Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK
Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKKth-THJournal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK3057-0131ฉบับเต็ม
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1861
<p>ฉบับเต็ม</p>JGSM SPUKK
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK
2026-01-042026-01-0431I106ส่วนหน้า
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1863
<p>ส่วนหน้า</p>JGSM SPUKK
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK
2026-01-042026-01-0431IVIIIภาษาศาสตร์เชิงประสาทวิทยากับการจัดการเรียนรู้ภาษาจีน
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1437
<p> บทความนี้ได้นำเสนอแนวคิดและการประยุกต์ใช้ทฤษฎีภาษาศาสตร์เชิงประสาทวิทยา (Neurolinguistics) สู่การจัดการเรียนรู้ภาษาจีนในฐานะภาษาที่สอง ซึ่งเป็นภาษาที่มีระบบเสียง ตัวอักษร และโครงสร้างทางไวยากรณ์แตกต่างจากภาษาในตระกูลอินโด-ยูโรเปียน โดยได้การสังเคราะห์งานวิจัยเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการเรียนรู้ภาษากับกลไกการทำงานของสมองสู่การประยุกต์ใช้เชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน ซึ่งผลจากการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าการออกแบบกลวิธีการเรียนรู้ภาษาจีนที่สอดคล้องกับกระบวนการประมวลผล และการจดจําของสมอง สามารถช่วยส่งเสริมและพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาจีนของผู้เรียนได้อย่างยั่งยืน และเต็มศักยภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอแนวทางการบูรณาการทฤษฎีภาษาศาสตร์เชิงประสาทวิทยา สู่การจัดการเรียนการสอนภาษาจีน ด้วยกลวิธีการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การสร้างเป้าหมายการเรียนรู้ (2) การเรียนรู้โครงสร้างทางภาษา (3) การฝึกเชื่อมโยงข้อมูลและประสาทสัมผัส (4) การแสดงผลการเรียนรู้ และ (5) การประเมินความสามารถภาษาจีนด้วยการสะท้อนตนเองและการประเมินร่วมกับเพื่อน เพื่อให้ผู้สอนสามารถนำไปปรับใช้ในกระบวนการจัดการเรียนรู้และก่อเกิดประโยชน์แก่ผู้เรียนต่อไป</p>บัณศิกาญจ ตั้งภากรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK
2026-01-012026-01-0131113การตัดเกรดในการจัดการเรียนรู้ระดับอุดมศึกษา: ทฤษฎีและแนวปฏิบัติ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1393
<p> การตัดเกรดเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการประเมินผลการเรียนรู้ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการวัดผลการเรียนรู้ และทฤษฎีวัดผล ยังมีคณาจารย์ผู้สอนเป็นจำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจว่าจะตัดเกรดอย่างไรจึงจะถูกต้อง ควรจะตัดเกรดแบบอิงกลุ่มหรืออิงเกณฑ์ และยังมีการตัดเกรดแบบผิด ๆ อยู่มาก ซึ่งเป็นผลเสียกับคุณภาพการจัดการศึกษา เช่น นักศึกษาควรได้เกรด A แต่กลับได้เกรด B หรือ นักศึกษาควรได้เกรด B แต่กลับได้เกรด A แบบนี้ เป็นต้น</p> <p> การตัดเกรดเป็นกิจกรรมหนึ่งของการประเมินผลการเรียนรู้ ซึ่งอยู่ในวงจรของการจัดการเรียนรู้ ผู้ที่จะตัดเกรดได้ถูกต้อง จะต้องมีความเข้าใจวงจรการจัดการเรียนรู้และปฏิบัติให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นเรื่องไม่ยากเกินไป อาจารย์บางท่านอาจจะกระทำอยู่แล้วก็ได้แต่ไม่ทราบว่ากำลังทำตามทฤษฎีการจัดการเรียนรู้อยู่</p> <p> การจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพนั้นจะต้องมีการออกแบบก่อน ซึ่งประกอบด้วยการออกแบบ 3 ส่วน คือการออกแบบจุดประสงค์การเรียนรู้ การออกแบบการเรียนการสอน และการออกแบบการประเมินผลการเรียนรู้ การดำเนินการในแต่องค์ประกอบจำเป็นต้องเข้าใจทฤษฎีพื้นฐานเสียก่อนแล้วจึงจะกระทำได้ถูกต้อง ซึ่งจะทำให้การจัดการเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและการตัดเกรดถูกต้อง</p> <p> </p>ระพินทร์ โพธิ์ศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK
2026-01-012026-01-01311431พัฒนาการของการออกแบบการประเมินโครงการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1111
<p> การประเมินโครงการเป็นกระบวนการตัดสินคุณค่า (คุณภาพและคุณประโยชน์) ของโครงการ เพื่อเป้าหมายการใช้สารสนเทศจากการประเมินมาทำการพัฒนาโครงการให้มีคุณค่าสูงล้ำ ยั่งยืนต่อไปในสังคม หากยังมีการดำเนินงานโครงการนั้นอย่างต่อเนื่อง การประเมินโครงการเพื่อให้ได้สารสนเทศที่มีคุณค่า และน่าเชื่อถือ มีความจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการวิจัยมาประยุกต์ใช้ในการทำการประเมิน ด้วยการออกแบบ การประเมินให้เหมาะสมกับลักษณะของโครงการ การใช้ประโยชน์ และบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป</p> <p> บทความนี้ได้ทำการวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดและแนวทางของการออกแบบการประเมินโครงการอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง จากสังคมในอดีตจนถึงสังคมยุคปัจจุบัน</p>ศิริชัย กาญจนวาสีดิชพงศ์ กาญจนวาสี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK
2026-01-012026-01-01313247ภาคผนวก
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1865
<p>ภาคผนวก</p>JGSM SPUKK
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK
2026-01-042026-01-043180106แนวทางการป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงานของครูผู้ช่วย ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 โดยการวิจัยประสบการณ์ผู้ใช้
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/923
<p> การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะหมดไฟ สาเหตุ ความต้องการ และแนวทางการป้องกันภาวะหมดไฟของครูผู้ช่วย โดยการวิจัยประสบการณ์ผู้ใช้ 2) พัฒนาแนวทางการป้องกันภาวะหมดไฟ และ 3) ตรวจสอบ ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์ และศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อแนวทางการป้องกันภาวะหมดไฟ การวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 เป็นการศึกษาเอกสารและการวิจัยประสบการณ์ผู้ใช้เกี่ยวกับระดับภาวะหมดไฟ สาเหตุ ความต้องการ และแนวทางการป้องกันภาวะหมดไฟของครูผู้ช่วย ผู้ให้ข้อมูล คือ ครูผู้ช่วยในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 ปีการศึกษา 2567 ทั้งหมด 10 คน โดยการเลือกแบบสโนว์บอล ซึ่งเข้าเกณฑ์ภาวะหมดไฟในการทำงาน ระยะที่ 2 การออกแบบแนวทางการป้องกันภาวะหมดไฟจากข้อมูลในระยะที่ 1 และสังเคราะห์เป็นแนวทาง โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ระยะที่ 3 การตรวจสอบความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน และศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อ แนวทางการป้องกันภาวะหมดไฟ โดยครูผู้ช่วย 142 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แบบวัดระดับภาวะหมดไฟ 2) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง 3) แบบประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของแนวทาง และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน </p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ครูผู้ช่วยทั้ง 10 คน มีคะแนนที่บ่งชี้อยู่ในเกณฑ์ภาวะหมดไฟ 2) แนวทางป้องกันภาวะหมดไฟ ประกอบด้วย 4 มิติ ได้แก่ กายภาพ สังคม จิตวิทยา และจิตวิญญาณ โดยแต่ละมิติประกอบด้วย 3 แนวทางป้องกัน แต่ละแนวทางเสนอตามบทบาทของผู้บริหารและครู และ 3) ผลการประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.92, = 0.11) และผลการประเมินความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.50, = 0.91)</p> <p><strong> </strong></p>กนกวรรณ โพธิ์พยัคฆ์คณิต นามปักใต้ธนวัฒน์ สิทธิจันทร์เสนสิรินยา หินตะสิริรัตน์ ภูจ่าพลจตุภูมิ เขตจัตุรัสดาวรุวรรณ ถวิลการ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK
2026-01-012026-01-01314963A Comparative Analysis of Gender-Based Differences in Vocabulary Learning Strategies among Graduate Students
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1018
<p> This study investigated vocabulary learning strategies (VLSs) employed by graduate students in English for Academic Purposes (EAP) contexts, focusing on gender-based differences. Drawing on Schmitt’s taxonomy, the research adopted a descriptive design to examine the frequency and variation in strategy use among 49 graduate students at a university in Northern Thailand. Data were collected via a 41-item questionnaire and analyzed using descriptive statistics and Fisher’s Exact Test. Results revealed that affective strategies, such as using multimedia materials ( = 3.32), cognitive strategies, like notetaking ( = 3.29), and determination strategies, such as dictionary consultation ( = 3.20), were most frequently employed. Conversely, memory strategies like flashcard use were less favored. Although females showed slightly higher use of affective and social strategies, the statistical analysis revealed no significant gender differences in VLSs preferences.</p> <p> These findings align with recent research emphasizing individual academic needs and contextual factors as more influential than demographic variables. This study recommends that curriculum design for English for Academic Purposes (EAP) courses emphasize using self-regulated learning strategies responsive to specific tasks and learning contexts. It also offers suggestions for curriculum development and outlines directions for future research.</p> <p> </p>Paweena ChatsungnoenSaran ChantalayThatree Rodchamnan
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK
2026-01-012026-01-01316478บทบรรณาธิการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1862
<p>บทบรรณาธิการ</p>JGSM SPUKK
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK
2026-01-042026-01-0431IXXสารบัญ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1864
<p>สารบัญ</p>JGSM SPUKK
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK
2026-01-042026-01-0431XIXII