วารสารวิชาการแห่งอนาคต https://so18.tci-thaijo.org/index.php/FACJ <p><strong>วารสารวิชาการแห่งอนาคต</strong> มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ และ บทความปริทรรศน์ ของนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ด้วยหวังให้เป็นตลาดแห่งองค์ความรู้ที่สามารถค้นคว้า ถ่ายถอด และแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านต่างๆ อย่างหลากหลาย วารสารมุ่งเน้นเปิดรับบทความทางด้าน สังคมวิทยา พระพุทธศาสนา พฤติกรรมศาสนา ภาษาศาสตร์ การศึกษาเชิงประยุกต์และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ต่อความก้าวหน้าทางวิชาการต่อไป กระบวนการพิจารณาบทความเพื่อตีพิมพ์ ทุกบทความจะต้องได้รับการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Reviewer) อย่างน้อย 2 ท่านขึ้นไป ในลักษณะปกปิด แบบไม่เห็นชื่อผู้เขียนและผู้ประเมิน (Double-blinded review) ไม่เก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ใดๆ ในทุกขั้นตอน</p> th-TH uthit.suk@mcu.ac.th (พระอุทิศ อาสภจิตฺโต, ดร.) Natthapatphu69@gmail.com (นายณัฐภัทร ภูตาโดน) Tue, 30 Jun 2026 06:31:22 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 วิเคราะห์อุเบกขาเพื่อการพัฒนาปัญญาสู่ความหลุดพ้นทางพระพุทธศาสนา https://so18.tci-thaijo.org/index.php/FACJ/article/view/2186 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาอุเบกขาในพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อวิเคราะห์อุเบกขาเพื่อการพัฒนาปัญญาสู่ความหลุดพ้นทางพระพุทธศาสนา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสารโดยการศึกษาพระไตรปิฎก เอกสารวิชาการทางพระพุทธศานา และ ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องแล้วนำเสนอผลการวิจัยด้วยการพรรณนาวิเคราะห์</p> <p>ผลจากการวิจัยพบว่า อุเบกขา หมายถึง “การวางเฉย” หรือ “การไม่ยึดมั่นถือมั่น” ในบริบทของจิตที่สามารถรักษาความเป็นกลางได้อย่างมั่นคง อุเบกขาไม่ได้หมายถึงความเฉยเมยหรือการไม่สนใจ แต่คือการมีจิตที่มั่นคง ไม่หวั่นไหวไปตามความรู้สึกหรืออารมณ์ที่เกิดขึ้น เช่น ความรัก ความโกรธ หรือความทุกข์ เป็นคุณธรรมที่ช่วยให้บุคคลไม่ถูกครอบงำด้วยความยึดติดหรืออคติ อุเบกขาเป็นกลางของจิตในมิติที่หลากหลาย เช่น การวางเฉยต่ออารมณ์ที่มากระทบจากอายตนะ (ฉฬังคุเบกขา) ความเป็นกลางในสัตว์ตามหลักกรรม (พรหมวิหารุเบกขา) ซึ่งอุเบกขาเหล่านี้ช่วยให้จิตสงบนิ่ง และสามารถดำเนินชีวิตด้วยสติและปัญญาในทุกสถานการณ์ ผลการวิเคราะห์ อุเบกขา ในทางพระพุทธศาสนา เป็นอุเบกขาที่ประกอบด้วยปัญญา คือ การมีสติตามรู้เห็นสภาวธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นทั้งทางกายและจิตใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง ปราศจากความชอบ ความชัง การยินดียินร้าย จิตมีสภาวะนิ่งเรียบสนิท ไม่ถูกครอบงำหรือแทรกแซงด้วยโลภะ โทสะ โมหะ จิตจึงเป็นอิสระจากกิเลสทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งว่าธรรมทั้งหลายทั้งปวงล้วนเสมอเหมือนกันในสามัญลักษณะ คือ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับของผู้ใด (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) เป็นเครื่องมือในการดับ ราคะ ปฏิฆะ และละอนุสัยกิเลสที่นอนเนื่องในระดับจิตไร้สำนึกเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง และได้องค์ความรู้จากการวิเคราะห์เป็น โมเดลอุเบกขาเพื่อการพัฒนาปัญญาสู่ความหลุดพ้นทางพระพุทธศาสนา</p> กรณ์รวรรณ อุทัยวรรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแห่งอนาคต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/FACJ/article/view/2186 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมสำหรับเสริมสร้างจิตสาธารณะที่ปรากฏในพระไตรปิฏก https://so18.tci-thaijo.org/index.php/FACJ/article/view/2423 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) ศึกษาหลักพุทธธรรมที่มีบทบาทในการเสริมสร้างจิตสาธารณะที่ปรากฏในพระไตรปิฎก และ 2) ศึกษาการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมดังกล่าวเพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะในบริบทของสังคมไทย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพในลักษณะการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยใช้แหล่งข้อมูลหลักจากพระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถาฉบับภาษาไทย ของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตลอดจนเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้กระบวนการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพื่อสังเคราะห์หลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาจิตสาธารณะ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลักพุทธธรรมที่ปรากฏในพระไตรปิฎก อาทิ สังคหวัตถุ 4 ได้แก่ ทาน (การให้) ปิยวาจา (วาจาอันเป็นที่รัก) อัตถจริยา (การประพฤติเป็นประโยชน์) และสมานัตตตา (การวางตนเสมอต้นเสมอปลาย) รวมถึงสาราณียธรรม 6 ซึ่งประกอบด้วยเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม สาธารณโภคิตา สีลสามัญญตา และทิฏฐิสามัญญตา ล้วนมีศักยภาพในการส่งเสริมจิตสำนึกสาธารณะของบุคคลและสังคมได้อย่างเป็นระบบ เพื่อการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมสำหรับเสริมสร้างจิตสาธารณะที่ปรากฎในพระไตรปิฎก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการบูรณาการเข้ากับองค์ความรู้สมัยใหม่ เช่น จิตวิทยาชุมชน การพัฒนาสังคม การใช้บุคคลต้นแบบที่นำหลักธรรมไปปฏิบัติจริง ควรเริ่มการพัฒนาจิตใจของบุคคล พฤติกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมในระยะยาว งานวิจัยนี้ได้สร้างองค์ความรู้เชิงบูรณาการระหว่าง “หลักพุทธธรรม” กับ “กระบวนการเสริมสร้างจิตสาธารณะ” ออกมาในรูปแบบโมเดลการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมสำหรับเสริมสร้างจิตสาธารณะ</p> พชรวีร์ ทองประยูร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแห่งอนาคต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/FACJ/article/view/2423 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 วิเคราะห์สัมมาทิฏฐิต่อการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยในสังคมไทย https://so18.tci-thaijo.org/index.php/FACJ/article/view/2433 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาสัมมาทิฏฐิในคัมภีร์พระพุทธศาสนาและคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยในสังคมไทย และ 2) เพื่อวิเคราะห์สัมมาทิฏฐิต่อการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยในสังคมไทย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสาร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัย คือ การรวบรวมข้อมูลจากแหล่งปฐมภูมิและแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ และวิเคราะห์ข้อมูล สรุปผล และเรียบเรียงเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สัมมาทิฏฐิ หมายถึง ความเห็นชอบ เป็นหลักธรรมที่สำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา และมีการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในคัมภีร์พระไตรปิฎก โดยเฉพาะในอริยมรรคมีองค์ 8 ซึ่งสัมมาทิฏฐิถือเป็นองค์ธรรมแรกที่เปรียบเสมือนแสงอรุณนำไปสู่การศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้อง ความหมายที่ครอบคลุมและสมบูรณ์ของ “สัมมาทิฏฐิ” คือ ปัญญาเห็นชอบ เห็นอริยสัจ 4 ไตรลักษณ์ และปฏิจจสมุปบาท รู้อกุศลและอกุศลมูล กับกุศลและกุศลมูล ซึ่งครอบคลุมหลักธรรมที่เป็นแก่นสำคัญทางพระพุทธศาสนา สัมมาทิฏฐิในพระไตรปิฎกมี 2 ระดับ คือ โลกิยะสัมมาทิฏฐิ และโลกุตตรสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ตามประสบการณ์ ความรู้ และความเข้าใจของบุคคล ผลของสัมมาทิฏฐิต่อการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยในสังคมไทย ใน 4 ด้านหลัก ดังนี้ สุขภาพกาย สุขภาพจิต ความสัมพันธ์ทางสังคม และสิ่งแวดล้อม กล่าวคือ ด้านสุขภาพกาย สัมมาทิฏฐิช่วยเสริมสร้างให้ผู้สูงวัยยอมรับความเสื่อมถอยของร่างกายด้วยความเข้าใจในความไม่เที่ยง พร้อมทั้งมีแนวทางในการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม ในด้านสุขภาพจิต สัมมาทิฏฐิช่วยเสริมสร้างการยอมรับการเปลี่ยนแปลงและลดความยึดมั่นในอดีต ทำให้ผู้สูงวัยสามารถอยู่กับปัจจุบันได้อย่างมีความสุข ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม สัมมาทิฏฐิเป็นสะพานที่ช่วยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชน และด้านสิ่งแวดล้อม สัมมาทิฏฐิช่วยเสริมสร้างให้ผู้สูงวัยมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ มีการบริหารจัดการทรัพย์สินของตนเองอย่างเหมาะสม ช่วยให้ผู้สูงวัยสามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งส่งผลให้เกิดความมั่นคงและความสุขในชีวิต</p> เฉลิมพันธุ์ ศรีชนะชัยโชค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแห่งอนาคต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/FACJ/article/view/2433 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ศึกษาหลักการสากลกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทย https://so18.tci-thaijo.org/index.php/FACJ/article/view/2472 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดและหลักการสากลที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) สำหรับพระธรรมทูต และ 2) วิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างหลักการสากลของ SDGs กับแนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทย โดยใช้กรอบแนวคิดของ SDGs ที่กำหนดโดยองค์การสหประชาชาติ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาข้อมูลจากเอกสารหลักทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา ตลอดจนงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลักการสากลที่สอดคล้องกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทย ได้แก่ หลักความเสมอภาค ความยุติธรรมทางสังคม สิทธิมนุษยชน และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทั้งนี้ พระธรรมทูตไทยสามารถประยุกต์ใช้แนวคิดของ SDGs ในการเผยแผ่ธรรมะผ่านการส่งเสริมการศึกษาทางพระพุทธศาสนา การสร้างความตระหนักรู้ด้านจริยธรรมและคุณธรรม รวมถึงการพัฒนาแนวทางการเผยแผ่ที่สอดคล้องกับบริบทสังคมสมัยใหม่ นอกจากนี้ การศึกษายังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการคำนึงถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมและศาสนาในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในระดับสากล เพื่อให้สามารถถ่ายทอดหลักธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การบูรณาการหลักการสากลเข้ากับแนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทยสามารถช่วยเสริมสร้างบทบาทของพระพุทธศาสนาในระดับนานาชาติ และสนับสนุนการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืนผ่านหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา</p> พระวัชรพล โฆสธมฺโม ศาลาแดง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแห่งอนาคต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/FACJ/article/view/2472 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การเสริมสร้างความรักสากลตามหลักพระพุทธศาสนา https://so18.tci-thaijo.org/index.php/FACJ/article/view/2664 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความรักสากลในสังคมยุคใหม่และความรักสากลในพระพุทธศาสนา&nbsp; 2) เพื่อศึกษาการเสริมสร้างความรักสากลตามหลักพระพุทธศาสนา โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพด้านเอกสาร นำเสนอแบบพรรณนาโวหาร</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความรักสากลในสังคมยุคใหม่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยหลายอย่างประกอบเข้าด้วยกันซึ่งจะประสบความสำเร็จเรื่องความรักต้องมีความละเอียดที่ควรทำเพื่อรักษาความสัมพันธ์ และความรักให้ยืนยาวมั่นคงสิ่งสำคัญที่ต้องส่งเสริมความรักในสังคมยุคใหม่ต้องประกอบด้วย 1. เปิดใจคุยกัน 2. โอนอ่อน 3. คิดก่อนพูด 4. เปิดเผยความในใจให้แก่กันและที่สำคัญต้องมีเมตตาเป็นตัวยึดเหนียวจิตใจที่จะสามารถจะช่วยเสริมสร้างความรักต่อกันในสังคมยุคใหม่ได้ ส่วนความรักสากลในพระพุทธศาสนามีคำสอนในเรื่องความรักเป็นการพัฒนาในแบบที่มองความรักให้เป็นเพียงปรากฏการณ์เกิดขึ้นมาแล้วเปลี่ยนไปตามสภาพของเหตุปัจจัย โดยใช้ “เมตตา” เป็นเครื่องยืนยันความรักที่จัดเป็นไมตรีประกอบไปด้วย 1. เสน่หา (สิเนหะ) 2. เปมะ 3. เมตตา และ 4. เมตตาอัปมัญญา ซึ่งเป็นหลักการทางพระพุทธศาสนา</p> <p>ส่วนการเสริมสร้างความรักสากลตามหลักพระพุทธศาสนานั้นพบว่า คนในสังคมต้องอาศัยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเข้ามาส่งเสริมความรักให้ปฏิบัติเป็นระบบการควบคุมภายนอกและสามารถนำหลักธรรมมาใช้กับความรักขั้นต่างๆ ได้ เพื่อความรักตนเองความรักผู้อื่นและความรักแบบเมตตาได้ซึ่งเปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางไปในทิศทางที่ดีที่ถูกที่ควรทั้งยังเป็นการพัฒนาชีวิตให้มีความเจริญก้าวหน้าทางกายทางวาจาและทางใจ ดังนั้นการเสริมสร้างความรักให้ยั่งยืนจึงเป็นสิ่งสำคัญซึ่งอาศัยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาอันเป็นเครื่องขัดเกลาทางสังคมและเพื่อเป็นประโยชน์แก่บุคคลนั้น ๆ พร้อมทั้งยังความเจริญมาให้ด้านความรักอย่างแท้จริงด้วยการใช้หลักอัปปมัญญา คือ 1. รักตนเอง ซึ่งจัดเป็นความรักแบบสิเนหะ เป็นความรักที่เจือด้วยตัณหา 2. รักผู้อื่น จัดเป็นความรักแบบเปมะ หรือเคหสิตเปมะคือการได้อยู่ร่วมกันในชาติปางก่อน และด้วยการเกื้อกูลกันในชาติปัจจุบัน และ 3. ความรักแบบเมตตา เป็นความรักที่สม่ำเสมอกันแบบไม่มีประมาณ ไม่มีจำกัดขอบเขต ไม่มีการแบ่งแยก เท่าเทียมกัน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “เมตตาอัปปมัญญา”</p> จันทร์ธรรม อินทรีเกิด, ณัฐปภัสร์ เฑียรทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแห่งอนาคต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/FACJ/article/view/2664 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การสังเคราะห์กระบวนการเรียนรู้เชิงบูรณาการตามหลักภาวนา 4 เพื่อพัฒนานักเรียนในยุคดิจิทัล https://so18.tci-thaijo.org/index.php/FACJ/article/view/2375 <p>บทความวิชาการ เรื่อง “การสังเคราะห์กระบวนการเรียนรู้เชิงบูรณาการตามหลักภาวนา 4 เพื่อพัฒนานักเรียนในยุคดิจิทัล” กล่าวถึงความท้าทายอันสลับซับซ้อนของการจัดการศึกษาในยุคปัจจุบันที่ประสบปัญหาจากการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างล้นหลาม ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของผู้เรียนในหลากหลายมิติ เช่น ภาวะขาดสมาธิ การรับรู้แบบผิวเผิน ปัญหาสุขภาพจิต และการขาดจริยธรรมในโลกไซเบอร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของการจัดการศึกษาที่เน้นการถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการเพียงด้านเดียว บทความนี้จึงนำเสนอการสังเคราะห์กระบวนการเรียนรู้เชิงบูรณาการโดยใช้หลักภาวนา 4 ในพระพุทธศาสนาเป็นกรอบแนวคิด ประกอบด้วย กายภาวนา ศีลภาวนา จิตตภาวนา และปัญญาภาวนา มาประยุกต์ใช้ในบริบทของการศึกษายุคดิจิทัล โดยเน้นการบูรณาการทั้งสี่ด้านเข้าด้วยกันอย่างเป็นองค์รวมและเป็นระบบ อันจะนำไปสู่การพัฒนานักเรียนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีภูมิคุ้มกันทางปัญญาและจริยธรรม สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีสติ มีจิตใจที่มั่นคง มีพฤติกรรมทางจริยธรรมในโลกไซเบอร์ และมีปัญญาในการจัดการความรู้อย่างรู้เท่าทัน อันเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างมนุษย์ที่พัฒนาแล้วและสามารถดำรงชีวิตในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน</p> พระมหาทองจันทร์ กิตฺติปาโล กิ่งเกษ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแห่งอนาคต https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/FACJ/article/view/2375 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700