วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JEDULPRU วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง th-TH วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 3057-0808 บทบรรณาธิการ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JEDULPRU/article/view/2715 <p>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง เป็นวารสารวิชาการในรูปแบบออนไลน์ที่มี<br>เป้าหมายเพื่อให้เป็นพื้นที่นำเสนอผลงานทางวิชาการทางด้านการศึกษาและสาขาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่<br>ด้านศึกษาศาสตร์ เช่น ปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา ฯลฯ ศาสตร์การสอนด้าน<br>วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี รวมไปถึงศาสตร์การสอนด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์<br>เช่น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ดนตรี ศิลปะ สังคมศึกษา หรือที่เกี่ยวข้อง เพื่อความ<br>เจริญก้าวหน้าทางด้านความรู้และด้านการวิจัย</p> ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 2026-06-24 2026-06-24 2 2 นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้นอกห้องเรียนเพื่อพัฒนาทักษะผู้เรียนในเขตเมืองเชียงราย https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JEDULPRU/article/view/1590 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการจัดการเรียนรู้นอกห้องเรียนเพื่อ<br />ส่งเสริมการพัฒนาทักษะผู้เรียนในเขตเมืองเชียงราย และ 2) เสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้<br />นอกห้องเรียนเชิงนวัตกรรมที่เหมาะสมกับบริบทเขตเมืองเชียงราย อันจะนำไปสู่การพัฒนา<br />ทักษะผู้เรียนอย่างรอบด้านและยั่งยืน ประชากร ได้แก่ครูผู้สอนกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา<br />และวัฒนธรรม 9 คน และนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 9 คน รวม 18 คน จากโรงเรียน<br />มัธยมศึกษา 3 แห่งในเขตเทศบาลนครเชียงราย โดยการเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลระหว่าง<br />เดือนพฤษภาคม–กันยายน พ.ศ. 2568 ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตภาคสนาม และ<br />การวิเคราะห์เอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและตีความเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สามารถสังเคราะห์กระบวนการ 6 ขั้น อย่างเป็นระบบ ได้แก่ (1)<br />การเชื่อมโยงกับพื้นที่และชุมชน (2) มีประสบการณ์ตรง (3) การสะท้อนคิดเชิงลึก (4) การ<br />สร้างองค์ความรู้ (5) การทดลองและแก้ปัญหา และ (6) การพัฒนาอัตลักษณ์และความเป็น<br />พลเมือง 2) บทบาทครูเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดความรู้ไปสู่ผู้ออกแบบและเอื้ออำนวยการเรียนรู้<br />ขณะที่ผู้เรียนมีบทบาทสำคัญในการสร้างองค์ความรู้จากประสบการณ์จริง ส่งผลให้การเรียนรู้<br />มีความหมายและเชื่อมโยงกับบริบทท้องถิ่นมากขึ้น ทั้งนี้ ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่สำคัญคือการบูร<br />ณาการแหล่งเรียนรู้ในชุมชน การจัดกิจกรรมสะท้อนคิด และการใช้การประเมินที่หลากหลาย<br />เพื่อสนับสนุนการพัฒนาผู้เรียนอย่างยั่งยืน</p> กฤติภัทร สระทองชุน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 2026-06-24 2026-06-24 2 2 การพัฒนาการโค้ชการสอน (Instructional Coaching) ที่เสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกที่สะท้อนทักษะการรู้คิดและความเป็นนวัตกรสำหรับนักศึกษาครู มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมชื่อบทความวิจัย https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JEDULPRU/article/view/1933 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาแนวทางการโค้ชการสอนที่เสริมสร้างสมรรถนะ<br />การจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกที่สะท้อนทักษะการรู้คิดและความเป็นนวัตกรของนักศึกษาครู (2)<br />ศึกษาผลการโค้ชการสอนที่เสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกที่สะท้อนทักษะ<br />การรู้คิดและความเป็นนวัตกรของนักศึกษาครู กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญและผู้มี<br />ประสบการณ์ 10 คน ครูพี่เลี้ยง 30 คน และนักศึกษาครู หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต 4 ปี<br />จำนวน 30 คน ในภาคเรียนที่ 1/2567 ที่ได้มาจากการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่<br />ใช้ในการวิจัย จำนวน 8 ชุด ได้แก่ (1) แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์การ<br />โค้ชการสอนของครูพี่เลี้ยง มีค่า IOC 0.60–1.00 ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.91 (2) แนว<br />ทางการโค้ชการสอน ค่าเฉลี่ยความเหมาะสมอยู่ในระดับดี (3) แผนปฏิบัติการโค้ชการสอน<br />ค่าเฉลี่ยความเหมาะสมอยู่ในระดับดี(4) แบบสัมภาษณ์สำหรับครูพี่เลี้ยงมีค่า IOC 0.60–1.00<br />(5) แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจแบ่งเป็น 2 ชุด ชุดที่ 1 สำหรับครูพี่เลี้ยง ค่าความเชื่อมั่น<br />KR-20 =0.89 ชุดที่ 2 สำหรับนักศึกษาครู ค่าความเชื่อมั่น KR-20 = 0.82 (6) แบบประเมิน<br />ความสามารถการโค้ชการสอนของครูพี่เลี้ยง มีค่า IOC 0.60–1.00 (7) แบบประเมิน<br />ความสามารถการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก มีค่า IOC 0.60–1.00 และ (8) แบบ<br />ประเมินความสามารถการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกของนักศึกษาครูมีค่า IOC 0.60–1.00 สถิติ<br />ที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าดัชนี<br />PNImodified</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (1) การพัฒนาการโค้ชการสอน ดังนี้ (1.1) แนวทางการโค้ชการ<br />สอนแบบ PAOR-5C Coaching Approach ที่พัฒนาขึ้นมีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.60–1.00<br />ค่าเฉลี่ยความเหมาะสมอยู่ระดับดี 1.2)แผนปฏิบัติการโค้ชการสอนที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพระดับ<br />ดี (2)ผลการโค้ชการสอน พบว่า 2.1) สภาพปัจจุบันของการโค้ชการสอนของครูพี่เลี้ยงอยู่<br />ระดับปานกลาง ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ระดับดีมาก มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็น<br />PNIModified= 0.51 ภายหลังการโค้ชการสอน ครูพี่เลี้ยงมีความรู้ความเข้าใจ และความสามารถ<br />การโค้ชสูงกว่าก่อนการโค้ชอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ0.05 ทั้งวงรอบที่ 1 และวงรอบที่<br />2 สำหรับนักศึกษาครู ความสามารถการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกของนักศึกษาครูเพิ่มขึ้นจาก<br />ระดับควรปรับปรุงเป็นระดับดี ทั้งด้านการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ และการจัดการเรียนรู้<br />แบบเชิงรุก มีคะแนนพัฒนาการสูงขึ้นตามลำดับ และแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่<br />ระดับ 0.05 ทั้งวงรอบที่ 1 และ 2 การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การโค้ชการสอนพัฒนาสมรรถนะครูพี่<br />เลี้ยงและนักศึกษาครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นแนวทางที่สามารถนำไปขยายผลใน<br />สถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ ได้</p> suthon wongdaeng ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 2026-06-24 2026-06-24 2 2 การกำกับดูแลเชิงกลยุทธ์ของคณะกรรมการบริหารในการระดมทรัพยากรทางการศึกษาของวิทยาลัยเอกชนระดับอุดมศึกษาในกรุงเทพมหานคร ภายใต้กรอบ ESG เพื่อความเป็นเลิศและความยั่งยืนของธุรกิจการศึกษา https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JEDULPRU/article/view/1991 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับและลักษณะการมีส่วนร่วมของ<br />คณะกรรมการบริหารวิทยาลัยเอกชนระดับอุดมศึกษาในกรุงเทพมหานครในการระดม<br />ทรัพยากรทางการศึกษา (2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทด้านธรรมาภิบาลกับ<br />ศักยภาพในการระดมทรัพยากรและความสามารถในการแข่งขันของสถาบัน และ (3) ศึกษา<br />การบูรณาการการจัดการสิ่งแวดล้อมและกลไกคาร์บอนเครดิตในการสร้างความยั่งยืนของ<br />ธุรกิจการศึกษาการวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากคณะ<br />กรรมการบริหารและผู้บริหารระดับนโยบายของวิทยาลัยเอกชนระดับอุดมศึกษาใน<br />กรุงเทพมหานคร เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า การสัมภาษณ์เชิง<br />ลึก และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ข้อมูล<br />เชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยพบว่า (1) คณะกรรมการบริหารมีส่วนร่วมใน<br />การระดมทรัพยากรในระดับสูง โดยมีบทบาทเด่นด้านการกำหนดวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ การ<br />ตัดสินใจลงทุน และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (2) ปัจจัยด้านธรรมาภิบาล ได้แก่ ความ<br />โปร่งใส ความรับผิดชอบ และการกำกับดูแลความเสี่ยง มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับ<br />ประสิทธิภาพการระดมทรัพยากร ความสามารถในการแข่งขัน และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้<br />ส่วนเสีย และ (3) การบูรณาการการจัดการสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนเครดิตมีส่วนช่วยเพิ่ม<br />มูลค่าทางเศรษฐกิจ ลดความเสี่ยง และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กรในระยะยาวองค์ความรู้<br />ใหม่จากการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นกลไกเชิงเหตุว่า บทบาทของคณะกรรมการบริหารด้านธรรมาภิบาล<br />ทำหน้าที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อกระบวนการระดมทรัพยากร ผ่านการ<br />กำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ การสร้างความเชื่อมั่น และการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือ ซึ่ง<br />นำไปสู่ความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของสถาบันในระยะยาวผลการวิจัยสามารถ<br />ใช้เป็นกรอบเชิงนโยบายและแนวทางเชิงปฏิบัติสำหรับการพัฒนาบทบาทของคณะ<br />กรรมการบริหารในการขับเคลื่อนวิทยาลัยเอกชนสู่การเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มีความยั่งยืน<br />และตอบสนองต่อบริบทการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจการศึกษา</p> ณฐาพัชร์ วรพงศ์พัชร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 2026-06-24 2026-06-24 2 2 การจัดการเรียนรู้ภาษาจีนตามแนวคิดการศึกษาเชิงวิพากษ์ ในบริบทพหุวัฒนธรรมสำหรับนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JEDULPRU/article/view/2271 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.วิเคราะห์เชิงวิพากษ์แนวทางการจัดการเรียนรู้<br />ภาษาจีนกลางในบริบทพหุวัฒนธรรม 2. นำเสนอกรณีศึกษาการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด<br />การศึกษาเชิงวิพากษ์ (Critical Pedagogy) ที่โรงเรียนปางมะผ้าพิทยาสรรพ์ จังหวัด<br />แม่ฮ่องสอน และ 3.เสนอแนวทางเชิงปฏิบัติสำหรับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาจีนใน<br />สถานศึกษาที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ การศึกษาใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพแบบ<br />กรณีศึกษา เก็บข้อมูลด้วยการสังเกตชั้นเรียนแบบมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และ<br />การวิเคราะห์ชิ้นงานนักเรียนจำนวน 17 คน โดยวิเคราะห์ผ่านการตรวจสอบสามเส้า<br />(Triangulation) ภายใต้กรอบทฤษฎีบูรณาการของ Freire (1970), Vygotsky (1978), Gay<br />(2010), Norton (2000) และ Yosso (2005) ผลการวิเคราะห์พบว่าการนำแนวคิดการศึกษา<br />เชิงวิพากษ์มาประยุกต์ใช้ส่งผลเชิงบวก 3 ด้าน ได้แก่ 1.นักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์มีแรงจูงใจและ<br />การมีส่วนร่วมในชั้นเรียนเพิ่มขึ้น 2.นักเรียนพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และความสามารถ<br />ในการตั้งคำถามต่อความสัมพันธ์เชิงอำนาจในภาษา และ 3.รักษาอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์<br />ได้มากขึ้นควบคู่กับการพัฒนาสมรรถนะทางภาษาจีน บทความนี้จึงเสนอแนวทางเชิงปฏิบัติ<br />4 ประการและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 4 ประการสำหรับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้<br />ภาษาจีนที่เคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสิทธิทางการศึกษาของกลุ่มชาติพันธุ์</p> อภูว์ธัฏฏ์ ภูมิภัทรเมศร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 2026-06-24 2026-06-24 2 2 การพัฒนาแบบทดสอบทักษะการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JEDULPRU/article/view/2601 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาของ<br />แบบทดสอบทักษะการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย<br />และ 2) ตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบทักษะการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ในด้านความเที่ยง<br />ในการตรวจให้คะแนน ความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก และความตรงตามสภาพ มีกลุ่ม<br />ตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย (ป.4-ป.6) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา<br />ประถมศึกษา นราธิวาส เขต 1 จำนวน 60 คน ชั้นละ 20 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลาย<br />ขั้นตอน แบบทดสอบที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นประกอบด้วยข้อคำถามแบบอัตนัย 5 ข้อ มีเกณฑ์ให้<br />คะแนนแบบรูบริคส์แยกองค์ประกอบตามขั้นตอนการแก้ปัญหาของโพลยา ผลการพัฒนา<br />แบบทดสอบ พบว่า แบบทดสอบมีคุณภาพด้านความตรงตามเนื้อหา มีค่าดัชนีความสอดคล้อง<br />อยู่ระหว่าง 0.7-1.0 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนด (≥ 0.70) ทุกข้อ ผลการใช้เกณฑ์ให้คะแนนระหว่าง<br />ผู้ตรวจสองคนพบว่ามีความเที่ยงระหว่างผู้ตรวจสูง (rxy=.99, p&lt;.01) แบบทดสอบที่พัฒนาขึ้น<br />มีค่าความยากง่ายทั้งฉบับเท่ากับ 0.67 และค่าอำนาจจำแนกทั้งฉบับเท่ากับ 0.28 และ<br />แบบทดสอบมีค่าความเที่ยงด้วยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.80 และมีความ<br />ตรงตามสภาพโดยนักเรียนกลุ่มทราบผลมีค่าเฉลี่ยคะแนนสอบสูงกว่านักเรียนกลุ่มทั่วไปอย่างมี<br />นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 [t(58)=2.59, p=.006, d=0.68]</p> Juta Tammachart ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 2026-06-24 2026-06-24 2 2 รางวัลแด่ความว่างเปล่า: เมื่อการศึกษาทำให้มนุษย์ลืมว่าเคยฝัน https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JEDULPRU/article/view/2716 <p>"OBE (Outcome-Based Education) คือ แนวคิดในการจัดการศึกษาที่เน้นไปที่การตั้งเป้าหมายว่า<br>"ผู้เรียนจะสามารถทำอะไรได้บ้างเมื่อเรียนจบ" เป็นหลักสำคัญที่แทนที่จะเน้นเพียงแค่เนื้อหาที่ต้องสอนหรือ<br>ชั่วโมงเรียนที่ต้องครบถ้วน แนวคิดนี้จะเริ่มจากการกำหนด ผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes) ที่<br>ชัดเจนเป็นรูปธรรม จากนั้นจึงค่อยออกแบบหลักสูตร วิธีการสอน และเครื่องมือวัดผลทั้งหมดให้มุ่งไปสู่การ<br>บรรลุผลลัพธ์เหล่านั้น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบัณฑิตที่จบออกไปทุกคนจะมีสมรรถนะและคุณลักษณะที่ตรงตาม<br>ความต้องการของสังคมและตลาดแรงงานอย่างแท้จริง ทำให้ OBE เป็นกระบวนการที่เน้นผู้เรียนเป็น<br>ศูนย์กลางและให้ความสำคัญกับ คุณภาพ ของผลลัพธ์ที่วัดผลได้มากกว่า ปริมาณ ของเนื้อหาที่สอนไป" ถ้าดู<br>นิยามความหมายของ OBE ที่ถูกเขียนไว้ในเบื้องแรก จะพบว่าระบบนี้ดูจะเป็นระบบที่ดีและช่วยให้ผู้เรียนใน<br>ระดับอุดมศึกษาได้รับอะไรมากมายจากตัวระบบที่ถูกออกแบบเอาไว้</p> ฐนพงศ์ ลือขจรชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 2026-06-24 2026-06-24 2 2 ความเคลื่อนไหวด้านการศึกษาจากทั่วโลก https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JEDULPRU/article/view/2717 <p>ข้อมูลการศึกษาไทยที่น่าสนใจ<br>“จำนวนอัตราการบรรจุข้าราชการครู 2570-2578<br>และผู้เรียนในคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ทุกชั้นปี<br>ในปีการศึกษา 2568”</p> <p>กองบรรณาธิการ</p> ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 2026-06-24 2026-06-24 2 2