https://so18.tci-thaijo.org/index.php/Art_and_Culture_BSRU/issue/feed วารสารทีทัศน์วัฒนธรรม 2026-07-15T00:00:00+07:00 รองศาสตราจารย์ ดร.ธนันท์พัชร อัศวเสมาชัย culture@bsru.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารทีทัศน์วัฒนธรรม</strong><br /><strong>E-ISSN: 3088-1978 (Online) </strong></p> <p><strong><span lang="TH">วารสารทีทัศน์วัฒนธรรมมีวัตถุประสงค์การจัดพิมพ์วารสาร เพื่อรวบรวมและเผยแพร่องค์ความรู้ ความคิด ทัศนะ และนำเสนอข้อค้นพบจากการศึกษาและวิจัยด้านศิลปวัฒนธรรม อาทิ <em>ประวัติศาสตร์ โบราณคดี มานุษยวิทยา</em></span><em><span lang="TH"> </span><span lang="TH">สังคมวิทยา</span><span lang="TH"> </span><span lang="TH">ชาติพันธุ์วิทยา</span><span lang="TH"> </span><span lang="TH">คติชนวิทยา</span></em><span lang="TH"><em> วัฒนธรรมศึกษา การจัดการวัฒนธรรม นิเวศวิทยาวัฒนธรรม ศาสนา ภาษาและวรรณกรรม ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ดนตรีและการแสดง</em> โดยบทความหรือข้อคิดเห็นต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในวารสารเล่มนี้ได้ผ่านการกลั่นกรองคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องและได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการ เนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในวารสารเล่มนี้ถือว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้นิพนธ์ บรรณาธิการและกองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นพ้อง และไม่ถือเป็นความรับผิดชอบ</span></strong></p> <p> </p> <p> </p> https://so18.tci-thaijo.org/index.php/Art_and_Culture_BSRU/article/view/2794 การใช้ภาษาเพื่อแนะนำอาหารและร้านอาหารในเพจพิดโลกจัดเต็ม 2026-07-09T09:58:14+07:00 พัชราภรณ์ โพธิ์ศรี patcharaporn.p@psru.ac.th วริศรา ทองน้อย warisara.th@psru.ac.th พรนภัส สายจันดา pornnapat.s@psru.ac.th วีสวัสดิ์ แก้วเบาะคำ weesawat.k@psru.ac.th เมศิณี ภัทรมุทธา mesinee.pat@psru.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การใช้คำและการใช้ประโยคแนะนำอาหารและร้านอาหารในเพจพิดโลกจัดเต็ม จำนวน 60 โพสต์ ข้อมูลการวิจัยรวบรวมจากอินเทอร์เน็ตเพจพิดโลกจัดเต็ม โดยไม่รวมคลิปวิดีโอ ระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2567 ผลการวิจัยพบว่า มีการใช้คำ 5 ลักษณะ ได้แก่ 1) การใช้คำเพื่อแสดงลักษณะอาหาร ประกอบด้วย คำแสดงรูปลักษณะของอาหาร คำแสดงสีของอาหาร คำแสดงอุณหภูมิของอาหาร คำแสดงรสชาติของอาหารและคำแสดงกลิ่นของอาหาร 2) การใช้คำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ ประกอบด้วย คำทับศัพท์เกี่ยวกับสถานที่ ร้านอาหาร อาหารและเครื่องดื่ม สื่อออนไลน์ คน และคำทับศัพท์อื่น ๆ 3) การใช้คำสแลง 4) การใช้คำหลัก ประกอบด้วยคำหลักเกี่ยวกับอาหาร สถานที่ เพจ และชื่อร้าน และ 5) การใช้คำที่เป็นภาษาพูด ส่วนการใช้ประโยคมี 2 ลักษณะ ได้แก่ 1) การใช้ประโยคบอกเล่า ประกอบด้วย ประโยคบอกเล่าเกี่ยวกับสถานที่ ประโยคบอกเล่าเกี่ยวกับอาหาร และประโยคบอกเล่าเกี่ยวกับราคา และ 2) การใช้ประโยคเชิญชวน ประกอบด้วย ประโยคเชิญชวนด้วยรสชาติ ประโยคเชิญชวนด้วยรายการอาหาร และประโยคเชิญชวนด้วยราคา</p> <p> การใช้คำเพื่อแนะนำอาหารและร้านอาหารในเพจพิดโลกจัดเต็ม พบการใช้คำหลักมากที่สุด เนื่องจากเป็นวิธีการสื่อสารบนสื่อสังคมออนไลน์ที่ผู้ส่งสารนิยมใช้ เพื่อทำให้ผู้รับสารสามารถค้นหาข้อมูลจากชื่ออาหาร สถานที่ เพจ และชื่อร้านได้ง่ายและรวดเร็ว โดยข้อมูลสามารถส่งถึงกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจน เกิดการแพร่กระจายและส่งต่อข้อมูลได้อย่างเป็นวงกว้าง ส่งผลดีกับผู้รับสาร และทำให้เพจพิดโลกจัดเต็มมีผู้ติดตามเพจมากขึ้นจนกลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ส่วนการใช้ประโยคแนะนำอาหารและร้านอาหารในเพจพิดโลกจัดเต็มพบการใช้ประโยคบอกเล่ามากกว่าประโยคเชิญชวน เพราะประโยคบอกเล่าช่วยให้ผู้รับสารได้ทราบรายละเอียดเบื้องต้นเกี่ยวกับอาหารและร้านอาหารในจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งใช้ประกอบการตัดสินใจในการเลือกรับประทานอาหารได้เป็นอย่างดี และนำไปสู่การสร้างรายได้ทางธุรกิจประเภทร้านอาหารให้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการในท้องถิ่น</p> 2026-07-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/Art_and_Culture_BSRU/article/view/2795 การจัดการแหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรมริมแม่น้ำนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม : กรณีศึกษาวัดไร่ขิง วัดท่าพูด และวัดดอนหวาย 2026-07-09T10:16:46+07:00 สุจิรา สุขวัฒน์ sujiras@christian.ac.th วิศิษฏ์ แก้วเอี่ยม wisitpoo185445@gmail.com อภินันต์ อันทวีสิน apinunu@christian.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและการจัดการแหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรมริมแม่น้ำนครชัยศรี ได้แก่ วัดไร่ขิง วัดท่าพูด และวัดดอนหวาย เพื่อพัฒนาสู่ความยั่งยืนของวัฒนธรรมท้องถิ่น วัดทั้งสามแห่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางศาสนาและวัฒนธรรมที่สำคัญ รวมทั้งสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชุมชนโดยรอบ การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน เพื่อศึกษาปัญหาและวิธีการจัดการ รวมถึงมุมมองของผู้มาเยือน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้ 2 วิธี ได้แก่ 1) การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการวัด โดยใช้การสุ่มแบบเจาะจงเพื่อศึกษาการดำเนินงานและปัญหาการจัดการในปัจจุบัน 2) การเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากพ่อค้าแม่ค้า นักท่องเที่ยว และประชาชนทั่วไป โดยใช้การสุ่มแบบบังเอิญ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่และค่าร้อยละ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า ทั้งสามวัดประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรในการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรม แนวทางแก้ไขเบื้องต้นคือการมอบหมายให้พระภิกษุสงฆ์และมัคนายกเข้ามาดูแลเพื่อให้สามารถให้บริการแก่นักท่องเที่ยวและประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังพบลักษณะเด่นของแหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรมแต่ละวัดแตกต่างกัน ได้แก่ 1) วัดไร่ขิง มีโบสถ์หลวงพ่อวัดไร่ขิง พิพิธภัณฑ์ และบ้านดินอินทณัฐ โดยเหตุผลหลักที่ประชาชนเดินทางมา คือ การไหว้พระขอพร ร้อยละ 96.00 2) วัดท่าพูด มีเจดีย์พระจุฬามณีและพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน โดยเหตุผลหลักที่ประชาชนเดินทางมา คือการ ไหว้พระขอพร ร้อยละ 64.00 และ 3) วัดดอนหวาย มีโบสถ์หลวงพ่อวิสาหารและตลาดน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญระดับประเทศ โดยเหตุผลหลักที่ประชาชนเดินทางมา คือ การจับจ่ายซื้อสินค้า ร้อยละ 48.00&nbsp;</p> 2026-07-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/Art_and_Culture_BSRU/article/view/2798 บทบาทของกีตาร์ในวงดนตรีแจ๊สจากเครื่องดนตรีบรรเลงประกอบจังหวะสู่เครื่องดนตรีบรรเลงนำทำนอง 2026-07-09T11:37:13+07:00 คุณากร ศรีสมบัติ kunakorn.sri@bkkthon.ac.th วัฒนา ศรีสมบัติ wattana.sri@bkkthon.ac.th ถนอมศรี แสงทอง tanomsri.sae@bkkthon.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;บทความวิจัยนี้มุ่งศึกษาวิวัฒนาการของบทบาทกีตาร์ในดนตรีแจ๊ส โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงจากเครื่องดนตรีบรรเลงประกอบจังหวะ (Rhythm Instrument) ไปสู่เครื่องดนตรีบรรเลงนำทำนอง (Melodic / Solo Instrument) การศึกษาใช้แนวทางวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร บันทึกเสียง และวิดีโอ เพื่อศึกษาพัฒนาการของกีตาร์ในแต่ละยุค อิทธิพลจากนักดนตรีสำคัญ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีส่วนผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า กีตาร์ในยุคก่อนปี ค.ศ. 1930 มีบทบาทจำกัด ส่วนใหญ่ทำหน้าที่เป็นเครื่องดนตรีบรรเลงประกอบจังหวะ และมักถูกบดบังหรือแทนที่ด้วยแบนโจซึ่งมีความดังและโดดเด่นกว่า อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเทคโนโลยีด้านเครื่องขยายเสียงได้เปลี่ยนสถานะของกีตาร์อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในยุคสวิงที่กีตาร์ไฟฟ้าเริ่มเข้ามามีบทบาทเด่น นักดนตรีอย่าง ชาร์ลี คริสเตียน (Charlie Christian) ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กีตาร์กลายเป็นเครื่องดนตรีบรรเลงนำทำนองอย่างเต็มตัว ขณะที่ เฟรดดี้ กรีน (Freddie Green) แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกีตาร์ในฐานะเครื่องดนตรีบรรเลงประกอบจังหวะที่ทรงพลังภายในวงดนตรีขนาดใหญ่ ในช่วงต่อมา แนวบีบ็อปและฮาร์ดบ็อปได้เปิดพื้นที่ให้กีตาร์แสดงออกเชิงเทคนิคการบรรเลงและความซับซ้อนทางเสียงประสานมากขึ้น ขณะที่ยุคฟิวชันและแจ๊สร่วมสมัยยิ่งขยายบทบาทกีตาร์ออกไปสู่การผสมผสานเสียงสังเคราะห์ เอฟเฟกต์อิเล็กทรอนิกส์ และการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ส่งผลให้กีตาร์กลายเป็นเครื่องดนตรีที่สามารถสื่อสารทั้งด้านการบรรเลงนำทำนอง การบรรเลงประกอบจังหวะ และเป็นเครื่องดนตรีที่สร้างสีสันทางดนตรีอย่างหลากหลาย</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;โดยสรุป ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่ากีตาร์ในดนตรีแจ๊สมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องจากบทบาทพื้นฐานด้านจังหวะสู่การเป็นเครื่องดนตรีที่มีความยืดหยุ่นและหลากหลาย ทั้งในมิติของการสร้างทำนอง เสียงประสานและนวัตกรรมทางดนตรี ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการปรับตัวและคงความสำคัญในทุกยุคสมัยของดนตรีแจ๊ส</p> 2026-07-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/Art_and_Culture_BSRU/article/view/2801 ความสำคัญของการรบตัวละครพลายชุมพล ในละครเรื่องขุนช้างขุนแผนของกรมศิลปากร 2026-07-10T14:46:39+07:00 วรรณวนัช ลักษณะสุต ffahmui.0128@gmail.com ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ wipit.bpi@gmail.com อัควิทย์ เรืองรอง akhawit.ru@bsru.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสำคัญของการรบในละครเรื่องขุนช้างขุนแผนของกรมศิลปากรด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้าข้อมูลเอกสาร ตำรา บทละคร การลงภาคสนามสัมภาษณ์เชิงลึก สังเกตการณ์ และฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง โดยได้รับการถ่ายทอดกระบวนท่ารบของตัวละครพลายชุมพลจากอาจารย์พัชรา บัวทอง ข้าราชการบำนาญ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ซึ่งเป็นสายสืบทอดของท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือการสัมภาษณ์ชนิดไม่มีโครงสร้าง และการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัย พบว่าในการศึกษาความสำคัญของการรบตัวละครพลายชุมพล การรบมีบทบาทสำคัญทั้ง 4 ด้าน คือ 1. การสร้างความสนุกสนานและเร้าใจแก่ผู้ชม 2. แสดงทักษะความสามารถของผู้แสดงในเชิงรบ 3. เกิดรสให้แก่ผู้ชม และ4. สะท้อนพัฒนาการของตัวละครพลายชุมพล และยังสะท้อนถึงปัจจัยที่เอื้อให้เกิดความสำคัญของการรบตัวละครพลายชุมพล โดยวิเคราะห์จากภูมิหลังของตัวละคร การศึกษาเล่าเรียน และความสามารถ ตัวละครพลายชุมพลจึงมีเอกลักษณ์ความสำคัญในการรบที่โดดเด่นเฉพาะตัว ซึ่งมีลักษณะด้านการรบ 2 ประเภท ดังนี้ 1. ด้านคาถาอาคม พลายชุมพลมีความเชี่ยวชาญในด้านคาถาอาคมที่ได้ร่ำเรียนมาจากสมภารเฒ่า วัดกระพังทอง ซึ่งสามารถในการใช้คาถาอาคมในการรบกับคู่ต่อสู้ของตัวละครพลายชุมพล ประกอบด้วย คาถาอาคมใช้น้ำดับไฟของพระไวย คาถาอาคมปลุกสาตราให้มีพลังพิเศษเหนือธรรมชาติ คาถาอาคมรำลึกชาติของศัตรู คาถาอาคมเสกข้าวสารเสกน้ำ และคาถาอาคมแปลงตัวเป็นสัตว์ 2. ด้านการรบด้วยอาวุธและการต่อสู้ตัวละครพลายชุมพลมีความเชี่ยวชาญในการใช้อาวุธและคล่องแคล่วว่องไว ซึ่งความสามารถในการใช้อาวุธกับคู่ต่อสู้ ประกอบด้วย ความสามารถในการใช้หอก ความสามารถในการใช้ดาบ ความสามารถในการใช้มีดและความสามารถในการต่อสู้ด้วยมือเปล่า บทความวิจัยนี้ช่วยเพิ่มพูนความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของการรบในบริบททางประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาทางด้านนาฏศิลป์</p> 2026-07-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/Art_and_Culture_BSRU/article/view/2802 การพัฒนาทักษะศิลปะภาพพิมพ์ย้อม กรณีศึกษาแบรนด์ ‘ลักษณ์พิน’ และ ‘เมืองไม้บาติก’ 2026-07-10T15:27:42+07:00 ชญตว์ อินทร์ชา Charyata_In@365.reru.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการพัฒนาทักษะด้านศิลปะภาพพิมพ์ย้อมด้วยสีธรรมชาติ รวมถึงการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการท้องถิ่นในจังหวัดร้อยเอ็ด โดยใช้กรณีศึกษาแบรนด์ “ลักษณ์พิน” และ “เมืองไม้บาติก” ซึ่งเป็นกลุ่มวิสาหกิจสร้างสรรค์ที่มีพื้นฐานด้านการย้อมผ้าธรรมชาติอยู่แล้ว งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยผสานการเก็บข้อมูลจากเอกสาร การเก็บข้อมูลภาคสนามผ่านแบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการประเมินผลคุณภาพผลงาน การเก็บข้อมูลดังกล่าวมุ่งสะท้อนทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เพื่อนำไปสู่การออกแบบกิจกรรมพัฒนาทักษะที่เหมาะสมกับผู้ประกอบการจริง</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยเบื้องต้นพบว่า แบรนด์ลักษณ์พินมีความต้องการพัฒนาทักษะสูงสุดในด้านการพิมพ์ด้วยความร้อน (ค่าเฉลี่ย 4.2) ขณะที่แบรนด์เมืองไม้บาติกให้ความสำคัญกับการใช้ใบไม้และวัสดุธรรมชาติเป็นหลัก (ค่าเฉลี่ย 4.5) อย่างไรก็ตาม ทั้งสองแบรนด์ต่างมีความต้องการร่วมกันในด้านการเตรียมผ้าและ<strong><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">การพิมพ์ด้วยความร้อน โดยมีค่าเฉลี่ย </span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">4<span lang="TH">.</span>15 <span lang="TH">และ </span>4<span lang="TH">.</span>10 <span lang="TH">ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนว่าการเสริมสร้างความรู้ในสองด้านนี้ถือเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ในเชิงศิลป์และเชิงพาณิชย์ ผลจากการจัดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาทักษะศิลปะภาพพิมพ์ย้อม แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการทั้งสองแบรนด์มีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมืองไม้บาติกซึ่งมีความพึงพอใจสูงสุดในด้านการคำนวณสัดส่วนสารช่วยติดสี (</span>Mordant<span lang="TH">) และการพิมพ์ด้วยความร้อน (ค่าเฉลี่ย </span>4<span lang="TH">.</span>00<span lang="TH">) ขณะที่แบรนด์<span style="letter-spacing: -.2pt;">ลักษณ์พินมีความพึงพอใจสูงในด้านการเตรียมผ้า (ค่าเฉลี่ย </span></span><span style="letter-spacing: -.2pt;">3<span lang="TH">.</span>50<span lang="TH">) เมื่อเปรียบเทียบ</span></span><span lang="TH">ระดับความพึงพอใจโดยรวม เมืองไม้บาติกมีค่าเฉลี่ยสูงกว่า (</span>3<span lang="TH">.</span>90<span lang="TH">) เมื่อเทียบกับลักษณ์พิน (</span>3<span lang="TH">.</span>08<span lang="TH">) โดยจัดอยู่ในระดับ “ดี” ทั้งคู่ สรุปได้ว่ากิจกรรมการฝึกอบรมมีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับทักษะของผู้ประกอบการท้องถิ่น ทั้งในเชิง<span style="letter-spacing: -.2pt;">เทคนิคการพิมพ์ การใช้วัสดุธรรมชาติ และการควบคุมคุณภาพของงานพิมพ์ย้อม</span> ส่งผลต่อการสร้างผลงานที่มีความงามเชิงศิลป์ คงทน และสามารถต่อยอดเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม</span></span></strong></p> 2026-07-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/Art_and_Culture_BSRU/article/view/2805 การศึกษาบทบาทและพิธีกรรมการหล่อพระศรีสยามจักรพรรดิเทวาธิราช สถานปฏิบัติธรรมพุทธพรหมปัญโญ สาขายางงาม ตำบลยางงาม อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ 2026-07-10T15:52:53+07:00 ยุทธวีระ ศรีกันหานนท์ Yutthawira.sri@mbu.ac.th พัชร รุจิรานันท์ patpatchara52@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทหน้าที่และสัญลักษณ์ในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ภายในงานหล่อพระศรีสยามจักรพรรดิเทวาธิราช ณ สถานปฏิบัติธรรมพุทธพรหมปัญโญ สาขายางงาม ตำบลยางงาม อำเภอหนองไผ่จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568ถึงวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569 จากเอกสารลายลักษณ์อักษรและข้อมูลภาคสนาม ซึ่งเก็บข้อมูลจากสถานปฏิบัติธรรมพุทธพรหมปัญโญ สาขายางงาม ตำบลยางงาม อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยประยุกต์ใช้แนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาสัญลักษณ์ในพิธีกรรมของวิคเตอร์ เทอร์เนอร์ (Victor Turner) และแนวคิดของศิราพร ณ ถลาง ในการวิเคราะห์สัญลักษณ์ที่ปรากฏในพิธีกรรมและบทบาทหน้าที่สำหรับการประกอบพิธีหล่อพระศรีสยามจักรพรรดิเทวาธิราช</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า สัญลักษณ์ที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ภายในงานหล่อพระศรีสยามจักรพรรดิเทวาธิราช แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ สัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ คือ ธงชาติไทย สัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับบ้านเมืองและความมั่นคงของประเทศชาติ ได้แก่ รูปหล่อองค์พระแม่ธรณีบีบมวยผม พระสยามเทวาธิราช และพระศรีสยามจักรพรรดิเทวาธิราช (องค์ต้นแบบ) และสัญลักษณ์ที่ทำให้องค์พระศักดิ์สิทธิ์ คือ พระพุทธรูปทรงเครื่องจักรพรรดิ ภาพถ่ายพระพรหมปัญโญ หรือหลวงปู่ดู่ วัดสะแก และสร้อยประคำพระผงจักรพรรดิขนาดแขวนคอ (เครื่องประกอบพิธีกรรมส่วนตัว)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;บทบาทของการประกอบพิธีหล่อพระศรีสยามจักรพรรดิเทวาธิราช มีลักษณะผสมผสานระหว่างความเชื่อทางพระพุทธศาสนา ความเชื่อเกี่ยวกับเทพยดาที่ทำหน้าที่ปกปักษ์รักษาผืนแผ่นดินไทย และบทสวดพระคาถามหาจักรพรรดิ ประกอบด้วย 1) บทบาทด้านปัจเจกบุคคล 2) บทบาทด้านครอบครัว 3) บทบาทด้านสังคม และ 4) บทบาทด้านประเทศชาติ ทั้งนี้ บทบาทด้านประเทศชาติ มีอิทธิพลต่อพุทธศาสนิกชนสูงสุด เนื่องจากการจัดสร้างพระศรีสยามจักรพรรดิเทวาธิราช มีวัตถุประสงค์เพื่อบำรุงขวัญ และกำลังใจให้แก่เหล่าทหารที่กำลังติดพันศึกสงครามอยู่ตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา กระตุ้นให้พุทธศาสนิกชนและประชาชนได้ตระหนักถึงความหวงแหนแผ่นดินเกิด และยึดมั่นใน 3 สถาบันหลักของชาติบ้านเมือง คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรูปลักษณ์ของพระศรีสยามจักรพรรดิเทวาธิราชย่อมมีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นถ้าหากพุทธศาสนิกชนนำมาใช้เป็นสื่อกลางในการสวดมนต์เจริญภาวนาบทพระคาถามหาจักรพรรดิดังเช่นวัตถุมงคลพระมหาจักรพรรดิรูปลักษณ์อื่น ๆ</p> 2026-07-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/Art_and_Culture_BSRU/article/view/2806 พลวัตการสื่อสารของโฮงเฮียนภูมิปัญญาล้านนาเพื่อสืบทอดนาฏกรรมล้านนา 2026-07-10T16:00:40+07:00 วีรินทร์ภัทร์ บูรณะสระกวี ajratchakorn.p@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;บทความวิจัย เรื่องพลวัตการสื่อสารของโฮงเฮียนภูมิปัญญาล้านนาเพื่อสืบทอดนาฏกรรมล้านนา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพลวัตกระบวนการปรับตัวและรูปแบบการสื่อสารในการสืบทอดนาฏกรรมล้านนาของโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา จังหวัดเชียงใหม่ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์ในพื้นที่และการวิเคราะห์สื่อที่ใช้ในกระบวนการถ่ายทอด</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษาพบว่า พลวัตการสื่อสารของโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา ประกอบด้วยประเด็นสำคัญ 3 ด้าน คือ 1) ด้านกระบวนการถ่ายทอดความรู้ มีการเปลี่ยนผ่านจากการสื่อสารแบบระบบมุขปาฐะ (Oral Tradition) ที่เน้นความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) และการเรียนรู้ผ่านร่างกาย (Embodied Learning) มาสู่ระบบสื่อสารแบบผสมผสาน โดยภูมิปัญญาดั้งเดิมได้ถูกถอดรหัสให้อยู่ในรูปแบบความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ผ่านสื่อดิจิทัลและวิดีโอสาธิต เพื่อลดความเสี่ยงในการสูญหายขององค์ความรู้ 2) ด้านรูปแบบและช่องทางการสื่อสาร พื้นที่การสื่อสารได้ขยายจากลานกิจกรรมและชุมชนดั้งเดิมสู่สังคมเครือข่าย (Network Society) ผ่านแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้การสื่อสารวัฒนธรรมสามารถข้ามขีดจำกัดทางภูมิศาสตร์จากระดับท้องถิ่นสู่ระดับสากล และ 3) ด้านการปรับบทบาทหน้าที่ นาฏกรรมล้านนาถูกเปลี่ยนรูปจากการเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางจิตวิญญาณ สู่การเป็นทุนทางวัฒนธรรมภายใต้กรอบของเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยว</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;แม้จะมีการบูรณาการเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาร่วมด้วย แต่โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนายังคงรักษาความแท้จริงทางวัฒนธรรม (Cultural Authenticity) โดยใช้สื่อใหม่เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุน องค์กรยังคงให้ความสำคัญกับการสื่อสารระหว่างบุคคลผ่านระบบจารีตครูและศิษย์ เพื่อธำรงรักษาจิตวิญญาณและอัตลักษณ์ล้านนาให้คงอยู่ภายใต้บริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</p> 2026-07-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/Art_and_Culture_BSRU/article/view/2803 ศักยภาพในการจัดการการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของตลาดน้ำคลองบางหลวง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร 2026-07-10T15:35:46+07:00 สุเนตร ทวีถาวรสวัสดิ์ sunate.th@bsru.ac.th อนุชัย ถนอมสินรัตน์ anuchai.th@bsru.ac.th เสาวลักษณ์ นวลพันธุ์ Phang1490@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาบริบทชุมชนของตลาดน้ำคลองบางหลวง 2) ประเมินศักยภาพในการจัดการการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ตลาดน้ำคลองบางหลวง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้เครื่องมือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างสัมภาษณ์กับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ประธานชุมชน นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการ รวมทั้งสิ้น 10 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา (Content Analysis) และนำมาประเมินศักยภาพด้วยวิธี SWOT Analysis</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลงานวิจัยพบว่า 1) จากการศึกษาบริบทของตลาดน้ำคลองบางหลวงเป็นชุมชนเก่าแก่ริมน้ำที่เคยเป็นเส้นทางสัญจรทางน้ำของขุนนางและข้าราชการในสมัยกรุงธนบุรีที่ปัจจุบันยังคงรักษาเอกลักษณ์ของพื้นที่และยังดำรงวิถีชีวิตของคนริมคลอง ทำให้เกิดการพื้นฟูและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมด้วยการมีส่วนร่วมของผู้คนในชุมชนโดยมีเอกลักษณ์ของตลาดน้ำคือการแสดงหุ่นละครเล็ก 2) จากการศึกษาศักยภาพของการท่องเที่ยวพบว่า จุดแข็งคือเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ บรรยากาศริมน้ำ ศิลปะและหัตถกรรมพื้นบ้าน และการมีส่วนร่วมของชุมชน จุดอ่อนคือเข้าถึงชุมชน ขนาดของพื้นที่ ประชาสัมพันธ์ การตลาด และการบริการด้านสาธารณูปโภค โอกาส คือ การสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน กระแสการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม การตลาดออนไลน์ และมีนักออกแบบและศิลปินรุ่นใหม่ในชุมชนอุปสรรค คือ ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ มลภาวะและการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ แรงงานในชุมชนลดลง</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ดังนั้นควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนให้ความรู้และการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการตลาดแก่ผู้ประกอบการและคนในชุมชน มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับการบริการท่องเที่ยว มีป้ายสื่อความหมายดิจิทัลเพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวและสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมให้นักท่องเที่ยวอนุรักษ์แหล่งน้ำเพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไป</p> 2026-07-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/Art_and_Culture_BSRU/article/view/2804 การสร้างสรรค์การแปรทำนองและการประพันธ์ทางเดี่ยวระนาดทุ้มเพลงการะเวกเล็ก สามชั้น 2026-07-10T15:44:17+07:00 ดุษฎี มีป้อม dussadee.me12@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การสร้างสรรค์การแปรทำนองและการประพันธ์ทางเดี่ยวระนาดทุ้ม เพลงการะเวกเล็ก สามชั้น มีวัตถุประสงค์การสร้างสรรค์ผลงาน ดังนี้ 1) เพื่อสร้างสำนวนกลอนการแปรทำนองระนาดทุ้ม เพลงการะเวกเล็ก สามชั้น และ 2) เพื่อประพันธ์ทางเดี่ยวระนาดทุ้ม เพลงการะเวกเล็ก สามชั้น</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการสร้างสรรค์ พบว่า 1) เพลงการะเวกเล็ก สามชั้น เป็นเพลงที่ใช้หน้าทับปรบไก่ มี 2 ท่อน ความยาวท่อนละ 4 จังหวะหน้าทับ มีทำนองลูกเท่าท่อนละสองครั้ง ทำนองลูกเท่าแต่ละท่อนเป็นลูกเท่าเสียงเดียวกันและมีทำนองซ้ำกัน เพลงนี้ดำเนินทำนองอยู่ในกลุ่มเสียง โด เร มี ซอล ลา บางวรรคมีการใช้เสียงฟาและเสียงทีด้วย เป็นเพลงที่มีการใช้เสียงครบทั้งเจ็ดเสียง ทำนองเพลงในแต่ละท่อนจะมีทำนองที่ซ้ำกัน การแปรทำนองจากทำนองหลักเป็นทางระนาดทุ้มนั้น ประดิษฐ์ทำนองให้มีความเหมาะสมสำหรับนำไปใช้ฝึกทักษะการแปรทำนองทางระนาดทุ้ม และเพื่อเป็นแนวทางในการนำไปใช้ในการบรรเลงรวมวง โดยสร้างสรรค์และเลือกใช้ทางระนาดทุ้มให้มีความสัมพันธ์สอดคล้องไปกับเนื้อเพลงยึดเสียงลูกตกของเนื้อเพลงเป็นหลัก ใช้วิธีการกำหนดกลุ่มเสียงของเนื้อเพลงตามทิศทางเสียงที่ดำเนินไปจากสำนวนของทำนองหลัก 2) ทางเดี่ยวระนาดทุ้มเพลงการะเวกเล็ก สามชั้น ใช้สำนวนกลอนที่มีความหลากหลายรูปแบบ มีการผูกสำนวนกลอนที่สัมพันธ์กับการใช้มือและให้มีความเหมาะสมกับแนวการบรรเลง ประดิษฐ์สำนวนกลอนสอดแทรกกลเม็ดต่าง ๆ ให้เกิดเป็นท่วงทำนองและมีลีลาต่าง ๆ สอดประสานกลมกลืนกัน ทำให้ลักษณะของทางเดี่ยวมีทั้งความเรียบง่าย ความสลับซับซ้อนของทำนองและจังหวะ มีความขัดแย้งและความคลี่คลาย สำนวนกลอนมีความเหมาะสมกับท่วงทำนอง</p> 2026-07-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/Art_and_Culture_BSRU/article/view/2807 สตรีในสังคมเมืองราชวงศ์ซ่งเหนือ: การตีความเชิงปริชานจากภาพจิตรกรรมชิงหมิงซั่งเหอถู (清明上河图) และบันทึกตงจิงเมิ่งฮวาลู่《东京梦华录》 2026-07-10T16:08:08+07:00 สิริภัทร เมืองแก้ว siriphat.mu@bsru.ac.th สุริวัลย์ สุธรรม suriwan.su@bsru.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ในอดีต บทบาทของสตรีในสังคมจีนมักถูกอธิบายภายใต้กรอบแนวคิดปิตาธิปไตยภายในครัวเรือน กล่าวคือสตรีมักถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่และมีบทบาทด้านการดูแลครอบครัวเป็นหลัก เมื่อพิจารณาหลักฐานจากประวัติศาสตร์จีนสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ (ค.ศ. 960 – 1127) กลับสะท้อนให้เห็นโครงสร้างทางสังคมจีนที่มีความซับซ้อนและมีการขยายบทบาทของสตรีเข้าสู่พื้นที่สาธารณะมากขึ้น บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทสตรีในสังคมเมืองผ่านการตีความเชิงปริชาน โดยบูรณาการหลักฐานจากแหล่งปฐมภูมิสองแหล่งสำคัญ ได้แก่ ภาพจิตรกรรม “ชิงหมิงซั่งเหอถู” (清明上河图) ของจางเจ๋อตวน เป็นภาพแนวขวางที่บันทึกเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันของประชาชนในเมืองหลวงไคเฟิง ร่วมกับเอกสารปฐมภูมิ “บันทึกตงจิงเมิ่งฮวาลู่”《东京梦华录》ของเมิ่งหยวนเหล่า เป็นบันทึกที่พรรณนาเกี่ยวกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมในเมืองหลวงสมัยราชวงศ์ซ่ง ผู้ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลภายใต้กรอบแนวคิดเพศภาวะ และผังภาพความคิดในทฤษฎีภาษาศาสตร์ปริชาน เพื่อศึกษากระบวนการรับรู้เกี่ยวกับบทบาทสตรีในพื้นที่เมืองที่ปรากฏในงานจิตรกรรมจีน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า บทบาทของสตรีสามารถจำแนกออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริบาลภายในครัวเรือน แรงงานภาคบริการ และสตรีผู้มีสถานะสตรีชั้นสูง บทบาทของสตรีทั้งสามกลุ่มได้สะท้อนโครงสร้างความคิดเชิงพื้นที่ 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบภาชนะ (Container Schema) สะท้อนการจำกัดพื้นที่และขอบเขตพื้นที่ของสตรีที่ปรากฏตัว &nbsp;รูปแบบความสมดุล (Balance Schema) สะท้อนความสมดุลระหว่างองค์ประกอบระหว่างพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่ส่วนตัว และรูปแบบขอบเขต (Boundary Schema) สะท้อนข้ามผ่านเส้นขอบเขตบทบาท สถานะสังคมที่แตกต่างกัน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การปรากฏตัวของสตรีในงานจิตรกรรมเป็นการสื่อสารสัญลักษณ์ที่สะท้อนความสัมพันธ์เชิงอำนาจ รวมถึงกลไกทางเศรษฐกิจและพลวัตทางวัฒนธรรมเมืองในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนืออย่างเป็นระบบ การศึกษานี้ยังช่วยอธิบายบทบาทของสตรีในสังคมเมืองที่แฝงอยู่ใน “โครงสร้างความคิด” สมัยราชวงศ์ซ่งเหนือได้อย่างลุ่มลึกและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น</p> 2026-07-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026