน้าที่ การทำงานเป็นทีม ด้านความสามัคคี การจัดกิจกรรมร่วมกันอย่าง ด้านความมีน้ำใจ คือ การปลูกฝังการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผ่านการเรียนรู้ กิจกรรมจิตอาสา การทำงานร่วมกัน</p>
2026-09-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/2116
พุทธบูรณาการส่งเสริมการป้องกันการทุจริตในภาครัฐของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
2026-04-06T18:41:02+07:00
พัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล
phatchanphet@gmail.com
สุรพล สุยะพรหม
phatchanphet@gmail.com
เกียรติศักดิ์ สุขเหลือง
phatchanphet@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการป้องกันการทุจริตในภาครัฐของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการป้องกันการทุจริตในภาครัฐของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และ 3. นำเสนอพุทธบูรณาการส่งเสริมการป้องกันการทุจริตในภาครัฐของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ใช้ระเบียบวิจัยแบบผสานวิธี ทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 18 รูปหรือคน สนทนากลุ่มเฉพาะ 10 รูปหรือคน และใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่าง 354 คน วิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนาและวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การป้องกันการทุจริตในภาครัฐของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทุกด้าน มีการปลูกฝังวิธีคิดความพอเพียง จิตสำนึกความซื่อสัตย์สุจริตให้แก่ประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพกลไกมาตรการกฎหมายและการคุ้มครองพยาน 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการป้องกันการทุจริตในภาครัฐ พบว่า การบริหารจัดการสามารถเรียงลำดับตามผลสมการได้ดังนี้ ด้านการนำ ด้านการควบคุม ด้านการวางแผน และด้านการจัดองค์กร ซึ่งสามารถร่วมกันทำนาย ได้ร้อยละ 60.1 ด้วยการส่งเสริมบุคลากรให้ทำงาน ตรวจสอบ และวางแผน เพื่อให้เกิดความชัดเจน โปร่งใสและเป็นอิสระ และพบว่าหลักสัมมัปปธาน 4 สามารถเรียงลำดับตามผลสมการได้ ดังนี้ อนุรักขนาปธาน การรักษากุศลธรรม ภาวนาปธาน การเสริมสร้างความมั่นคง สังวรปธาน การดูแลรักษา และปหานปธาน การปกป้องคุ้มครอง ซึ่งสามารถร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 25.4 เพื่อส่งเสริมให้ยึดหลักความซื่อสัตย์ในการทำงาน พัฒนาคุณธรรมจริยธรรม สร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้บุคลากร และ 3. พุทธบูรณาการด้วยการนำหลักสัมมัปปธาน 4 และหลักการบริหารจัดการภาครัฐสมัยใหม่มาบูรณาการเข้าด้วยกันเพื่อพัฒนาความเพียรอย่างถูกต้องและนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพื่อสร้างความรับผิดชอบ มีธรรมาภิบาล และส่งเสริมความโปร่งใสในองค์กรภาครัฐต่อไป</p>
2026-09-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/2242
การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ของชุมชนในจังหวัดอุทัยธานี
2026-04-07T10:39:11+07:00
รัตนา ชินบุตรานนท์
chratana@gmail.com
สุรพล สุยะพรหม
chratana@gmail.com
เกียรติศักดิ์ สุขเหลือง
chratana@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ และ 3. นำเสนอการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ของชุมชนในจังหวัดอุทัยธานี ทำการวิจัยทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ประชากร คือ ประชาชนในอำเภอเมืองอุทัยธานี มีขนาดของตัวอย่าง เท่ากับ 399 คน ตามสูตรของทาโร่ ยามาเน่ สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 รูปหรือคน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.988 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง เก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 399 คน สัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 18 รูปหรือคน และการสนทนากลุ่มเฉพาะเพื่อยืนยันองค์ความรู้ใหม่ จำนวน 10 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เรียงลำดับดังนี้ การให้ข้อมูลข่าวสาร การปรึกษาหารือ การสร้างความร่วมมือ การเข้ามามีบทบาท และการเสริมอำนาจประชาชน ตามลำดับ 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ของชุมชนในจังหวัดอุทัยธานี พบว่า การปฏิบัติงานภาครัฐส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ ประกอบด้วย การสื่อสารและเชื่อมต่อกับประชาชนการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชน การจัดการข้อมูลสำหรับประชาชน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และหลักอปริหานิยธรรม 7 ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ 4 ด้าน ประกอบด้วย ให้การดูแลเอาใจใส่แก่ผู้มาเยือน การให้ความเคารพและรับฟังความคิดเห็นของผู้ใหญ่ การไม่ตั้งกฎระเบียบตามที่ขัดต่อระเบียบเดิม เคารพสิทธิมนุษยชน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 0.05 ตามลำดับ และ 3. การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ของชุมชนในจังหวัดอุทัยธานี คือ นำหลักอปริหานิยธรรม 7 เข้ามาบูรณาการประยุกต์เพื่อเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วม นอกจากนั้นยังนำการปฏิบัติงานภาครัฐมาเป็นพื้นฐานในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ของชุมชนอีกด้านหนึ่ง</p>
2026-09-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/1976
การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชนองค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี
2026-05-24T11:24:55+07:00
ปุณณภา ปริเมธาชัย
punnapha.mcu@hotmail.com
ดาวเหนือ ทองน้อย
punnapha.mcu@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา สาเหตุ ความต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอท่าวุ้งจังหวัดลพบุรี 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประชาชน ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอท่าวุ้งจังหวัดลพบุรี และ 3. นำเสนอกระบวนการ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชนตามหลักพุทธบูรณาการ ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอท่าวุ้งจังหวัดลพบุรี ระเบียบวิธีวิจัยเป็นแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ ศึกษากลุ่มตัวอย่าง 396 คน ด้วยแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ ที่ความเชื่อมั่น 0.935 สถิติใช้ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณ การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบัน พบว่า ประชาชน มีคุณภาพชีวิตโดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ปัญหา สาเหตุ ที่สำคัญที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตประชาชน คือ รายได้ไม่แน่นอน ประชาชนขาดการพัฒนาทักษะอาชีพ ผู้สูงอายุเพิ่ม มีภาระหนี้สิน ขาดการบูรณาการหลักธรรมในการดำเนินชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม 2. การส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชน และหลักภาวนา 4 ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประชาชนองค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอท่าวุ้งจังหวัดลพบุรี ทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 สามารถร่วมกันทำนายคุณภาพชีวิตประชาชน ได้ร้อยละ 63.3 ส่วนหลักภาวนา 4 ทำนายได้ร้อยละ 78 และ 3. กระบวนการ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชนตามหลักพุทธบูรณาการ ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอท่าวุ้งจังหวัดลพบุรี ประกอบด้วย 3.1 การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน โดยการจัดโครงการส่งเสริมสุขภาพประชาชนอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดี เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ดำเนินการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม 3.2 ประยุกต์ใช้หลักภาวนา 4 โดยสนับสนุนการดำเนินชีวิตที่เหมาะสมต่อสุขภาพของประชาชน รณรงค์ให้ประชาชนมีความซื่อสัตย์สุจริต จัดกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างสมาธิ ให้ความรู้ที่ช่วยให้ประชาชนสามารถแก้ไขปัญหาในชีวิต และ 3.3 คุณภาพชีวิตประชาชนองค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอท่าวุ้งจังหวัดลพบุรี คือ ประชาชนพึงพอใจกับการใช้ชีวิตในชุมชน มีความเชื่อมั่นในตนเอง สุขภาพดี มีรายได้เพียงพอสามารถพึ่งพาตนเอง</p>
2026-09-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/2358
ENHANCING EFL STUDENTS' ACADEMIC WRITING PROGRESSION FROM PARAGRAPHS TO ESSAYS USING GEMINI AS AN AI WRITING ASSISTANT
2026-05-14T09:41:48+07:00
Anawin Khlakheang
anawin.khl@dpu.ac.th
<p>This research article aims to evaluate the effectiveness of Google Gemini as an AI-driven scaffolding tool in facilitating the critical transition from paragraph writing to multi-paragraph essay construction among English as a Foreign Language (EFL) learners. In academic writing, tertiary students often encounter a “cognitive leap” when moving beyond isolated paragraphs, frequently resulting in structural fragmentation and heightened writing anxiety. Drawing upon Vygotsky’s Zone of Proximal Development (ZPD), this study positions Gemini as a “More Knowledgeable Other” (MKO) designed to provide real-time, formative feedback through a structured pedagogical framework. The study employed a convergent parallel mixed-methods design involving 60 undergraduate Business English students at Dhurakij Pundit University, selected through purposive sampling. Over an 8-week intervention in the “Reading and Writing 2” course, participants followed the Gemini Scaffolding Protocol (GSP), which guided them through AI-assisted ideation, structural transitions, and reflective editing. Data were collected using three research tools: pre-tests and post-tests, a satisfaction questionnaire based on the Technology Acceptance Model (TAM), and semi-structured interviews. Quantitative data were analyzed using mean (M), standard deviation (SD), and a dependent samples t-test, while qualitative data from semi-structured interviews conducted with a sub-group of 10 key informants selected from the participants were analyzed using thematic analysis.</p> <p>Quantitative findings revealed a statistically significant improvement in writing proficiency, with mean scores increasing from 12.45 (Moderate) to 18.82 (High) out of 25. Notably, the most substantial growth was observed in Coherence and Cohesion, suggesting that Gemini effectively helped students bridge the structural gap by mastering transitional logic and thesis development. Survey results indicated a high level of satisfaction (M = 4.39), with Perceived Usefulness (M = 4.52) emerging as the strongest dimension. Qualitative analysis further demonstrated that Gemini acted as a non-judgmental “private tutor,” which significantly lowered the students’ affective filter and increased their writing confidence. Participants reported that the AI provided “safe space” to experiment with language, shifting their focus from a product-oriented mindset to a dynamic, process-oriented approach. The study concludes that when integrated with proper prompt engineering, Gemini fosters student autonomy and critical thinking without compromising academic integrity. These results suggest that AI-assisted scaffolding is a vital pedagogical strategy for modern EFL writing instruction in the Thai higher education context.</p>
2026-09-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/2326
แนวทางการจัดสรรงบประมาณโครงการปรับปรุงระบบไฟฟ้าเป็นสายเคเบิลใต้ดิน : กรณีศึกษาเทศบาลเมืองระนอง
2026-05-02T01:14:38+07:00
กมลภัค สุทธิ์ทิม
kamonpak.su@gmail.com
<p>บทความนี้มุ่งศึกษาวิเคราะห์แนวทางการจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการปรับปรุงระบบจ่ายไฟฟ้าเป็นสายเคเบิลใต้ดิน กรณีศึกษาเทศบาลเมืองระนอง ภายใต้กรอบแนวคิดการจัดการปกครองแบบร่วมมือ (Collaborative Governance) ผลการศึกษาพบความท้าทายเชิงโครงสร้างสามประการ ได้แก่ ข้อจำกัดทางกฎหมายที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถนำงบประมาณไปลงทุนในทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจโดยตรง ความล่าช้าในเส้นทางวิกฤตของกระบวนการอนุมัติและจัดสรรงบประมาณท้องถิ่น และสภาพภูมิอากาศฝนตกชุกที่เป็นอุปสรรคต่อการก่อสร้างและการเบิกจ่ายงวดงาน บทความเสนอแนวทางเชิงปฏิบัติ ได้แก่ การใช้กระบวนการขออนุมัติงบประมาณแบบคู่ขนาน (Parallel Approval) ระหว่างหน่วยงานผ่าน MOU/MOA การออกแบบงวดงานให้สอดรับกับฤดูกาล (Climate-Responsive Budgeting) โดยช่วงฤดูฝนเน้นจัดซื้อจัดหาพัสดุและงานเตรียมการ ช่วงฤดูแล้งเร่งงานโยธา และการเบิกจ่ายเชิงกายภาพ และการกำหนดงบผูกพันข้ามปีพร้อมเงื่อนไขปรับราคาสัญญาเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัสดุ ผลศึกษายังชี้ให้เห็นประโยชน์เชิงยั่งยืนจากการนำสายไฟลงใต้ดินที่ควรเพิ่มเติมในบทความ ได้แก่ 1. ยกระดับทัศนียภาพเมือง เพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์และส่งเสริมการท่องเที่ยว 2. ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุและการขัดข้องจากสายไฟอากาศ ลดการตัดไฟโดยไม่คาดคิด 3. เพิ่มเสถียรภาพการจ่ายไฟ ลดการสูญเสียพลังงานและปรับปรุงคุณภาพแรงดัน 4. ลดต้นทุนบำรุงรักษาและการซ่อมแซมระยะยาว โดยเฉพาะในพื้นที่มีภัยฝนฟ้าคะนองบ่อย 5. ส่งเสริมการวางโครงสร้างพื้นฐานร่วม (Integrated Infrastructure/CUT) และสนับสนุนนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะ (IoT, Fiber) และ 6. ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว รวมทั้งช่วยให้การฟื้นฟูระบบหลังภัยพิบัติทำได้รวดเร็วขึ้น บทเรียนจากระนองชี้ว่า การผสานวิศวกรรม กฎหมาย และนวัตกรรมการเงินท้องถิ่นเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการใต้ดินให้บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ทั้งในมิติกระบวนการงบประมาณและประโยชน์ต่อชุมชนในระยะยาว</p>
2026-09-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/2366
ธรรมาภิบาลอัลกอริทึมและการตัดสินใจอัตโนมัติในภาครัฐ : ความท้าทายและแนวทางในศตวรรษที่ 21
2026-05-02T01:53:31+07:00
จีรภาดา นามบุรี
namburee2626@gmail.com
วรชัย ธนกันต์ธัช
namburee2626@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาธรรมาภิบาลอัลกอริทึมและการตัดสินใจอัตโนมัติในภาครัฐ : ความท้าทายและแนวทางในศตวรรษที่ 21 พบว่า ธรรมาภิบาลอัลกอริทึมกับการยกระดับภาครัฐไทยในยุคดิจิทัล ความท้าทายหลักของภาครัฐไทยในยุคดิจิทัล คือ การสร้างธรรมาภิบาลอัลกอริทึม เป็นจุดสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของเทคโนโลยีและจริยธรรมของมนุษย์ ประกอบด้วย 4 หลักสำคัญ ดังนี้ 1. การเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ปรับเปลี่ยนจากการใช้ดุลพินิจของมนุษย์สู่การตัดสินใจโดยอัลกอริทึม และเปลี่ยนจากการกำกับดูแลบุคคลเป็นการกำกับดูแลรหัสคำสั่ง เนื่องจากอัลกอริทึมมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายและการจัดสรรสวัสดิการมากขึ้น 2. ธรรมาภิบาลในฐานะรากฐานจริยธรรม (Good Governance) เน้นการสร้างความไว้วางใจผ่านระบบที่โปร่งใส ยุติธรรม และตรวจสอบได้ ปราศจากการเลือกปฏิบัติ โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจและสังคม และรักษาสิทธิมนุษยชนรวมถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 3. การบริหารเชิงกลยุทธ์<br />ในโลกที่ผันผวน (Strategic Management) ประยุกต์ใช้การบริหารเชิงกลยุทธ์ในการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและสังคม เพื่อพยากรณ์อนาคต เตรียมความพร้อม และสร้างความได้เปรียบในการพัฒนาความรู้ในหน่วยงาน และ 4. คุณลักษณะใหม่ของนักบริหารรัฐกิจ (The New Public Administrator) สร้างบุคลากรที่มีทักษะลูกผสมที่เข้าใจทั้งบริบททางสังคม จริยธรรม และตรรกะการทำงานของเทคโนโลยี AI ธรรมาภิบาลอัลกอริทึม คือ ความสมดุลระหว่างนวัตกรรมและมนุษยธรรม เพื่อสร้างการบริหารจัดการดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยั่งยืนสำหรับประเทศ</p>
2026-09-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/2363
ธรรมาภิบาลกับความมั่นคงของชาติ
2026-05-12T10:58:38+07:00
ฐิติพรรณ ธนานันต์วาณิช
nicht7898@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้เป็นการนำเสนอหลักธรรมาภิบาลกับความมั่นคงของชาติ ซึ่งหลักธรรมาภิบาลเป็นรากฐานสำคัญของการบริหารงานภาครัฐที่มีประสิทธิภาพและชอบธรรม โดยกำหนดให้การใช้อำนาจรัฐตั้งอยู่บนหลักนิติธรรม คุณธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ซึ่งช่วยลดการใช้อำนาจโดยพลการ ลดความเหลื่อมล้ำ และลดความขัดแย้งในสังคมด้วยสันติวิธี อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงของชาติในระยะยาว ความโปร่งใสและการตรวจสอบได้ของภาครัฐมีบทบาทในการสร้างความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน เมื่อประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร รับรู้กระบวนการตัดสินใจ และตรวจสอบการใช้อำนาจได้อย่างเป็นธรรม จะก่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อระบบการปกครองและเสริมสร้างเสถียรภาพของสังคม นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย การติดตามตรวจสอบ และการแก้ไขปัญหาสาธารณะ ยังช่วยเพิ่มศักยภาพของรัฐในการป้องกันและรับมือกับภัยคุกคามทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ธรรมาภิบาลทางการเมืองช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย ทำให้การใช้อำนาจรัฐเป็นไปอย่างชอบธรรมและได้รับการยอมรับจากประชาชน ขณะที่ธรรมาภิบาลทางเศรษฐกิจ ช่วยลดความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจ ส่งเสริมความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากร และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นฐานสำคัญของความมั่นคงแห่งชาติ ส่วนธรรมาภิบาลด้านการบริหารราชการ ช่วยลดการทุจริตคอร์รัปชัน เพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการบริหารงานภาครัฐ ทำให้รัฐสามารถตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิผล ความมั่นคงของชาติในปัจจุบัน จึงมิได้จำกัดเพียงด้านการทหาร แต่ครอบคลุมมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยธรรมาภิบาลมีบทบาทสำคัญในการรักษาเอกราช อธิปไตย และคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้การดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงเป็นไปอย่างบูรณาการ ยั่งยืน และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมในระยะยาว</p>
2026-09-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/2457
การบริหารทรัพยากรมนุษย์วิถีพุทธเพื่อการปรับตัวขององค์กรอย่างยั่งยืนในยุคปัญญาประดิษฐ์
2026-05-19T21:10:22+07:00
ธนวุฒิ สุนทรเดชา
tanawut.soontorndacha@gmail.com
ศิรินทรา สิทธิสาครศิลป์
Sit.Sirintra@gmail.com
<p>บทความวิชาการฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ที่ผลักดันให้องค์กรนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ แต่การพึ่งพาเทคโนโลยีดังกล่าวอย่างเบ็ดเสร็จได้ก่อให้เกิดความท้าทายและวิกฤตการณ์ทางจริยธรรมที่ส่งผลกระทบต่อบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความไม่มั่นคงในอาชีพที่นำไปสู่สภาวะความแปลกแยก ตลอดจนปัญหาอคติของอัลกอริทึม อันเป็นความเอนเอียงจากการประมวลผลข้อมูลที่นำไปสู่การเลือกปฏิบัติ และความคลุมเครือของกระบวนการแบบกล่องดำ ที่มักนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ ปรากฏการณ์เหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการลดทอนคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กลายเป็นเพียงทรัพยากรที่เครื่องจักรทดแทนได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นข้อจำกัดว่า เทคโนโลยีที่ปราศจากปัญญาภายใน ไม่อาจรับผิดชอบต่อผลกระทบทางศีลธรรมที่เกิดขึ้นได้ เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ดังกล่าว บทความนี้ได้นำเสนอแนวคิดเชิงบูรณาการที่นำ “วิถีพุทธ” เข้ามาสอดประสานกับศาสตร์การบริหารทรัพยากรมนุษย์สมัยใหม่ โดยประยุกต์ใช้ “อิทธิบาท 4” เพื่อสร้างทัศนคติเชิงบวก และเตรียมความพร้อมในการเรียนรู้ทักษะเทคโนโลยีใหม่ให้แก่พนักงาน ควบคู่กับการยึดถือ “พรหมวิหาร 4” สำหรับผู้นำและฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ เพื่อใช้เป็นแกนกลางบริหารการเปลี่ยนแปลงด้วยความเห็นอกเห็นใจและยุติธรรม การสังเคราะห์แนวคิดนี้นำไปสู่องค์ความรู้ใหม่คือ “รูปแบบการบริหารทรัพยากรมนุษย์วิถีพุทธเพื่อการปรับตัวในยุคปัญญาประดิษฐ์” รูปแบบดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ต้องทำหน้าที่รักษาสมดุลเชิงกลยุทธ์ ระหว่างมิติด้านเทคโนโลยีที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพเชิงปริมาณ กับมิติด้านความเป็นมนุษย์ที่อาศัยปัญญาภายในกำกับดูแลจริยธรรม ท้ายที่สุดแล้ว ปัญญาประดิษฐ์ควรถูกวางบทบาทเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนการทำงาน ในขณะที่มนุษย์ยังคงต้องเป็นศูนย์กลางในการวินิจฉัยและตัดสินใจเชิงคุณค่า สมดุลเช่นนี้จะช่วยให้องค์กรก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคง มีจริยธรรม และเติบโตอย่างยั่งยืน</p>
2026-09-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/2416
การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรธุรกิจ
2026-06-02T10:10:01+07:00
พิชัย งามบุญอนันต์
xpickey@gmail.com
<p>กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นกลไกสำคัญในห่วงโซ่อุปทานขององค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ เกี่ยวข้องกับต้นทุนดำเนินงานในสัดส่วนสูงและมีผลโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน ในบริบทของการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในฐานะเครื่องมือยกระดับประสิทธิภาพและความโปร่งใสของกระบวนการนี้ แต่การศึกษาที่ผ่านมามักวิเคราะห์มิติเทคโนโลยี มิติกระบวนการ และมิติจริยธรรมแยกจากกัน บทความวิชาการนี้จึงมีวัตถุประสงค์สามประการ ได้แก่ 1. วิเคราะห์บริบทการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลที่ผลักดันให้องค์กรธุรกิจต้องปรับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง 2. วิเคราะห์บทบาทของปัญญาประดิษฐ์ในแต่ละขั้นตอนของห่วงโซ่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเชิงกลยุทธ์ และ 3. นำเสนอกรอบจริยธรรมเชิงพุทธบูรณาการสำหรับกำกับการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ วิธีการที่ใช้ คือ การทบทวนเอกสารแบบบูรณาการ ผ่านกรอบทฤษฎีสามมิติ คือ กรอบการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล (คน-กระบวนการ-เทคโนโลยี) กรอบการจัดซื้อจัดจ้างเชิงกลยุทธ์ และหลักสัปปุริสธรรม 7 ผลการวิเคราะห์พบว่าปัญญาประดิษฐ์ยกระดับได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การระบุความต้องการด้วยการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์การคัดเลือกผู้ขายด้วยการเรียนรู้ของเครื่อง การบริหารสัญญาด้วยระบบอัตโนมัติเชิงกระบวนการ ไปจนถึงการประเมินผลด้วยการมองเห็นด้วยคอมพิวเตอร์และแผงวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ขณะเดียวกันยังมีข้อจำกัดที่ต้องบริหารควบคู่กัน ทั้งอคติของอัลกอริทึม ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ความไม่โปร่งใสของแบบจำลอง และผลกระทบต่อบุคลากร หลักสัปปุริสธรรม 7 สามารถจับคู่เข้ากับทุกขั้นตอนเพื่อเป็นกรอบจริยธรรมกำกับทิศทาง โดยมีสาระสอดคล้องกับกรอบธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ระดับสากล ข้อเสนอสำคัญของบทความ คือ กรอบแนวคิด APT-EG (AI-Procurement Transformation with Ethical Governance) กรอบสามชั้นแบบวงแหวนซ้อนทับที่บูรณาการมิติมหภาค มิติจุลภาค และมิติจริยธรรมเชิงพุทธเข้าด้วยกัน พร้อมแนวทางนำไปใช้สามขั้นสำหรับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้านจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพควบคู่กับความรับผิดชอบ</p>
2026-09-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/A_GJ/article/view/2496
อิทธิบาท 4 กับการนำนโยบายไปปฏิบัติของกองทัพอากาศ
2026-05-20T01:34:01+07:00
ดลดิเรก ทองโสภา
dhonlhadireak51@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งอธิบายการนำนโยบายของกองทัพอากาศไปปฏิบัติ โดยประยุกต์ตัวแบบกระบวนการของระบบราชการเข้ากับหลักอิทธิบาท 4 เพื่อเสนอแนวทางเชื่อมโยงนโยบายและเจตนารมณ์ของผู้บัญชาการทหารอากาศกับการดำเนินงานของหน่วยงานและกำลังพลผู้ปฏิบัติ โดยอธิบายว่า ความสำเร็จของการนำนโยบายไปปฏิบัติไม่ได้ขึ้นอยู่กับความชัดเจนของนโยบาย แผนงาน งบประมาณ ตัวชี้วัด หรือคำสั่งตามสายการบังคับบัญชาเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความเข้าใจ การยอมรับ ความรับผิดชอบ ความร่วมมือ และความสามารถของกำลังพลในการแปลงนโยบายให้เป็นภารกิจประจำที่สอดคล้องกับสภาพการปฏิบัติงานจริง ทั้งนี้ การใช้ดุลพินิจของกำลังพลต้องอยู่ภายใต้คำสั่ง ระเบียบ เจตนารมณ์ของผู้บังคับบัญชา และขอบเขตอำนาจหน้าที่ โดยกำลังพลสามารถปรับวิธีปฏิบัติ จัดลำดับงาน ประสานความร่วมมือ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และสะท้อนข้อมูลกลับตามสายการบังคับบัญชาได้ ดังนั้น หลักอิทธิบาท 4 ทำหน้าที่เป็นกลไกภายในที่ช่วยสนับสนุนกระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติ โดยฉันทะช่วยให้กำลังพลเห็นคุณค่าและยอมรับนโยบาย วิริยะช่วยเสริมความเพียรและความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนภารกิจ จิตตะช่วยให้เกิดความเอาใจใส่และความรับผิดชอบต่อการปฏิบัติงาน ส่วนวิมังสาช่วยให้ตรวจสอบ วิเคราะห์ และปรับปรุงวิธีดำเนินงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์จริง บทความนี้จึงเสนอโมเดลกระบวนการนำนโยบายของกองทัพอากาศไปปฏิบัติตามหลักอิทธิบาท 4 ซึ่งเชื่อมโยงนโยบายระดับยุทธศาสตร์ กลไกของหน่วยงาน กำลังพลผู้ปฏิบัติ และหลักอิทธิบาท 4 เข้าด้วยกัน เพื่อให้นโยบายถูกแปลงไปสู่การปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง รอบคอบ และมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่กองทัพอากาศที่มีความพร้อมทั้งด้านกำลังพล ระบบงาน และขีดความสามารถ มีความแข็งแกร่งในการปฏิบัติภารกิจ และสามารถปรับตัวตอบสนองต่อสถานการณ์และภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที</p>
2026-09-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตศึกษาวิชาการ