https://so18.tci-thaijo.org/index.php/Art_and_Culture_BSRU/issue/feed
วารสารทีทัศน์วัฒนธรรม
2026-05-21T14:19:58+07:00
รองศาสตราจารย์ ดร.ธนันท์พัชร อัศวเสมาชัย
culture@bsru.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารทีทัศน์วัฒนธรรม</strong><br /><strong>E-ISSN: 3088-1978 (Online) </strong></p> <p><strong><span lang="TH">วารสารทีทัศน์วัฒนธรรมมีวัตถุประสงค์การจัดพิมพ์วารสาร เพื่อรวบรวมและเผยแพร่องค์ความรู้ ความคิด ทัศนะ และนำเสนอข้อค้นพบจากการศึกษาและวิจัยด้านศิลปวัฒนธรรม อาทิ <em>ประวัติศาสตร์ โบราณคดี มานุษยวิทยา</em></span><em><span lang="TH"> </span><span lang="TH">สังคมวิทยา</span><span lang="TH"> </span><span lang="TH">ชาติพันธุ์วิทยา</span><span lang="TH"> </span><span lang="TH">คติชนวิทยา</span></em><span lang="TH"><em> วัฒนธรรมศึกษา การจัดการวัฒนธรรม นิเวศวิทยาวัฒนธรรม ศาสนา ภาษาและวรรณกรรม ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ดนตรีและการแสดง</em> โดยบทความหรือข้อคิดเห็นต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในวารสารเล่มนี้ได้ผ่านการกลั่นกรองคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องและได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการ เนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในวารสารเล่มนี้ถือว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้นิพนธ์ บรรณาธิการและกองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นพ้อง และไม่ถือเป็นความรับผิดชอบ</span></strong></p> <p> </p> <p> </p>
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/Art_and_Culture_BSRU/article/view/2528
การพัฒนาแนวทางการออกแบบบรรจุภัณฑ์ดอกไม้สดรักษ์สิ่งแวดล้อมสำหรับร้านดอกไม้ย่านชุมชนปากคลองตลาด
2026-05-21T10:45:00+07:00
สุนิสา อินทรสุข
sunisa.int@rmutr.ac.th
ขวัญรัตน์ จินดา
khwanrat.ch@rmutr.ac.th
<p>งานวิจัย การพัฒนาแนวทางการออกแบบบรรจุภัณฑ์ดอกไม้สดรักษ์สิ่งแวดล้อม สำหรับ ร้านดอกไม้ย่านชุมชนปากคลองตลาด เป็นงานวิจัยที่มีแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม และนำมาออกแบบบรรจุภัณฑ์ดอกไม้สดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับร้านดอกไม้ย่านชุมชนปากคลองตลาด</p> <p>ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาลักษณะบรรจุภัณฑ์ดอกไม้สดที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน วิธีการใช้งาน และปัญหาที่เกิดขึ้นจากบรรจุภัณฑ์ปัจจุบัน การรวบรวมองค์ความรู้ด้านการบรรจุภัณฑ์ และกลยุทธ์การออกแบบ บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม นำมาวิเคราะห์เพื่อสรุปเป็นแนวทางในการออกแบบ สร้างแบบร่างบรรจุภัณฑ์ศึกษาปัญหาและทดสอบวิธีการใช้งาน จนได้ต้นแบบบรรจุภัณฑ์สำหรับเป็นแนวทางในการออกแบบ บรรจุภัณฑ์ดอกไม้สดรักษ์สิ่งแวดล้อมสำหรับร้านดอกไม้ย่านชุมชนปากคลองตลาด</p> <p>ผลจากการศึกษาวิจัยพบว่า บรรจุภัณฑ์ประเภทกระดาษยังคงเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ตอบสนองการใช้งานในด้านต่าง ๆ ได้ดี และมีราคาถูก แม้จะมีข้อเสียที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำเพื่อเป็นการลดปัญหาการเกิดขยะได้แต่สามารถเปลี่ยนไปเลือกใช้กระดาษที่เป็นวัสดุรีไซเคิลแทน ส่วนบรรจุภัณฑ์ประเภทถุงผ้ามีข้อดีคือสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ มีความยืดหยุ่นในการใช้งานสามารถปรับขนาดให้เหมาะสมกับช่อดอกไม้แต่ละชนิด การเลือกใช้วัสดุที่เป็นผ้ารีไซเคิลได้ก็จะช่วยตอบสนองจุดประสงค์การออกแบบที่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้น</p> <p>ดังนั้น ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยในครั้งต่อไป เพื่อให้ครอบคลุมการพัฒนาการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ควรทำการวิจัยเกี่ยวกับวัสดุรีไซเคิลโดยเฉพาะ และสนับสนุนการใช้งานวัสดุเหล่านั้นอย่างจริงจัง เพื่อให้งานวิจัยมีความสมบูรณ์ในแง่ของการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในอนาคต</p>
2026-01-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/Art_and_Culture_BSRU/article/view/2529
การศึกษาความคล้ายคลึงและความต่างระหว่างแฟชั่นกับสถาปัตยกรรมในยุคโมเดิร์นผ่านสิ่งห่อหุ้มและโครงสร้าง
2026-05-21T11:15:50+07:00
สุขพัชชานันท์ ชาญพิทูร
c.sukpatchanan@gmail.com
เชาว์วัฒน์ กิตติธรกุล
kittitornkul_c@su.ac.th
<p>การวิจัยเกี่ยวกับสิ่งห่อหุ้ม หรือภาษาอังกฤษในการวิจัยนี้เรียกว่า “Skin” และโครงสร้างหรือภาษาอังกฤษในการวิจัยนี้เรียกว่า “Bone” ของแฟชั่นและสถาปัตยกรรม โดยประวัติศาสตร์ของแฟชั่นและสถาปัตยกรรมอยู่ควบคู่กันมาอย่างยาวนานตั้งแต่อดีตกาลมาจนถึงปัจจุบัน จนเกิดผลงานของทั้งสองแขนงออกมามากมายไม่รู้จบ ซึ่งใช้ในการตอบสนองความต้องการของมนุษย์ในหลายปัจจัย การวิจัยนี้ใช้วิธีการเปรียบเทียบผลงานของทั้งแฟชั่นและสถาปัตยกรรมในยุคโมเดิร์น ด้านแฟชั่นสิ่งห่อหุ้มเปรียบเสมือนผ้าชนิดต่าง ๆ ที่นำมาใช้ปกปิดร่างกาย การออกแบบแฟชั่นมีอิทธิพลทางสังคมเป็นอย่างมาก สื่อถึงฐานะทางสังคมของผู้สวมใส่ โครงสร้างของแฟชั่น คือ ด้ายที่ใช้ยึดโยงเนื้อผ้าหลายชิ้นเข้าด้วยกันเป็นชุดหนึ่งชุด นอกจากนี้ยังมีการนำวัสดุของแข็งเพื่อความสวยงามและแปลกใหม่ ส่วนสิ่งห่อหุ้มด้านสถาปัตยกรรมเปรียบเสมือนผนังของอาคารมีการใช้ผนังเพื่อแบ่งแยกการใช้งานภายในอาคาร และเป็นที่พักอาศัยปกป้องมนุษย์ทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนโครงสร้างนั้นใช้รับน้ำหนักและถ่ายเทน้ำหนักจากหลังคาสู่พื้นดิน เช่น เสา คาน โครงสร้างหลังคา เป็นต้น ซึ่งสิ่งห่อหุ้มของทั้งแฟชั่นและสถาปัตยกรรมมีกระบวนการหรือวิธีการเสริมความแข็งแรงให้กับเนื้อผ้า เพิ่มความสวยงามให้กับผลงานอย่างการพับ การจับจีบ การเย็บ และเพิ่มความสวยงามให้กับสถาปัตยกรรม เช่น การนำฟาซาดเข้ามาใช้บังแดดและเพิ่มการออกแบบเข้าไปเพื่อความสวยงามของอาคารหากมองจากภายนอก ซึ่งการออกแบบจากนักออกแบบทั้งแฟชั่นและสถาปัตยกรรมเป็นไปตามแรงบันดาลใจและความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมนั้น ๆ โดยการวิจัยนี้จะสืบหาความคล้ายคลึงและความต่างของแฟชั่นและสถาปัตยกรรมในขอบเขตสิ่งห่อหุ้มกับโครงสร้างจากกรณีศึกษายุคโมเดิร์น</p>
2026-01-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/Art_and_Culture_BSRU/article/view/2531
รำเกราะโปง : การวิเคราะห์นาฏยลักษณ์และการสื่อความหมาย
2026-05-21T11:37:06+07:00
จุฑามาศ เอี่ยมประพันธ์
Parn1102002393190@gmail.com
ขวัญใจ คงถาวร
kwanjai.k@fda.bpi.ac.th
เอกรัตน์ รุ่งสว่าง
ekka.cu@gmail.com
<p>รำเกราะโปงเป็นการแสดงพื้นบ้านของจังหวัดสุโขทัยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สะท้อนรากฐานจากวิถีชีวิตเกษตรกรรมของชาวบ้านภาคกลาง โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูก เช่น การขุดดิน หว่านเมล็ด และเก็บเกี่ยว เสียงเกราะโปงซึ่งเกิดจากการตีไม้ทำหน้าที่เป็นจังหวะหลักในการรำ และในอดีตยังเป็นเครื่องมือสื่อสารสำคัญของชุมชน ใช้ในการเรียกประชุมหรือแจ้งข่าวสาร จึงถือเป็นสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงศิลปะกับชีวิตประจำวันอย่างลึกซึ้ง การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาและองค์ประกอบของการรำเกราะโปงจังหวัดสุโขทัย อันประกอบด้วยผู้แสดงเครื่องแต่งกาย ดนตรี อุปกรณ์ และท่ารำที่ถ่ายทอดค่านิยมและอัตลักษณ์ของชุมชนเกษตรกรรม นอกจากนี้ยังมุ่งวิเคราะห์บทบาทของรำเกราะโปงในฐานะเครื่องมือสื่อสารเชิงวัฒนธรรมและมรดกภูมิปัญญาที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ วิธีดำเนินงานวิจัย ครอบคลุมตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2565 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 โดยอาศัยการศึกษาเอกสาร ตำรา บทความและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์การสังเกตการณ์ในพื้นที่จริง และการฝึกปฏิบัติร่วมกับคณะการแสดงท้องถิ่น เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงประจักษ์และสร้างความเข้าใจที่รอบด้าน ผลการวิจัย พบว่า การรำเกราะโปงมิได้เป็นเพียงการแสดงเพื่อความบันเทิง แต่ยังมีบทบาทสำคัญในเชิงสังคมและศิลปะ เสียงตีเกราะสื่อถึงความหนักแน่น ความตั้งใจและการร่วมแรงร่วมใจของผู้คนในชุมชน ขณะที่องค์ประกอบการรำสะท้อนคุณค่าด้านความขยันหมั่นเพียร ความสามัคคี และความผูกพันกับธรรมชาติอย่างแนบแน่น การรำเกราะโปงจึงเป็นทั้ง มรดกทางวัฒนธรรมและเครื่องมือสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่คนรุ่นใหม่ อีกทั้งยังสามารถต่อยอดในกิจกรรมการเรียนรู้ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการสร้างอัตลักษณ์ชุมชนได้อย่างยั่งยืน</p>
2026-01-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/Art_and_Culture_BSRU/article/view/2533
“คำทำนายภัยพิบัติประเทศไทย”: บทบาท เนื้อหา และวาทกรรมพุทธศาสนาในสังคมไทยร่วมสมัย
2026-05-21T11:56:46+07:00
ชวพันธุ์ เพชรไกร
feducpp@ku.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาลักษณะเนื้อหาของคำทำนายภัยพิบัติในประเทศไทย 2) เพื่อวิเคราะห์วาทกรรมพุทธศาสนาที่แฝงอยู่ในเนื้อหาของคำทำนาย และ 3) เพื่อวิเคราะห์บทบาทของคำทำนายที่มีต่อสังคมไทย เก็บข้อมูลระหว่างปี 2567 โดยรวบรวมคำทำนายภัยพิบัติของพระเกจิและผู้วิเศษในประเทศไทย จำนวน 10 สำนวน จากนั้นนำเหตุการณ์สำคัญมาวิเคราะห์เนื้อหาและบทบาทของคำทำนาย โดยใช้ทฤษฎีวาทกรรมและทฤษฎีบทบาทหน้าที่ ผลการศึกษาพบว่า ภัยที่พบมากที่สุด คือ อุทกภัยสูง นอกจากนี้เนื้อหาของคำทำนายยังชี้ชัดถึงภัยที่เกิดขึ้นในใจของมนุษย์รูปแบบใหม่ เช่น ภัยจากแรงโน้มถ่วงของโลกที่ขาดความสมดุลด้านการนำเสนอเนื้อหา มีการใช้กลวิธีสร้างความสมจริงโดยการกล่าวถึงฉากและวิถีชีวิตในเมืองที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภัยพิบัติมีการยืนยันคำทำนาย โดยยกเหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นและอ้างถึงทัศนะของนักวิชาการเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ยิ่งไปว่านั้นเนื้อหาของคำทำนายภัยพิบัติมีลักษณะเป็นวาทกรรมที่แทรกอุดมการณ์ความเข้มแข็งของพุทธศาสนา โดยเกริ่นนำถึงสาเหตุของภัยพิบัติว่ามีเหตุเกิดจากคนชั่ว มีธรรมชาติเป็นผู้คัดสรรคนดีให้เป็นผู้อยู่รอดในยุคที่พุทธศาสนาเป็น “ศูนย์กลางของศาสนาโลก” ทั้งนี้คำทำนายภัยพิบัติมีบทบาทต่อสังคม 5 ประการ ได้แก่ 1) บทบาทในการสะท้อนความหวาดวิตกของคนในสังคม 2) บทบาทในการเป็นสื่อผลิตซ้ำวาทกรรมพุทธศาสนา 3) บทบาทในฐานะกลไกในกระบวนการขัดเกลาศีลธรรมทางสังคม 4) บทบาทในการกระตุ้นเตือนการรับมือและป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ และ 5) บทบาทในการสร้างเครือข่ายของพระเกจิและผู้วิเศษในสังคมไทยที่สืบทอดคำทำนายในสายต่าง ๆ ทำให้คำทำนายดังกล่าวยังคงดำรงอยู่อย่างแพร่หลายและส่งอิทธิพลต่อจิตใจของคนในสังคมไทย</p>
2026-01-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/Art_and_Culture_BSRU/article/view/2534
หนุมานเกี้ยวนางสุพรรณมัจฉา: กระบวนท่าเกี้ยวและวิธีการแสดงเพื่อสื่ออารมณ์รัก
2026-05-21T13:23:57+07:00
นันธพงศ์ โพธิ์ปิดทอง
aut.imaut@gmail.com
ชนัย วรรณะลี
chanai.w@fda.bpi.ac.th
อัควิทย์ เรืองรอง
akawit.ru@bsru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษากระบวนท่ารำและวิธีการแสดงของหนุมานเกี้ยวนางสุพรรณมัจฉา เพื่อสื่ออารมณ์รัก และ 2. วิเคราะห์การสื่อความหมายด้านอารมณ์รักของหนุมานเกี้ยวนางสุพรรณมัจฉาตามแนวทางอาจารย์วิโรจน์ อยู่สวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการศึกษารวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสารทางวิชาการ หนังสือ ตำรา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ อีกทั้งใช้วิธีการศึกษาภาคสนามท่ารำหนุมานเกี้ยวนางสุพรรณมัจฉา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1. กระบวนท่ารำของหนุมานเกี้ยวนางสุพรรณมัจฉาในการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอนหนุมานเกี้ยวนางสุพรรณมัจฉาเป็นลักษณะการรำเกี้ยวในท่านั่ง มีกระบวนท่ารำตีบทตามบทร้องจำนวน 2 เพลง คือ เพลงโอ้โลมชาตรี และเพลงมุล่ง แบ่งเป็นขั้นตอนการเกี้ยวพาราสี 2 ขั้นตอน คือ การพูดจาหว่านล้อมในเพลงโอ้โลมชาตรี มีกระบวนท่ารำ 5 ลักษณะ ได้แก่ ท่ารำมาตรฐาน ท่ารำเลียนแบบท่าธรรมชาติ ท่ารำสื่อความหมาย ท่ารำเฉพาะ และท่ารำที่ประดิษฐ์ขึ้น และขั้นตอนการเข้าถึงเนื้อถึงตัวในเพลงมุล่ง มีกระบวนท่ารำ 4 ลักษณะ ได้แก่ ท่ารำเลียนแบบธรรมชาติท่ารำสื่อความหมาย ท่ารำเฉพาะ และท่ารำที่ประดิษฐ์ขึ้น โดยผู้แสดงจะต้องถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกและพฤติกรรมจากภายในของตัวละครผ่านทางกระบวนท่ารำ และลีลาให้สมบทบาท ผู้แสดงใช้ทักษะ ประสบการณ์ และปฏิภาณในการถ่ายทอดออกมาเป็นกระบวนท่ารำให้แนบเนียน การสื่อความหมายด้านอารมณ์รักของหนุมานเกี้ยวนางสุพรรณมัจฉา ผู้แสดงจะเป็นสื่อกลางในการสื่อสารด้านอารมณ์รักที่เกิดขึ้นจากตัวละคร ต้องใช้ความรู้ ความสามารถในการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครออกมาเป็นกระบวนท่ารำเพื่อส่งต่อให้ผู้ชมรับรู้ และเข้าใจให้เป็นประจักษ์ 2. การวิเคราะห์การสื่อความหมายด้านอารมณ์รักของหนุมานเกี้ยวนางสุพรรณมัจฉา มีรูปแบบการสื่อความหมายด้านอารมณ์รักผ่านภาษาพูด หรือการใช้วาทศิลป์ในการเกี้ยวพาราสีนางสุพรรณมัจฉา และรูปแบบการสื่อความหมายด้านอารมณ์รักผ่านภาษากาย เป็นการสื่อสารโดยใช้ภาษากายแทนคำพูด หรือบางครั้งใช้ภาษากายประกอบคำพูด เพื่อความชัดเจนในการสื่อสารยิ่งขึ้น</p>
2026-01-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/Art_and_Culture_BSRU/article/view/2535
“คุยกะก๊ะห์” กระบวนทัศน์ของกลุ่มสตรีมุสลิมผ่านรอยเย็บสู่งานศิลปะสร้างสรรค์
2026-05-21T13:43:53+07:00
คีต์ตา อิสรั่น
Wipawee180646@outlook.com
ภูวนาท รัตนรังสิกุล
rattanarangsikun_p@silpakorn.edu
<p>“ก๊ะห์” เป็นคำเรียกที่คุ้นเคยและได้ยินมาตั้งแต่เด็กในสังคมมุสลิม โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กผู้หญิงที่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งมักถูกเรียกด้วยคำนำหน้าว่า “ก๊ะ” (Kakah) คำนี้ไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของการเรียกชื่อเท่านั้น แต่ยังสะท้อนเส้นทางวิถีชีวิตของสตรีมุสลิมที่อยู่ภายใต้บริบทของศาสนาและความเชื่อทางสังคม บทความนี้มุ่งเน้นศึกษากระบวนทัศน์ของกลุ่มสตรีมุสลิมที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย โดยเฉพาะบทบาทที่ถูกกำหนดตามระบบคิดและความเชื่อที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของพวกเธอ ทั้งในด้านสังคมวัฒนธรรม และศิลปะ การศึกษานี้ใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Participatory Action Research) ผ่านกิจกรรม สร้างสรรค์ที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการสนทนา และการลงมือทำงานศิลปะ โดยมีผู้เข้าร่วมการวิจัยจำนวน 23 คน ซึ่งเป็นสตรีมุสลิมจากชุมชนต่าง ๆ การวิจัยดำเนินการผ่านขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ 1) การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2) การเลือกใช้เครื่องมือวิจัย เช่น การสัมภาษณ์ การสังเกต และการจัดเวิร์กชอปเชิงสร้างสรรค์ 3) การเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ผลผ่านกิจกรรม “KAKAH” ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสะท้อนมุมมองของตนเองเกี่ยวกับบทบาทของสตรีในสังคมผ่านกระบวนการเย็บปักถักร้อยและศิลปะพื้นถิ่น ซึ่งเป็นภาษาของการสื่อสารทางวัฒนธรรมที่ทรงพลัง</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า การเปิดพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยและสร้างสรรค์ผลงานศิลปะช่วยให้กลุ่มสตรีมุสลิมสามารถสะท้อนเรื่องราวชีวิตและมุมมองทางสังคมของตนเองได้อย่างลึกซึ้ง ตลอดจนช่วยสร้างการตระหนักรู้ถึงบทบาทและคุณค่าของพวกเธอในบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ ศิลปะยังทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการสร้างดุลยภาพระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมและความคิดร่วมสมัย อันนำไปสู่การพัฒนาแนวทางการดำเนินชีวิตที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับอัตลักษณ์ของสตรีมุสลิมในปัจจุบัน ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการศึกษาการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของสตรีมุสลิม แต่ยังเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์พื้นที่แห่งการสื่อสารผ่านศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้กับบริบทอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการกำหนดบทบาทและความหมายของชีวิตผู้หญิงในสังคมมุสลิมยุคใหม่</p>
2026-01-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/Art_and_Culture_BSRU/article/view/2442
100 ปีตำรับต้มยำกุ้ง : พ.ศ. 2433 – 2533
2026-05-01T14:41:18+07:00
ภูชิษย์ สว่างสุข
poochit.s@rumail.ru.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาตำรับต้มยำกุ้งจากตำราอาหารตั้งแต่ พ.ศ. 2433 - 2533 ใช้วิธีพรรณาเชิงวิเคราะห์ แนวทางสำคัญอาศัยวิธีวิจัยทางประวัติศาสตร์พบว่า ต้มยำแบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. ต้มยำไม่ใส่เครื่องสมุนไพร ใช้กุ้งและเห็ด ปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำมะนาว โรยด้วยผักชี และพริกขี้หนู 2. ต้มยำใส่เครื่องสมุนไพรน้ำใส ใช้เนื้อสัตว์ต่าง ๆ เช่น ปลา เนื้อวัว ไก่ ปลาแห้ง ใส่เครื่องสมุนไพร เช่น ตะไคร้ ใบมะกรูด บางตำรับเพิ่มข่า หัวหอมแดง กระเทียม ปรุงรสด้วย น้ำปลา เกลือ น้ำปลาร้าน้ำส้มมะขามเปียก น้ำมะนาว ใส่ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะม่วง มะดัน ระกำ โรยด้วยสมุนไพรต่าง ๆ เช่น ผักชี ใบโหระพา พริกขี้หนู พริกแห้ง และ 3. ต้มยำใส่เครื่องสมุนไพรน้ำข้น มีลักษณะคล้ายต้มยำใส่เครื่องสมุนไพร น้ำใส แต่เพิ่ม ข้าวสาร ข้าวเบือ ถั่วทอง น้ำข้าว อย่างใดอย่างหนึ่ง และน้ำพริกเผาเครื่องเผา วิธีการปรุง ต้มยำมี 3 วิธี ได้แก่ 1. วิธีการปรุงแบบตีน้ำมัน ใช้กระเทียมโขลกละเอียด ผัดกับน้ำมันให้หอม เติมน้ำ พอเดือด ใส่ส่วนประกอบ 2. วิธีการปรุงแบบไม่ตีน้ำมันต้มน้ำให้เดือด ใส่ส่วนประกอบ และ 3. วิธีการปรุงแบบใส่กะทิ ใช้กะทิต้มให้เดือดใส่ส่วนประกอบ</p> <p>ต้มยำกุ้งจากตำราอาหาร พ.ศ. 2433 - 2533 มีข้อสังเกต 5 ประการ ดังนี้ 1. คำว่าต้มหรือต้มแกง หมายถึง แกงมีน้ำมาก คำว่ายำ หมายถึง มีตำรับคล้ายยำ คำว่ากุ้ง คือ ส่วนประกอบหลักที่เกิดจากความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำที่มีกุ้งก้ามกรามที่มีเปลือกหนาและมีมันสีส้มแดง 2. น้ำข้นของต้มยำกุ้งเกิดจากน้ำข้าว 3. น้ำพริกเผาใช้น้ำพริกเผาเครื่องเผา 4. ใส่ผลไม้รสเปรี้ยวและน้ำส้มมะขามเปียก และ 5. วิธีการปรุงต้มยำกุ้งมี 2 วิธี ได้แก่ วิธีการปรุงแบบตีน้ำมัน และวิธีการปรุงแบบไม่ตีน้ำมัน ตำรับเดิมมีความแตกต่างกับตำรับปัจจุบัน ดังนี้ น้ำข้นของต้มยำกุ้งเกิดจากนมข้นจืดใช้น้ำพริกเผาเครื่องทอด ไม่ใส่ผลไม้รสเปรี้ยวและน้ำส้มมะขามเปียก ใช้เพียงน้ำมะนาวปรุงรสเปรี้ยวและมีวิธีการปรุงแบบไม่ตีน้ำมัน</p> <p> </p>
2026-01-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/Art_and_Culture_BSRU/article/view/2532
การเปลี่ยนแปลงของตลาดภายใต้อิทธิพลและวัฒนธรรม
2026-05-21T11:47:43+07:00
ภัทรนันท์ ผงสุวรรณกุล
phataranan89@gmail.com
อดิศร ศรีเสาวนันท์
srisaowanunt_a@silpakorn.edu
<p>บทความเรื่อง “การเปลี่ยนแปลงของตลาดภายใต้อิทธิพลและวัฒนธรรม” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานิยาม ความหมายและทฤษฎี ความรู้ทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบพื้นที่การแลกเปลี่ยนสินค้า และศึกษาการเปลี่ยนแปลงและรูปแบบพื้นที่ตลาดในประวัติศาสตร์ทั้งสากลและประเทศไทย โดยนำข้อมูลที่ได้มาสรุป วิเคราะห์และเปรียบเทียบ เพื่อแสดงให้เห็นถึงแนวทางการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ตลาดแต่ละช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของผู้คนในสมัยนั้น ผลการศึกษาพบว่า พื้นที่ตลาดนั้นมีทั้งรูปแบบ ทั้งหมด 3 แบบ คือ 1) ตลาดถาวร ที่เป็นอาคารเดียวในร่มมีการวางระบบผังชัดเจนมีโครงสร้าง 2) ตลาดชั่วคราว ครอบครองพื้นที่ชั่วคราวมักพบได้ตามลานกลางแจ้ง เช่น ตลาดนัด แผงลอย และ 3) ตลาดเคลื่อนที่ มีความยืดหยุ่นสูงเคลื่อนที่ได้ง่าย เช่น หาบเร่ คาราวาน รถพุ่มพวง เป็นต้น โดยรูปแบบพื้นที่ตลาดนั้นมีความสัมพันธ์กับบริบทที่ตั้งชนิดสินค้าและช่วงเวลา จึงส่งผลให้รูปแบบพื้นที่ของตลาดแต่ละบริบทมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไปในด้านชนิดสินค้าที่ขายในตลาดนั้นเป็นส่วนใหญ่ สินค้าจำเป็นที่ใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่าสินค้าฟุ่มเฟือย โดยตลาดถาวรจะมีสินค้าที่หลากหลายมากกว่า มีบริการ เช่น ร้านตัดผม ร้านเย็บผ้าและความบันเทิงอื่น ๆ ที่เพิ่มเติมเข้ามา เช่น ดนตรี งานเทศกาล ส่วนรูปแบบของพื้นที่ตลาดนั้นเริ่มพัฒนาจากการรวมกลุ่มหรือกระจายตัวในพื้นที่ลานกลางแจ้งแบบไม่มีระบบ และเมื่อมีความเจริญและวิถีชีวิตเปลี่ยนจากเกษตรกรรมมาเป็นเมือง จึงพัฒนามาเป็นแบบเส้นตรง โดยเป็นไปตามแนวยาวของถนนและเริ่มมีการจัดระบบพื้นที่ตลาด โดยมีการแบ่งโซนสินค้าทำให้สะดวกรวดเร็วและการเข้าถึงได้ง่าย และพัฒนาระบบเป็นแบบกริดในรูปแบบตลาดถาวรในร่ม เพื่อให้เข้าถึงสินค้าได้อย่างทั่วถึงในตลาดร่มหรืออาคารหลังเดี่ยวจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จึงทำให้เห็นว่าเมื่อช่วงเวลามีความสัมพันธ์กับรูปแบบพื้นที่ตลาดและชนิดสินค้าบริการ เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไปจึงทำให้รูปแบบการค้านั้นเปลี่ยนตาม ส่งผลให้ตลาดเป็นพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คน</p>
2026-01-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/Art_and_Culture_BSRU/article/view/2537
กรอบแนวคิดทางภูมิศาสตร์ว่าด้วยการวิเคราะห์: พื้นที่ อารมณ์ และความรู้สึก
2026-05-21T14:06:03+07:00
นราธร สายเส็ง
naratorn.saiseng@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้เกิดขึ้นมาจากการตั้งข้อสังเกตที่ว่า สถานการณ์ ปรากฏการณ์ ตลอดจนปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมล้วนมีอารมณ์เข้าไปเกี่ยวข้อง อารมณ์จึงเป็นปัจจัยสำคัญไม่น้อยไปกว่าเหตุผล ดังนั้นถ้าสามารถทำความเข้าใจอารมณ์ในมิติทางสังคมที่ต่างไปจากการอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์แบบเดิมจะสามารถทำได้หรือไม่และจะขยายพรมแดนความรู้เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใดด้วยเหตุนี้ผู้เขียนซึ่งมีความสนใจหลงใหลทางด้านภูมิศาสตร์จึงต้องการนำเสนอแนวคิดทางภูมิศาสตร์มนุษย์ของ Doreen Massey, Nigel Thrift และ Yi-Fu Tuan ที่สามารถนำมาเป็นกรอบอธิบายปรากฏการณ์ทางอารมณ์ในมิติทางสังคมได้โดยความน่าสนใจของกรอบคิดนี้คือ ไม่ได้มองว่าอารมณ์เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวแต่อารมณ์เกี่ยวพันกับพื้นที่ที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน ทั้งนี้ผู้เขียนได้พยายามนำกรอบแนวคิดดังกล่าวมาสังเคราะห์แล้วสร้างเป็นรูปแบบการวิเคราะห์อารมณ์และความรู้สึกบนฐานคิดทางภูมิศาสตร์ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเชิงคุณภาพในการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพื้นที่ในมิติอารมณ์และความรู้สึก โดยแบ่งเป็น 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) จุดเริ่มเปลี่ยน คือ ขั้นที่การเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่เริ่มกระตุ้นอารมณ์ 2) กำเนิดอารมณ์ คือ ขั้นที่อารมณ์เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ 3) อารมณ์ร่วม คือ ขั้นที่เกิดปฏิกิริยาทางอารมณ์แพร่กระจายและส่งผลกระทบต่อพื้นที่ 4) ความรู้สึกก่อรูป คือ ขั้นที่อารมณ์แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกผ่านพื้นที่ 5) ตีความผลิตสร้างความหมาย คือ ขั้นที่สร้างความหมายระหว่างตัวเรากับพื้นที่ และ 6) วนกลับเปลี่ยนแปลง คือ ขั้นที่อารมณ์และความรู้สึก สร้างการรับรู้และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง บทความวิชาการชิ้นนี้ผู้เขียนไม่ได้ต้องการผลลัพธ์ปลายทางที่สมบูรณ์ แต่อย่างน้อยก็สามารถเปิดพื้นที่เชิงการเรียนรู้ใหม่ ๆ มีแว่นของการวิเคราะห์เพื่อเข้าใจปรากฏการณ์ทางสังคมที่หลากหลายและลึกซึ้งขึ้น</p>
2026-01-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/Art_and_Culture_BSRU/article/view/2538
ภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์เพื่อการพัฒนาถนนอิสรภาพ ย่านฝั่งธนบุรี
2026-05-21T14:19:58+07:00
พงษ์พันธ์ นารีน้อย
tonguniversity@gmail.com
จริยาภรณ์ เจริญชีพ
jariyaporn.ch@bsru.ac.th
จิรภัทร ดำสำอาง
jiraphat.da@bsru.ac.th
กัณญาณัฐ เสียงใหญ่
kanyanat.si@bsru.ac.th
ประพันธ์ สหพัฒนา
prapan.s@dru.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้สำรวจประวัติศาสตร์ของถนนอิสรภาพ ย่านฝั่งธนบุรี ในฐานะเป็นถนนประวัติศาสตร์ จากที่แต่เดิมถนนที่เป็นดินและได้รับการพัฒนามาเป็นถนนลาดยางในปัจจุบัน โดยมีจุดเริ่มต้นสำคัญ คือ โครงการตัดและขยายถนน 11 สายในจังหวัดธนบุรีและจังหวัดพระนครของกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงโยธาธิการเมื่อ พ.ศ. 2472 ควบคู่กับการก่อสร้างสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ หรือสะพานพระพุทธยอดฟ้า เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 150 ปี ของการสถาปนาราชวงศ์จักรีและพระนคร</p> <p>ตั้งแต่ พ.ศ. 2472 เป็นต้นมา ถนนอิสรภาพเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของกลุ่มผู้คนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน เช่น ชาวไทย ชาวจีนฮกเกี้ยน ชาวมุสลิม ชาวคริสต์ ชาวมอญ และชาวซิกข์ ต่างผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้าตั้งรกรากเป็นชุมชนดำเนินวิถีชีวิตจนเกิดความผสมผสานความหลากหลายของเชื้อชาติและศาสนา ในปัจจุบันพื้นที่นี้ได้รับการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน อาทิ เครือข่ายรถไฟฟ้า MRT และ BTS ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งและศูนย์กลางมรดกทางวัฒนธรรมในย่านนี้ จากการสำรวจภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์เพื่อการพัฒนาถนนอิสรภาพ ย่านฝั่งธนบุรี คณะผู้เขียนพบว่าถนนอิสรภาพมีฐานะเป็นภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต 5 ประการ ได้แก่ (1) แหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ชุมชน (2) ความปลอดภัยเพื่อภาพลักษณ์ (3) แหล่งภูมิปัญญาด้านอาหาร (4) ระบบรถไฟฟ้ายกระดับเพื่อการท่องเที่ยว และ (5) กลยุทธ์ฟื้นฟูถนนอิสรภาพ องค์ประกอบเหล่านี้ร่วมกันทำหน้าที่ชี้นำการอนุรักษ์ถนนอิสรภาพอย่างยั่งยืนในฐานะภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน</p>
2026-01-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026