วารสารอินทนิลบริหารศาสตร์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/IAJ_FMS <p><strong>บรรณาธิการ : ดร.สรัญณี อุเส็นยาง</strong></p> คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ th-TH วารสารอินทนิลบริหารศาสตร์ 3057-0476 ปัจจัยทางการตลาด 4P ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อและบริโภคหมูแดดเดียว ของผู้บริโภคในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so18.tci-thaijo.org/index.php/IAJ_FMS/article/view/1940 <p>การวิจัยเรื่อง ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อและบริโภคหมูแดดเดียวของผู้บริโภคในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับการตัดสินใจเลือกซื้อและบริโภคหมูแดดเดียวของผู้บริโภคในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 2) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อและบริโภคหมูแดดเดียวของผู้บริโภคในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร คือ ผู้บริโภคที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 789,948 คน กลุ่มตัวอย่างได้จากการคำนวณตามสูตรของ Yamane ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และค่าความคลาดเคลื่อน 5% ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง คัดเลือกเฉพาะผู้ที่เคยซื้อและบริโภคหมูแดดเดียว เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 26–35 ปี มีอาชีพเป็นพนักงานบริษัทเอกชน และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนระหว่าง 10,001–20,000 บาท ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ อาชีพ และรายได้ ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อและบริโภคหมูแดดเดียวแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดพบว่า ปัจจัยด้านราคา และด้านผลิตภัณฑ์ มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อและบริโภคหมูแดดเดียวของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาดไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดสามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงของการตัดสินใจเลือกซื้อและบริโภคหมูแดดเดียวของผู้บริโภคได้ร้อยละ 89.00</p> รักษณ์คณา เทศสนั่น เนตรนภา เข็มทอง ลัดดาวัลย์ ทศภา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลบริหารศาสตร์ 2026-09-16 2026-09-16 3 2 1 14 นวัตกรรมการรับรู้ข่าวสารสิทธิประโยชน์ในโครงการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้ารับบริการหน่วยบริการเอกชนของประชาชนเขตสุขภาพที่ 12 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/IAJ_FMS/article/view/2427 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์รูปแบบนวัตกรรมที่ใช้ในการเผยแพร่ข้อมูลสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และศึกษาระดับอิทธิพลของปัจจัยด้านข้อมูลดังกล่าวที่มีต่อการตัดสินใจของประชาชนในเขตสุขภาพที่ 12 ในการเลือกเข้ารับบริการจากหน่วยบริการเอกชน โดยมุ่งเน้นการทำความเข้าใจบทบาทของการรับรู้ข้อมูลด้านสิทธิประโยชน์ที่ส่งผลต่อการเลือกใช้บริการสุขภาพ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนจำนวน 400 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งสัดส่วนตามจำนวนประชากรในแต่ละจังหวัดของพื้นที่ศึกษา เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ และมีการทดสอบความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเพื่อยืนยันความสอดคล้องภายในของเครื่องมือ ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า นวัตกรรมด้านข้อมูลที่ประชาชนรับรู้ โดยเฉพาะด้านความถูกต้องของสารสนเทศความสะดวกในการเข้าถึง และความเหมาะสมของการนำเสนอ มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการจากหน่วยบริการเอกชนอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับข้อมูลที่มีความชัดเจน เข้าใจง่าย และสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งการรับรู้สิทธิประโยชน์ที่ครบถ้วน สรุปผลได้ว่า นวัตกรรมด้านการเผยแพร่ข้อมูลสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการสุขภาพของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ การพัฒนาระบบการสื่อสารด้านสุขภาพให้มีความถูกต้องเข้าถึงง่าย และตอบสนองต่อความสนใจของประชาชน จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและส่งเสริมประสิทธิภาพการใช้บริการสุขภาพได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้สามารถนำผลการศึกษาไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาช่องทางการเผยแพร่ข้อมูลของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในอนาคต </p> มายานี เส็นเจริญ อิบรอฮิม สารีมาแซ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลบริหารศาสตร์ 2026-09-16 2026-09-16 3 2 15 37 ภาวะการมีงานทำของบัณฑิตสาขารัฐประศาสนศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/IAJ_FMS/article/view/2672 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะการมีงานทำของบัณฑิตสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ปีการศึกษา 2567 และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะการมีงานทำของบัณฑิตสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ปีการศึกษา 2567 โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกทวิ เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรเป้าหมาย คือ บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา ปีการศึกษา 2567 จำนวน 84 คน โดยเลือกกลุ่มแบบเจาะจง ใช้แบบสอบถามแบบออนไลน์ โดยข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกทวิ </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า บัณฑิตสาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ มีอัตราการมีงานทำร้อยละ 88.1 โดยร้อยละ 11.9 ยังว่างงาน ส่วนใหญ่ใช้เวลาหางานนาน 1-2 เดือน อยู่ที่ร้อยละ 29.8 รองลงมา ใช้เวลา 3-6 เดือนอยู่ที่ร้อยละ 27.4 รองลงมาได้งานทันทีหลังจบการศึกษา อยู่ที่ร้อยละ 15.5 รองลงมาใช้เวลาหางานมากกว่า 1 ปี อยู่ที่ร้อยละ 14.3 และสุดท้ายใช้เวลาหางาน 7-9 เดือน อยู่ที่ร้อยละ 13.1 โดยทำงานตรงสาย ร้อยละ 17.9 และไม่ตรงสาย ร้อยละ 70.2 สะท้อนความไม่สอดคล้องระหว่างหลักสูตรกับตลาดแรงงาน ผลการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกทวิพบว่าโมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของภาวะการมีงานทำได้ร้อยละ 12.4 (Nagelkerke R² = .124) โดยความรู้จากการเรียน (X<sub>1</sub>) เป็นตัวแปรที่มีแนวโน้มส่งผลต่อภาวะการมีงานทำมากที่สุด (B = −1.145, OR = 0.318, p = .056) ข้อเสนอแนะคือให้ปรับหลักสูตรให้ทันสมัย เน้นทักษะดิจิทัล เพิ่มโอกาสฝึกงาน และพัฒนาทักษะภาษาต่างประเทศ</p> อาฟันดี มะซา อับบาส อามิง ฮาซานะห์ มะเย็ง นินาซีลา เปาะสา เปาซี วานอง พัชนี ตูเล๊ะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลบริหารศาสตร์ 2026-09-16 2026-09-16 3 2 38 56 การบริหารส่วนท้องถิ่นที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์: การสังเคราะห์องค์ประกอบและแนวทางการประยุกต์ใช้ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/IAJ_FMS/article/view/2684 <p>ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนแปลงการบริหารราชการแผ่นดินโดยการสนับสนุนการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล การให้บริการเป็นไปโดยอัตโนมัติ การจัดการเชิงคาดการณ์ และการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ในการขับเคลื่อนกระบวนทัศน์ใหม่ของการบริหารส่วนท้องถิ่น (2) สังเคราะห์องค์ประกอบสำคัญของการบริหารส่วนท้องถิ่นที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ และ (3) พัฒนากรอบแนวคิดการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์สำหรับการบริหารส่วนท้องถิ่น การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการทบทวนและสังเคราะห์วรรณกรรมเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ การบริหารราชการแผ่นดิน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การกำกับดูแลอัจฉริยะ และการบริหารส่วนท้องถิ่น วิเคราะห์วรรณกรรมที่รวบรวมได้โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเชิงธีมเพื่อระบุแนวคิดที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ พื้นที่การใช้งาน เงื่อนไขที่เอื้ออำนวย ความเสี่ยงด้านการกำกับดูแล และผลกระทบต่อการบริหารส่วนท้องถิ่น ผลการวิจัยจัดเรียงเป็นห้ามิติที่เกี่ยวข้องกัน ได้แก่ การกำกับดูแลข้อมูล การตัดสินใจอย่างชาญฉลาด การให้บริการสาธารณะเป็นไปโดยอัตโนมัติ การมีส่วนร่วมของประชาชน และการกำกับดูแลที่ยั่งยืน มิติเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า AI สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหาร ประสิทธิผลของนโยบาย การจัดสรรทรัพยากร การเข้าถึงบริการ ความโปร่งใส การตอบสนอง และการกำกับดูแลบนพื้นฐานของหลักฐานได้อย่างไร การวิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นว่า การนำไปใช้ที่ประสบความสำเร็จขึ้นอยู่กับระบบข้อมูลที่เชื่อถือได้ ความพร้อมขององค์กร ความสามารถทางดิจิทัล การคุ้มครองด้านจริยธรรม การคุ้มครองความเป็นส่วนตัว ความรับผิดชอบต่อผลการตัดสินใจของอัลกอริทึม และการกำกับดูแลโดยมนุษย์ กรอบแนวคิดที่เสนอเชื่อมโยงความสามารถของ AI กับการสร้างคุณค่าสาธารณะ การบริหารการปกครองที่รับผิดชอบ และการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยให้พื้นฐานที่มีโครงสร้างสำหรับผู้กำหนดนโยบายและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการวางแผน ประเมิน และกำกับดูแลการนำ AI มาใช้ ในขณะที่ยังคงรักษาความรับผิดชอบและการบริหารที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง </p> สัญญา เคณาภูมิ สงกรานต์ จันทะปัสสา นิตยปภา จันทะปัสสา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลบริหารศาสตร์ 2026-09-16 2026-09-16 3 2 57 80 ประสิทธิผลของแนวคิด 3Rs ต่อการลดปริมาณขยะของประชาชน ในเขตพื้นที่อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส https://so18.tci-thaijo.org/index.php/IAJ_FMS/article/view/2888 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินประสิทธิผลของการนำแนวคิด 3Rs 2) ศึกษาระดับการรับรู้และความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับแนวคิด 3Rs 3) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำแนวคิด 3Rs ไปใช้ในการลดปริมาณขยะของประชาชน และ 4) เสนอแนวทางและข้อเสนอแนะในการพัฒนาการดำเนินงานตามแนวคิด 3Rs เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากประชาชนในเขตอำเภอเมืองนราธิวาส จำนวน 399 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตร Taro Yamane และสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ส่วนการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา </p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ด้านประสิทธิผลจากมุมมองของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การดำเนินงานตามหลัก 3Rs มีประสิทธิผลในระดับที่ดี แต่แตกต่างกันตามบริบทของพื้นที่ บางแห่งลดปริมาณขยะได้เป็นรูปธรรมถึงร้อยละ 50-60 โดยปัจจัยที่กำหนดความสำเร็จ คือ ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนและความต่อเนื่องของการติดตามประเมินผล ด้านการรับรู้และความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับแนวคิด 3Rs โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำแนวคิด 3Rs ไปใช้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยมาตรการหรือกฎระเบียบของท้องถิ่นมีอิทธิพลสูงสุด นอกจากนี้ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เสนอแนวทางการพัฒนา 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ การให้ความรู้ต่อเนื่องโดยเฉพาะด้านการรีไซเคิล การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมระดับบุคคล การสร้างความตระหนักและความรับผิดชอบต่อขยะของตนเอง และการขยายกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับหน่วยงานหรือชุมชนต้นแบบอื่น โดยสรุป แนวคิด 3Rs มีประสิทธิผลในการลดปริมาณขยะของประชาชนในพื้นที่ศึกษาอยู่ในระดับที่ดี ความสำเร็จมิได้ขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจของประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมของปัจจัยเชิงโครงสร้าง บริบทเฉพาะของพื้นที่ และความต่อเนื่องของการติดตามประเมินผล</p> นัสริน มะแซสะอิ ณัฐรินีย์ ชูตระกูล รุสมาวาตี สือแม ศอดิกิณน์ มะแล๊ะ พัชนี ตูเล๊ะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลบริหารศาสตร์ 2026-09-16 2026-09-16 3 2 81 104 เมื่ออิคิไกไม่บรรจบ: จริยศาสตร์แห่งความไม่สมบูรณ์ในชีวิตการทำงาน ยุคทุนนิยมตอนปลาย https://so18.tci-thaijo.org/index.php/IAJ_FMS/article/view/2111 <p>บทความวิชาการเชิงทฤษฎีนี้วิเคราะห์ความตึงเครียดเชิงศีลธรรมที่ปรากฏขึ้น เมื่อ "อิคิไก" (ikigai) ในฐานะอุดมคติของชีวิตที่มีความหมาย ไม่อาจบรรจบกับเงื่อนไขจริงของงาน องค์กร และการดำรงชีพในสังคมทุนนิยมตอนปลาย ผู้เขียนเสนอข้อโต้แย้งว่า การที่อิคิไกถูกเคลื่อนย้ายจากบริบทเชิงจริยศาสตร์และชุมชนญี่ปุ่นเข้าสู่วาทกรรมการจัดการแบบเสรีนิยมใหม่ มิได้เป็นเพียงการแปลข้ามวัฒนธรรม หากเป็นการ "ทำให้กลายเป็นเทคโนโลยี" ที่แปรความหมายของชีวิตให้กลายเป็นทรัพยากรเชิงองค์กร โดยอาศัยกรอบ Weberian ว่าด้วยจริยธรรมแห่งหน้าที่ (Calling) ผสานกับแนวคิดภาวะไร้บรรทัดฐาน (Anomie) ของ Durkheim และวิจารณญาณของ Foucault ว่าด้วยการกำกับตนเอง (Governmentality) บทความสังเคราะห์ขึ้นเป็น กรอบทฤษฎีใหม่สองชุด ได้แก่ Non-Convergent Ikigai Framework สำหรับอธิบายชีวิตที่ความหมาย งาน และการอยู่รอดเคลื่อนตัวในความตึงเครียดอย่างถาวร และ Organizational Ikigai Trap สำหรับวิพากษ์ข้อจำกัดเชิงจริยธรรมของการบริหารแบบเน้นเป้าหมาย (Purpose-driven Management) ข้อเสนอเชิงทฤษฎีของบทความคือ การคืนอิคิไกสู่จริยศาสตร์แห่งความเป็นมนุษย์ มิใช่ผ่านการเรียกร้องให้ชีวิตต้องลงตัว หากแต่ผ่านการยอมรับความไม่สมบูรณ์ ความเปราะบาง และคุณค่าที่อยู่นอกตรรกะตลาด ในฐานะองค์ประกอบสำคัญของศักดิ์ศรีในชีวิตการทำงานร่วมสมัย</p> ญาตาวีมินทร์ พืชทองหลาง ประทีป พืชทองหลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลบริหารศาสตร์ 2026-09-16 2026-09-16 3 2 105 133