วารสารศึกษาครุทรรศน์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JESs <p> </p> <p><strong>วารสารศึกษาครุทรรศน์</strong></p> <p><strong>Journal of Education and Learning Perspectives (JES) </strong></p> <p><strong>E ISSN XXXX - XXXX (Online)</strong></p> <p><strong> </strong><strong>เกี่ยวกับวารสาร</strong></p> <p><strong>Aims and Scope</strong></p> <p>วารสารศึกษาครุทรรศน์ Journal of Education and Learning Perspectives (JES) เป็นวารสารสาขาสังคมศาสตร์ (Social Sciences) มีวัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร เพื่อเผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการแก่คณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป JES ที่เน้นรับบทความด้านการศึกษา (Education) และบทความที่สัมพันธ์กับการศึกษา ที่รับตีพิมพ์บทความด้าน</p> <ul> <li>ศึกษาศาสตร์</li> <li>ครุศาสตร์</li> <li>การบริหารการศึกษา</li> <li>หลักสูตรและการสอน</li> <li>สันติศึกษา</li> <li>การศึกษาเพื่อการพัฒนา</li> <li>การวิจัยและประเมินผลการศึกษา</li> <li>เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา</li> <li>เทคโนโลยีและการสื่อสารทางการศึกษา</li> <li>สุขศึกษาและพลศึกษา</li> <li>การศึกษาปฐมวัย</li> <li>ประถมศึกษา</li> <li>มัธยมศึกษา</li> <li>นาฏศิลป์ศึกษา</li> <li>สังคมศึกษา</li> <li>พุทธศาสนศึกษา</li> <li>ภาษาศาสตร์</li> <li>การสอนภาษาไทย</li> <li>การสอนภาษาอังกฤษ</li> <li>ภาษาศาสตร์อาเซียน</li> <li>ดนตรีศึกษา</li> <li>คณิตศาสตร์ศึกษา</li> <li>ศิลปศึกษา</li> <li>คอมพิวเตอร์ศึกษา</li> <li>จิตวิทยาการปรึกษาและการแนะแนว</li> <li>ธุรกิจศึกษา</li> <li>ครุศาสตร์อุตสาหกรรม</li> <li>การศึกษานอกระบบโรงเรียน</li> <li>การศึกษาพิเศษ</li> <li>การศึกษาอาชีวศึกษา</li> <li>การบริหารทรัพยากรมนุษย์</li> </ul> <p>และสหวิทยาการมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่เกี่ยวข้องด้านศึกษาศาสตร์ และครุศาสตร์ เชิง</p> <p>ประยุกต์นวัตกรรมศาสตร์สมัยใหม่ เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร</strong></p> <p>1) บทความวิจัย (Research Article)</p> <p> 2) บทความวิชาการ (Academic Article)</p> <p>3) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)</p> <p><strong>บทความวิจัย </strong><strong>(Research Article)</strong></p> <p>บทความวิจัย คือบทความที่นำเสนองานวิจัยที่แสดงถึงความคิดริเริ่มและเกี่ยวข้องกับรายงานผลงานวิจัยใหม่ที่มีองค์ความรู้ใหม่อันเป็นประโยชน์ต่อองค์กรและสังคม จะต้องไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารใดๆ มาก่อน บทความวิจัยต้องระบุเนื้อหาที่ชัดเจน กระชับ มีความคิดริเริ่ม มีโครงสร้างที่ดี มีการกล่าวถึงผลการวิจัย และรวมถึงการอภิปรายผลการวิจัย เพื่อนําเสนอองค์ความรู้ใหม่สู่สังคม จำนวน 8-15 หน้า (กระดาษ A4)</p> <p> <strong>บทความวิชาการ</strong> <strong>(Academic Article)</strong></p> <p> บทความวิชาการนำเสนอบทวิเคราะห์เนื้อหาที่มีลักษณะการตีความทฤษฎี ที่อ้างอิงถึงหลักการที่ถูกนำเสนอจากนักวิชาการที่น่าเชื่อถือ มีความเป็นกลาง วิเคราะห์ และสังเคราะห์ถูกต้องตามหลักวิชาการมีความโดดเด่น เพื่อนําเสนอองค์ความรู้ใหม่สู่สังคม จำนวน 8-15 หน้า (กระดาษ A4)</p> <p><strong>บทวิจารณ์หนังสือ </strong><strong>(</strong><strong>Book Review)</strong></p> <p><strong> </strong>บทวิจารณ์หนังสือ เป็นการนำเสนอเนื้อหาความรู้ที่แสดงความคิดเห็นและรายละเอียดในการวิจารณ์ โดยนำเสนอเรื่องราวจุดเด่น จุดบกพร่องของเรื่อง โดยทำการวิจารณ์หรือวิพากษ์อย่างมีหลักเกณฑ์และเหตุผลตามหลักวิชาการ</p> <p><strong> </strong><strong>ภาษา</strong></p> <p><strong> </strong><strong>JES</strong> เผยแพร่บทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บทความภาษาไทยต้องมีบทคัดย่อภาษาอังกฤษด้วย (โปรดดูรายละเอียดในส่วน<u>คำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์</u>) บทความทุกบทความ ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ จะต้องได้รับการประเมินพิจารณา การแก้ไขและพิสูจน์อักษรอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลของภาษานั้นๆ</p> <p><strong> </strong><strong>กำหนดออกเผยแพร่วารสาร</strong></p> <p>วารสารศึกษาครุทรรศน์ กำหนดออกเผยแพร่วารสารปีละ 6 ฉบับ เป็นราย 2 เดือน</p> <p> ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม-กุมภาพันธ์</p> <p> ฉบับที่ 2 เดือน มีนาคม-เมษายน</p> <p>ฉบับที่ 3 เดือน พฤษภาคม-มิถุนายน</p> <p> ฉบับที่ 4 เดือน กรกฎาคม-สิงหาคม</p> <p>ฉบับที่ 5 เดือน กันยายน-ตุลาคม</p> <p> ฉบับที่ 6 เดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม</p> <p><strong> </strong><strong>เกณฑ์การคัดเลือกและพิจารณาบทความ</strong></p> <p>ก่อนการตีพิมพ์ ในการคัดเลือกและพิจารณาบทความแต่ละบทความนั้น จะได้รับความเห็นชอบจากคณะบรรณาธิการที่มีความรู้มากประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านการศึกษา ที่เป็นศาสตร์ว่าด้วยสหวิทยาการบูรณาการกับนวัตกรรมศาสตร์สมัยใหม่ที่เกี่ยวข้องกับศึกษาศาสตร์ต่างๆ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบลักษณะปกปิดข้อมูลชื่อ นามสกุลทั้งสองฝ่าย (Double blind peer-reviewed) และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์ และได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) อย่างน้อย 2 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องเท่านั้น</p> <p> ทรรศนะและความคิดเห็นของผู้นิพนธ์บทความ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์บทความนั้น และไม่ถือว่าเป็นทรรศนะและความรับผิดชอบของคณะบรรณาธิการ ทั้งนี้คณะบรรณาธิการไม่สงวนสิทธิ์ในการคัดลอก แต่ให้อ้างอิงแสดงที่มา</p> <p>บทความที่ส่งมาเพื่อตีพิมพ์ในวารสารศึกษาครุทรรศน์ จะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่นๆ ผู้นิพนธ์บทความต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความของวารสาร และต้องให้เป็นไปตามรูปแบบที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวารสารศึกษาครุทรรศน์</p> <p> <strong>ค่าธรรมเนียมการเผยแพร่</strong></p> <p> วารสารศึกษาครุทรรศน์ ฟรีค่าธรรมเนียม ไม่มีการเก็บค่าตีพิมพ์ใดๆ ในทุกขั้นตอน</p> <p><strong>เงื่อนไขการการตีพิมพ์</strong></p> <p> หากผู้นิพนธ์ไม่แก้ไขและตรวจสอบความสมบูรณ์ของบทความตามคำแนะนำจากผู้ทรงวุฒิ และให้ถูกต้องตามรูปแบบของวารสารศึกษาครุทรรศน์ ในหัวข้อ “คำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์” โดยต้องปฏิบัติตามกติกาของวารสารศึกษาครุทรรศน์ และคณะบรรณาธิการวารสารศึกษาครุทรรศน์ ขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธการตีพิมพ์ ดังต่อไปนี้</p> <ol> <li>หากบทความมีความซ้ำซ้อนมากกว่า 20% จากการตรวจสอบของ Copy Catch จาก thaijo</li> <li>บทความไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ</li> <li>ผู้นิพนธ์ไม่ปฏิบัติตามรูปแบบของวารสารศึกษาครุทรรศน์ หรือ</li> <li>ไม่แก้ไขบทความตามข้อเสนอแนะตามระยะวันเวลาที่กำหนด (1 เดือน หลังการแจ้งของบรรณาธิการ)</li> </ol> <p><strong>เจ้าของ</strong></p> <p>สถาบันพัฒนานวัตกรรมวิชาการ</p> <p>94 หมู่ที่ 2 ตำบลไพล อำเภอลำทะเมนชัย จังหวัดนครราชสีมา 30270</p> <p>Tel. 086 859 3991,091 861 8001</p> <p>E-mail: ekmcukk@gmail.com</p> <p> </p> สถาบันพัฒนานวัตกรรมวิชาการ th-TH วารสารศึกษาครุทรรศน์ ##default.contextSettings.thaijo.licenseTerms## The การพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ เรื่อง คำกริยา เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบสะท้อนคิด โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โรงเรียนบ้านห้วยพุน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JESs/article/view/2054 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดโดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โรงเรียนบ้านห้วยพุน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยประยุกต์ใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การลงมือปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้ร่วมเรียนรู้โรงเรียนบ้านห้วยพุน จำนวน 3 คน โดยเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบนิเทศการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูล โดยการวิเคราะห์เนื้อหา และเรียบเรียงในเชิงบรรยายและพรรณนาวิเคราะห์ โดยมีสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูผู้ร่วมเรียนรู้สามารถออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการสะท้อนคิด มีผลการประเมินกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนสะท้อนความคิดและแบ่งปันประสบการณ์การเรียนรู้ ค่าเฉลี่ย 5.00 ระดับคุณภาพดีมาก สามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยครูทำหน้าที่เป็นผู้ชี้แนะและกระตุ้นกระบวนการเรียนรู้ ใช้คำถามเสริมแรงให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการประเมินตนเอง 2) ครูผู้ร่วมเรียนรู้ได้วางแผนและออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ตั้งคำถามเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และสะท้อนคิด ให้ข้อเสนอแนะที่เฉพาะเจาะจงเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนประเมินตนเองและแลกเปลี่ยนความคิด ผลการจัดการเรียนรู้ ผู้เรียนเกิดทักษะการเรียนรู้แบบสะท้อนคิดในบทบาทของผู้ส่งสารและผู้รับสาร 3) ผลการสะท้อนการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ครูผู้ร่วมเรียนรู้มีสามารถในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการประเมินเพื่อพัฒนาและการประเมินขณะเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการสะท้อนคิด สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองเพื่อจัดทำผลงานทางวิชาชีพ การประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะของครูต่อไป</p> พรพิมล จำปา อนุ เจริญวงศ์ระยับ พิชามญชุ์ สุรียพรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาครุทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-24 2026-04-24 1 2 1 12 A Qualitative Content Analysis of Gender Representation in Aesop’s Fables for Critical Language Education https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JESs/article/view/2052 <p>Aesop’s fables are widely used in language classrooms because their concise narratives and explicit morals support accessible reading and discussion. However, instructional stories also communicate social values, including gendered expectations. This study examines gender representation in a small corpus of Aesop’s fables through qualitative content analysis, with feminist critical discourse analysis (CDA) informing the interpretive framework. Ten fables containing explicitly gender-marked human roles were purposively selected from Townsend’s translation of Three Hundred Aesop’s Fables (1867/2004) in order to base the analysis on explicit linguistic evidence rather than inferred gender attribution to animal characters. The analysis focused on four dimensions: role positioning, action patterns, evaluative language, and moral framing. The findings reveal recurring gendered patterns in narrative representation. In the selected corpus, male characters tends to appear associated with livelihood labor, evaluative or instructive roles, and publicly visible action or consequence, whereas female characters more often appear in domestic or caregiving contexts and are frequently positioned within cautionary narratives in which planning, ambition, or judgment is morally evaluated. These patterns emerge through narrative distributions of agency and responsibility as well as through moral conclusions that guide readers’ interpretations of characters’ actions. Rather than advocating the removal of traditional texts from language classrooms, the study argues that Aesop’s fables can be productively taught through critical literacy approaches that encourage learners to examine how narratives represent identity, authority, and social responsibility.</p> Jaime Paster ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาครุทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-24 2026-04-24 1 2 13 30 The การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการสร้างคำอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหรือผลการทดลอง โดยใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ สนับสนุนคำอธิบายของตนเอง ในแบบบันทึกกิจกรรมรายวิชาพื้นฐาน (สสวท.) โดยใช้โมเดล PKLA ที่มีตาราง Graphic Organizer สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JESs/article/view/2038 <p>การวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการตอบคำถามทางวิทยาศาสตร์ และ 2) พัฒนาความสามารถในการสร้างคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ในแบบบันทึกกิจกรรม (สสวท.) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้โมเดล PKLA ร่วมกับตาราง Graphic Organizer กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียนผดุงราษฎร์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โมเดล PKLA ที่บูรณาการตาราง Graphic Organizer และแบบบันทึกกิจกรรมรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการวิเคราะห์พัฒนาการจากคะแนนร้อยละ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการจัดการเรียนรู้ นักเรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์เพิ่มสูงขึ้น โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (7.23) สูงกว่าก่อนเรียน (3.96) อย่างชัดเจน 2) ความสามารถในการสร้างคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์พบว่า นักเรียนร้อยละ 76.92 สามารถสร้างคำอธิบายผ่านเกณฑ์ที่กำหนด โดยสามารถระบุข้อกล่าวอ้าง (Claim) อ้างอิงหลักฐาน (Evidence) และให้เหตุผล (Reasoning) ได้อย่างเป็นระบบและสมเหตุสมผลมากขึ้นกว่าเดิม ผลสรุปชี้ให้เห็นว่าเทคนิคการใช้ตาราง Graphic Organizer เป็นเครื่องมือค้ำจุนการคิดที่ช่วยให้นักเรียนสามารถเรียบเรียงความคิดและสื่อสารความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> จตุรภัทร คำตุ้ยเครือ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาครุทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-24 2026-04-24 1 2 42 56 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้การจัดการเรียนแบบสมองเป็นฐาน Brain-Based Learning ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลตำบลยางเนิ้ง https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JESs/article/view/2134 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสมองเป็นฐาน และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลตำบลยางเนิ้ง ซึ่งคัดเลือกโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง โดยดำเนินการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบสมองเป็นฐาน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และการทดสอบค่าที (Dependent Sample t-test) สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบสมองเป็นฐานโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ธันยบูรณ์ ปันตา อรรถพงษ์ ผิวเหลือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาครุทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-24 2026-04-24 1 2 57 65 ปัญญาประดิษฐ์เชิงปรับเหมาะในการศึกษาปฐมวัย Adaptive Artificial Intelligence in Early Childhood Education https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JESs/article/view/2000 <p> ปัญญาประดิษฐ์เชิงปรับเหมาะ (Adaptive AI) เป็นเทคโนโลยีจำลองสติปัญญาของมนุษย์ ที่ปรับเปลี่ยนตนเอง (Self-adaptation) ตามความต้องการรายบุคคล เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมการเรียนรู้ตามจังหวะของตนเอง (Personalized Pacing) จนเกิดสภาวะลื่นไหล (Flow State) บทความวิชาการนี้มุ่งนำเสนอความหมาย องค์ประกอบ และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงปรับเหมาะในการศึกษาปฐมวัย ครอบคลุมถึงการพัฒนาสื่อการสอน ทักษะที่จำเป็นของเด็ก และการปรับบทบาทของครูในยุคดิจิทัล องค์ความรู้นี้ช่วยให้ผู้สอนเข้าใจและตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าการสังเกตเชิงประจักษ์เพียงอย่างเดียว ถือเป็นแนวทางสำคัญในการจัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางผ่านการประมวลผลข้อมูลแบบพลวัต เพื่อยกระดับพัฒนาการองค์รวมและดึงศักยภาพสูงสุดของเด็กปฐมวัยออกมาได้อย่างยั่งยืน</p> สุพิชชา จินดารัตน์ พนิตา ชอบทำกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาครุทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-25 2026-04-25 1 2 42 56 องค์กรแห่งความสุขกับการเสริมสร้างประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครู https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JESs/article/view/2190 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดองค์กรแห่งความสุข (Happy Workplace) ในบริบทของสถานศึกษา องค์ประกอบที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครู และการพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นองค์กรแห่งความสุข ท่ามกลางสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อภาระงานและความเครียดของบุคลากรทางการศึกษาในปัจจุบัน ซึ่งองค์ประกอบสำคัญขององค์กรแห่งความสุขในสถานศึกษาประกอบด้วยปัจจัย 8 ประการ (Happy 8) ได้แก่ การมีสุขภาพดี (Happy Body) การมีน้ำใจ (Happy Heart) การมีสังคมดี (Happy Society) การผ่อนคลาย (Happy Relax) การหาความรู้ (Happy Brain) การบริหารเงินเป็น (Happy Money) การมีครอบครัวที่ดี (Happy Family) และการมีคุณธรรม (Happy Soul) โดยสถานศึกษาที่เป็นองค์กรแห่งความสุขควรมีลักษณะเด่นในการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม การจัดสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้ออำนวย การสนับสนุนการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่อง การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในองค์กร และการดูแลสวัสดิการคุณภาพชีวิตของบุคลากร ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครู ทั้งในด้านการวางแผนการจัดการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การประเมินผล การพัฒนาผู้เรียนรอบด้าน และการพัฒนาตนเองทางวิชาชีพ เมื่อครูมีความสุขในการทำงานจะมีแรงจูงใจและมีความผูกพันต่อองค์กรสูงขึ้นซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพการจัดการศึกษาและผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนในระยะยาว สำหรับการพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นองค์กรแห่งความสุข ประกอบด้วย การพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา การสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวก การส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครู และการดูแลสุขภาวะของครูและบุคลากร การสร้างสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว</p> ณัฐวุฒิ หว่านผล สุมิตร สุวรรณ พัชราภา ตันติชูเวช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาครุทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 1 2 66 77