วารสารอินทนิลบริหารศาสตร์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/IAJ_FMS <p><strong>บรรณาธิการ : ดร.สรัญณี อุเส็นยาง</strong></p> th-TH sarannee@pnu.ac.th (ดร.สรัญณี อุเส็นยาง) namthip.c@pnu.ac.th (นางสาวน้ำทิพย์ ชำนิอารัญ) Wed, 08 Apr 2026 12:58:52 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนากรอบแนวคิดความสามารถเชิงนวัตกรรมของผู้ประกอบการภายใต้บริบทเฉพาะ: การทบทวนวรรณกรรม https://so18.tci-thaijo.org/index.php/IAJ_FMS/article/view/1913 <p>บทความวิชาการเชิงแนวคิดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาความสามารถเชิงนวัตกรรมของผู้ประกอบการในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี และยะลา พื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมและสังคมที่ซับซ้อน และเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง การศึกษานี้ใช้การทบทวนวรรณกรรมและการสังเคราะห์เชิงแนวคิดจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาบูรณาการเป็นกรอบแนวคิดที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของพื้นที่ จากการสังเคราะห์วรรณกรรมพบว่า ปัจจัยสำคัญที่มีบทบาทต่อการพัฒนาความสามารถเชิงนวัตกรรมของผู้ประกอบการ ได้แก่ การบริหารจัดการทรัพยากร การเรียนรู้และพัฒนาตนเอง และการสนับสนุนจากภาครัฐ ขณะเดียวกันบริบททางวัฒนธรรมและสังคมทำหน้าที่เป็นปัจจัยแวดล้อมที่สามารถเสริมสร้างหรือจำกัดความสามารถดังกล่าวได้ ผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวและเข้าใจบริบทท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง มีแนวโน้มที่จะพัฒนานวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดและสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจในระยะยาว</p> <p>บทความนี้จึงนำเสนอกรอบแนวคิดที่สามารถใช้เป็นพื้นฐานสำหรับการศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์ในอนาคต ตลอดจนเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายและกลยุทธ์เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน</p> อัฟซา อาแว, โซเฟีย สามะอาลี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลบริหารศาสตร์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/IAJ_FMS/article/view/1913 Wed, 08 Apr 2026 00:00:00 +0700 ความพร้อมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลต่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน ของสถานประกอบการยานยนต์สมัยใหม่ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/IAJ_FMS/article/view/2004 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความพร้อมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลต่อความได้เปรียบทางการแข่งขันของสถานประกอบการยานยนต์สมัยใหม่ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลและยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การศึกษาได้ทำการสังเคราะห์แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องได้แก่ ทฤษฎีมุมมองฐานทรัพยากร ทฤษฎีความได้เปรียบทางการแข่งขัน และแนวคิดความพร้อมด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างกรอบแนวคิดในการวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า ระดับความพร้อมด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งประกอบด้วยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ความพร้อมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่ใช้ในงานบริการและซ่อมบำรุงยานยนต์ ความพร้อมด้านทักษะและความรู้ด้านดิจิทัลของบุคลากร และความพร้อมด้านการสนับสนุนและการตัดสินใจเชิงดิจิทัลของผู้บริหาร เป็นทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญอย่างยิ่ง การมีทรัพยากรเหล่านี้จะนำไปสู่การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนให้แก่องค์กร โดยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและคุณภาพการบริการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง และทำให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้ นอกจากนี้ พบว่าองค์กรที่มีระดับความพร้อมสูงสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ยกระดับคุณภาพบริการ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน ดังนั้น ระดับความพร้อมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลจึงเป็นปัจจัยเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญต่อการพัฒนาและความสามารถในการแข่งขันของสถานประกอบการยานยนต์สมัยใหม่ </p> แวนูรบัลคิส บินแวยะโกะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลบริหารศาสตร์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/IAJ_FMS/article/view/2004 Wed, 08 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการรู้ดิจิทัลของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาแพร่ เขต 2 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/IAJ_FMS/article/view/1815 <p>บทความวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรู้ดิจิทัลของครู 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการรู้ดิจิทัลของครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อการรู้ดิจิทัลของครู และ 4) สร้างสมการพยากรณ์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการรู้ดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 2 กลุ่มตัวอย่างการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 2 จำนวน 248 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างด้วยตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน ได้มาจากวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนของกลุ่มเครือข่ายโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 การรู้ดิจิทัลของครู ตอนที่ 3 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการรู้ดิจิทัลของครู ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา จากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน ได้ค่าดัชนีสอดคล้องความตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.60 ถึง 1.00 ตัวแปรพยากรณ์ทั้ง 5 ตัว มีค่า Tolerance ต่ำสุด คือ 0.426 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องมากกว่า 0.1 และค่า VIF มีค่าระหว่าง 1.440 – 2.162 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียรสัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบปกติ </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการรู้ดิจิทัลของครู อยู่ในระดับมากที่สุด 2) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการรู้ดิจิทัลของครู อยู่ในระดับมากที่สุด 3) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรพยากรณ์ที่ส่งผลต่อการรู้ดิจิทัลของครู อยู่ระหว่าง 0.323 - 0.446 และ 4) ผลการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ถดถอยพหุคูณแบบปกติของปัจจัยที่ส่งผลต่อการรู้ดิจิทัลของครู มีระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ประกอบด้วย 3 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านนโยบายและการบริหารจัดการด้านดิจิทัลของสถานศึกษา (X<sub>1</sub>) ปัจจัยด้านประสบการณ์และความสามารถด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (X<sub>4</sub>) และ ปัจจัยด้านแรงจูงใจในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (X<sub>5</sub>) ส่งผลต่อการรู้ดิจิทัลของครู โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ 0.561 มีอำนาจพยากรณ์ (R<sup>2</sup>) ได้ร้อยละ 31.50 มีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานเท่ากับ 0.259 เขียนสมการได้ดังนี้ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ = 1.845 + 0.153(X<sub>1</sub>) + 0.176 (X<sub>4</sub>) + 0.197(X<sub>5</sub>) สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน = 0.202(X<sub>1</sub>) + 0.239 (X<sub>4</sub>) + 0.237(X<sub>5</sub>)</p> พัชราภรณ์ ทองแสน, สถิรพร เชาวน์ชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลบริหารศาสตร์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/IAJ_FMS/article/view/1815 Wed, 08 Apr 2026 00:00:00 +0700 การยอมรับเทคโนโลยีและคุณค่าตราสินค้าที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อไอแพด (iPad) ของนักศึกษาระดับอุดมศึกษาในจังหวัดสงขลา https://so18.tci-thaijo.org/index.php/IAJ_FMS/article/view/1866 <p>งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อไอแพด (iPad) ของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา ในจังหวัดสงขลา และ (2) ศึกษาคุณค่าตราสินค้าที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อไอแพดของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา ในจังหวัดสงขลา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาของมหาวิทยาลัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา จำนวน 400 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ซึ่งมีข้อคำถามแบบเลือกตอบและแบบวัดประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า การยอมรับเทคโนโลยีมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อไอแพดของนักศึกษาระดับอุดมศึกษาในจังหวัดสงขลาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยตัวแปรที่มีอิทธิพลสูงสุด ได้แก่ การรับรู้ถึงประโยชน์ รองลงมาคือ การรับรู้ถึงความเสี่ยง ความง่ายต่อการใช้งาน และอิทธิพลทางสังคม ตามลำดับ โดยแบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจซื้อได้ร้อยละ 61 ขณะเดียวกัน คุณค่าตราสินค้าพบว่ามีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญเช่นเดียวกัน โดยการรับรู้ถึงคุณภาพเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาคือ ความภักดีต่อตราสินค้า การเชื่อมโยงตราสินค้า และการรับรู้ตราสินค้า ตามลำดับ โดยแบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจซื้อได้ร้อยละ 68 ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า ความตั้งใจซื้อไอแพดของนักศึกษาเกิดจากการประเมินร่วมกันระหว่างปัจจัยด้านเทคโนโลยีและคุณค่าทางตราสินค้าอย่างเป็นระบบ </p> อนุวัต สงสม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลบริหารศาสตร์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/IAJ_FMS/article/view/1866 Wed, 08 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารลูกค้าสัมพันธ์กับการบอกต่อ ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของลูกค้าธุรกิจจำหน่ายรถยนต์มือสองในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา https://so18.tci-thaijo.org/index.php/IAJ_FMS/article/view/1867 <p>การบอกต่อผ่านสื่ออิเลกทรอนิกส์ของลูกค้าก่อให้เกิดการรับรู้ข้อมูลของลูกค้ามุ่งหวัง อันจะส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าได้รวดเร็วขึ้น การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารลูกค้าสัมพันธ์กับการบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของลูกค้าธุรกิจจำหน่ายรถยนต์มือสองในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบอกต่อผ่านสื่ออิเลกทรอนิกส์ของลูกค้าธุรกิจรถยนต์มือสอง 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารลูกค้าสัมพันธ์กับการบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และ 3) เปรียบเทียบการบอกต่อผ่านสื่ออิเลกทรอนิกส์จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล การวิจัยครั้งนี้ใช้ลูกค้าธุรกิจรถยนต์มือสองในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตามสะดวก ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์พหุคูณ การทดสอบค่าทีและการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ระดับการบอกต่อผ่านสื่ออิเลกทรอนิกส์ของลูกค้ารถยนต์มือสองในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาอยู่ในระดับมาก การบริหารลูกค้าสัมพันธ์มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการบอกต่อผ่านสื่ออิเลกทรอนิกส์ของลูกค้ารถยนต์มือสองทั้งโดยภาพรวมและรายด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยการบริหารการสื่อสารระหว่างผู้ประกอบการกับลูกค้าเป็นวิธีการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ที่มีความสัมพันธ์กับการบอกต่อผ่านสื่ออิเลกทรอนิกส์สูงที่สุด รองลงมาคือการสร้างสัมพันธภาพกับลูกค้า ในขณะที่การเข้าใจความคาดหวังของลูกค้าและการติดตามลูกค้ามีความสัมพันธ์กับการบอกต่อผ่านสื่ออิเลกทรอนิกส์ในระดับปานกลางเท่านั้น นอกจากนี้ผลการวิจัยยังพบว่าลูกค้าที่มีพื้นที่อาศัย อายุ และรายได้ต่อเดือนต่างกัน มีระดับการบอกต่อผ่านสื่ออิเลกทรอนิกส์แตกต่างกัน</p> อิบนิลอายาด ตุดบัตร, พิเชษฐ์ พรหมใหม่ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลบริหารศาสตร์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/IAJ_FMS/article/view/1867 Wed, 08 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาโมบายแอปพลิเคชันเพื่อยกระดับทักษะภาษาไทย โดยใช้แนวคิดไมโครเลิร์นนิงสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 3 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/IAJ_FMS/article/view/1914 <p>ในยุคดิจิทัล เทคโนโลยีการเรียนรู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะทางภาษา โดยเฉพาะแนวคิดไมโครเลิร์นนิง ซึ่งเน้นการจัดเนื้อหาเป็นหน่วยการเรียนรู้ขนาดสั้นที่มีเป้าหมายชัดเจน สามารถช่วยลดความซับซ้อนของเนื้อหาและส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในผู้เรียนระดับประถมศึกษาที่มีช่วงความสนใจจำกัด การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโมบายแอปพลิเคชันเพื่อยกระดับทักษะภาษาไทยที่ใช้แนวคิดไมโครเลิร์นนิงสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 3 และเพื่อประเมินประสิทธิภาพของโมบายแอปพลิเคชัน พร้อมทั้งเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนก่อนและหลังการใช้งาน กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 30 คน จากโรงเรียนบ้านลุโบะดาโต๊ะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ โมบายแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้น แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ โดยเครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และมีค่าดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหา 0.86 อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบ t-test แบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์ และการประเมินประสิทธิภาพสื่อการเรียนรู้ตามเกณฑ์มาตรฐาน E1/E2 ผลการวิจัยพบว่า โมบายแอปพลิเคชันที่พัฒนามีค่าประสิทธิภาพตามเกณฑ์ E1/E2 = 0.82/0.89 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สะท้อนให้เห็นว่าผู้เรียนมีพัฒนาการทักษะภาษาไทยดีขึ้นหลังการใช้งาน ความพึงพอใจของผู้ใช้ต่อแอปพลิเคชันมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.30 ซึ่งอยู่ในระดับมาก ผลการวิจัยยืนยันว่าการประยุกต์ใช้แนวคิดไมโครเลิร์นนิงผ่านโมบายแอปพลิเคชันเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิผลในการยกระดับทักษะภาษาไทยของผู้เรียนระดับประถมศึกษา โดยเฉพาะในบริบทพื้นที่พหุภาษาที่ผู้เรียนมีภาษาแม่ที่หลากหลาย</p> กัสมี สวัสดิภาพ, อัสรีนา ซากาปลายะ, ผการัตน์ ทองจันทร์, สุรเชษฐ์ สังขพันธ์, เจ๊ะอีลยาส โตะตาหยง, ศิริลักษณ์ อินทสโร, พระรักษ์ อมรศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอินทนิลบริหารศาสตร์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/IAJ_FMS/article/view/1914 Wed, 08 Apr 2026 00:00:00 +0700