https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JEILD/issue/feed Journal of Educational Innovation and Learning Development 2026-07-02T08:51:37+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศศิรดา เเพงไทย jeild3108@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต (</strong><strong>Aim and Scope)</strong></p> <p> Journal of Educational Innovation and Learning Development ISSN : XXXX - XXXX (online) มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ ในสาขาที่เกี่ยวข้องด้านศึกษาศาสตร์ โดยทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร<br /></strong> 1) บทความวิจัย (Research Article) เป็นบทความที่นำเสนอการค้นคว้าวิจัย ทางด้านศึกษาศาสตร์<br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเสนอแนวคิดใหม่ ทางด้านศึกษาศาสตร์</p> <p><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร<br /></strong> Journal of Educational Innovation and Learning Development มีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ดังนี้<br /> - ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน<br /> - ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม </p> <p><strong>อัตราค่าธรรมเนียมตีพิมพ์บทความ<br /></strong> บทความวิจัย และบทความวิชาการ มีอัตราค่าตีพิมพ์ ดังนี้<br /> 1) บทความวิจัย และบทความวิชาการ (ภาษาไทย) ฟรี<br /> 2) บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ (ภาษาอังกฤษ) ฟรี<br /> อนึ่ง การพิจารณารับบทความเพื่อลงตีพิมพ์หรือไม่ตีพิมพ์ อยู่ที่ดุลยพินิจของบรรณาธิการถือเป็นอันสิ้นสุด </p> <p><strong>การพิจารณาบทความ</strong></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้นในด้านคุณภาพของบทความ โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 5 วันทำการหากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน </span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชานั้น พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณอย่างน้อย 20 วันทำการ </span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ ภายในเวลา 3 วันทำการ หลังจากได้รับจากผู้ทรงคุณวุฒิ</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 4. ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์ และระยะเวลาการแก้ไขไม่ควรเกิน 15 วันทำการ</span></p> <p><strong>เกณฑ์การพิจารณาบทความ</strong></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. บทความวิจัย และบทความวิชาการ ทางกองบรรณาธิการวารสารจะพิจารณาเบื้องต้น ในด้านคุณภาพของบทความ และการจัดรูปแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารฯ หากเห็นว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอจะไม่ดำเนินการต่อ หรืออาจส่งให้ปรับแก้ไขก่อน บทความที่พิจารณาแล้วเหมาะสม มีคุณภาพ จะส่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตามความเชี่ยวชาญของสาขาวิชา พิจารณากลั่นกรอง (Peer review) </span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ผลเป็นประการใดทางกองบรรณาธิการจะแจ้งให้ท่านทราบ</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิท่านต้องปรับแก้ หากไม่ปรับแก้จะไม่ได้รับการตีพิมพ์</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 4. เมื่อมีการปรับแก้เป็นไปตามผู้ทรงคุณวุฒิ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบความสมบูรณ์เนื้อหาบทความให้เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร และตรวจสอบไฟล์รูปภาพที่ใช้ในบทความที่มีความคมชัดในการจัดพิมพ์ก่อนเผยแพร่บทความ</span></p> <p><strong>แนวทางการต่อติดประสานงานและมีความประสงค์ขอตีพิมพ์:<br /></strong> ประสานเจ้าหน้าที่วารสาร เพื่อทราบรายละเอียดเบื้องต้น (เช่น รอบการตีพิมพ์, หนังสือตอบรับการตีพิมพ์ ฯลฯ) e-mail: jeild3108@gmail.com (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศศิรดา เเพงไทย : บรรณาธิการ)</p> https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JEILD/article/view/2762 สมรรถนะทางเทคโนโลยีดิจิทัลของครูในสหวิทยาเขตบัวบาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู 2026-07-02T08:30:16+07:00 นิรามัย พลสนอง Niramai@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับสมรรถนะทางเทคโนโลยีดิจิทัลของครู 2. เปรียบเทียบระดับสมรรถนะทางเทคโนโลยีดิจิทัลของครูในสหวิทยาเขตบัวบาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Taro Yamane ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างขั้นต่ำจำนวน 204 คน จำแนกตาม วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และวิทยฐานะ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูในสหวิทยาเขตบัวบาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาตั้งแต่ 0.67 - 1.00 และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.964 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ ค่าที (t-test) แบบ Independent Samples การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และความแตกต่างรายคู่ ของเซฟเฟ่ (Scheffe’)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. สมรรถนะทางเทคโนโลยีดิจิทัลของครู ในสหวิทยาเขตบัวบาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู โดยรวมอยู่ในระดับมาก (4.49)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. ผลการเปรียบเทียบครูที่มีวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และวิทยฐานะต่างกัน มีความคิดเห็นต่อสมรรถนะทางเทคโนโลยีดิจิทัลของครู ในสหวิทยาเขตบัวบาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู โดยรวมและรายด้านแตกต่างกัน ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้</p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2026 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JEILD/article/view/2763 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการกับประสิทธิผลการบริหารวิชาการของสถานศึกษาในอำเภอเมืองหนองบัวลำภู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1 2026-07-02T08:33:58+07:00 จรรยารักษ์ นามบัณฑิต janyarak.1974@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ประสิทธิผลของการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษา 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการกับประสิทธิผลการบริหารวิชาการของสถานศึกษาในอำเภอเมืองหนองบัวลำภู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวน 260 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครซี่และมอร์แกน โดยเลือก ผู้บริหารสถานศึกษาแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ส่วนครูผู้สอนได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามรวมทั้งฉบับ เท่ากับ .873 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอเมืองหนองบัวลำภู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. ประสิทธิผลของการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในอำเภอเมืองหนองบัวลำภู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการกับประสิทธิผลการบริหารวิชาการของสถานศึกษาในอำเภอเมืองหนองบัวลำภู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองบัวลำภู เขต 1 มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2026 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JEILD/article/view/2766 การบริหารงานวิชาการยุค BANI World ของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอกุดจับ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 2026-07-02T08:47:47+07:00 วรรณภา นันทะแสง wannapa145789@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานวิชาการยุค BANI World ของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอกุดจับ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 2) เปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการยุค BANI World ของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอกุดจับ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 จำนวน 171 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความสอดคล้อง เท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และการทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ของเชฟเฟ่ (Scheffe')</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. การบริหารงานวิชาการยุค BANI World ของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอกุดจับ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็น รายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดได้แก่ ด้านการปรับตัวทางการศึกษา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. การบริหารงานวิชาการยุค BANI World ของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอกุดจับ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 จำแนกตามสถานภาพตำแหน่ง โดยภาพรวม พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. การเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการยุค BANI World ของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอกุดจับ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 จำแนกตามระดับการศึกษาโดยภาพรวมและรายด้าน พบว่า ไม่แตกต่างกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. การเปรียบเทียบการแปรปรวนทางเดียวการบริหารงานวิชาการยุค BANI World ของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอกุดจับ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 4 จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า โดยรวมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้</p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2026 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JEILD/article/view/2764 การปรับตัวของครูไทยในยุค AI: ความท้าทายและโอกาสในการพัฒนาวิชาชีพ 2026-07-02T08:39:30+07:00 วิยะดา วรรณขันธ์ Wiyadawannakhan@gmail.com จักรพงษ์ วรรณขันธ์ Wiyadawannakhan@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บทความวิชาการนี้มุ่งวิเคราะห์การปรับตัวของครูไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) โดยเฉพาะ Generative AI ซึ่งกำลังเปลี่ยนโฉมภูมิทัศน์ทางการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษาครั้งนี้ใช้การวิเคราะห์เอกสารและสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำเสนอภาพรวมของความท้าทายสำคัญที่ครูไทยเผชิญอยู่ ได้แก่ การขาดความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยี ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง การขาดระบบการอบรมที่ต่อเนื่องและเป็นระบบ รวมถึงข้อกังวลด้านจริยธรรม AI ในขณะเดียวกัน บทความนี้ยังชี้ให้เห็นโอกาสอันสำคัญที่ AI มอบให้แก่วิชาชีพครู ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการสอน การจัดการเรียนรู้เฉพาะบุคคล และการยกระดับบทบาทครูสู่ความเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ ผลการวิเคราะห์นำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติ อาทิ การพัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมครูแบบ Active Learning การบรรจุ AI Ethics ในหลักสูตรครู การสร้างเครือข่ายครูต้นแบบ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันอุดมศึกษา</p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2026 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JEILD/article/view/2765 การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการ ในระบบอาชีวศึกษาไทย 2026-07-02T08:43:57+07:00 วีระชัย มูลอินทร์ sopon3108ballo@gmail.com โสภณ เบื้องบน sopon3108ballo@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด หลักการ รูปแบบ ปัญหาและอุปสรรค และแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการในระบบอาชีวศึกษาไทย หรือที่รู้จักในชื่อ Work-Integrated Learning (WIL) โดยวิธีการสังเคราะห์เอกสาร งานวิจัย และบทความวิชาการที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า WIL เป็นแนวทางการจัดการศึกษาที่ผสมกลมกลืนการเรียนรู้ภาคทฤษฎีในสถานศึกษากับการฝึกปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการเข้าด้วยกัน ซึ่งมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับระบบอาชีวศึกษาทวิภาคีตามพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551 รูปแบบการจัดการศึกษาที่บูรณาการการเรียนรู้กับการทำงานที่มีประสิทธิภาพประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ด้านการจัดการ ด้านกระบวนการบริหาร ด้านผลประโยชน์จากความร่วมมือ ด้านหลักสูตร และด้านการจัดการเรียนการสอน ระบบนี้ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่ผู้เรียน สถานศึกษา และสถานประกอบการอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ยังพบปัญหาสำคัญหลายประการ อาทิ ความไม่สอดคล้องระหว่างหลักสูตรกับความต้องการของสถานประกอบการ การขาดครูฝึกที่มีมาตรฐาน และทัศนคติเชิงลบของผู้ปกครองต่อระบบทวิภาคี บทความนี้จึงเสนอแนวทางพัฒนาในสี่มิติ คือ ด้านนโยบาย ด้านหลักสูตร ด้านการฝึกงาน และด้านการสื่อสารสร้างความเข้าใจ เพื่อให้การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการในระบบอาชีวศึกษาไทยบรรลุเป้าหมายการผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพและตอบสนองต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ</p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2026