Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK
Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK
th-TH
Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK
3057-0131
-
ฉบับเต็ม
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1861
<p>ฉบับเต็ม</p>
JGSM SPUKK
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK
2026-01-04
2026-01-04
3 1
i
105
-
ภาคผนวก
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1865
<p>ภาคผนวก</p>
JGSM SPUKK
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK
2026-01-04
2026-01-04
3 1
79
105
-
แนวทางการป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงานของครูผู้ช่วย ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 โดยการวิจัยประสบการณ์ผู้ใช้
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/923
<p> การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะหมดไฟ สาเหตุ ความต้องการ และแนวทางการป้องกันภาวะหมดไฟของครูผู้ช่วย โดยการวิจัยประสบการณ์ผู้ใช้ 2) พัฒนาแนวทางการป้องกันภาวะหมดไฟ และ 3) ตรวจสอบ ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์ และศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อแนวทางการป้องกันภาวะหมดไฟ การวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 เป็นการศึกษาเอกสารและการวิจัยประสบการณ์ผู้ใช้เกี่ยวกับระดับภาวะหมดไฟ สาเหตุ ความต้องการ และแนวทางการป้องกันภาวะหมดไฟของครูผู้ช่วย ผู้ให้ข้อมูล คือ ครูผู้ช่วยในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 ปีการศึกษา 2567 ทั้งหมด 10 คน โดยการเลือกแบบสโนว์บอล ซึ่งเข้าเกณฑ์ภาวะหมดไฟในการทำงาน ระยะที่ 2 การออกแบบแนวทางการป้องกันภาวะหมดไฟจากข้อมูลในระยะที่ 1 และสังเคราะห์เป็นแนวทาง โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ระยะที่ 3 การตรวจสอบความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน และศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อ แนวทางการป้องกันภาวะหมดไฟ โดยครูผู้ช่วย 142 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แบบวัดระดับภาวะหมดไฟ 2) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง 3) แบบประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของแนวทาง และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ครูผู้ช่วยทั้ง 10 คน มีคะแนนที่บ่งชี้อยู่ในเกณฑ์ภาวะหมดไฟ 2) แนวทางป้องกันภาวะหมดไฟ ประกอบด้วย 4 มิติ ได้แก่ กายภาพ สังคม จิตวิทยา และจิตวิญญาณ โดยแต่ละมิติประกอบด้วย 3 แนวทางป้องกัน แต่ละแนวทางเสนอตามบทบาทของผู้บริหารและครู และ 3) ผลการประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.92, = 0.11) และผลการประเมินความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.50, = 0.91)</p>
กนกวรรณ โพธิ์พยัคฆ์
คณิต นามปักใต้
ธนวัฒน์ สิทธิจันทร์เสน
สิรินยา หินตะ
สิริรัตน์ ภูจ่าพล
จตุภูมิ เขตจัตุรัส
ดาวรุวรรณ ถวิลการ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK
2026-01-01
2026-01-01
3 1
49
63
-
การวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของเพศในการใช้กลยุทธ์การเรียนรู้คำศัพท์ ของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1018
<p> การวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การเรียนรู้คำศัพท์ (Vocabulary Learning Strategies: VLSs) ที่นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาใช้ในบริบทของภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ (English for Academic Purposes: EAP) โดยมุ่งเน้นการเปรียบเทียบความแตกต่างตามเพศ งานวิจัยนี้ใช้แนวคิดจากการจำแนกประเภทของ Schmitt และออกแบบการวิจัยเชิงพรรณนาเพื่อวิเคราะห์ความถี่และความหลากหลายของกลยุทธ์ที่นักศึกษาใช้กลุ่มตัวอย่าง คือนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา จำนวน 49 คน จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคเหนือของประเทศไทย เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม จำนวน 41 ข้อ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบค่าความแตกต่างด้วย Fisher’s Exact Test</p> <p> งานวิจัยนี้เสนอให้มีการออกแบบหลักสูตรในรายวิชาภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ ควรเน้นการใช้กลยุทธ์ที่ผู้เรียนสามารถกำหนดตนเองได้ และตอบสนองต่อภาระงานหรือบริบทการเรียนรู้โดยเฉพาะ พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางสำหรับการพัฒนาหลักสูตรและประเด็นการวิจัยต่อไปในอนาคต</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลยุทธ์เชิงอารมณ์ เช่น การใช้สื่อมัลติมีเดีย ( = 3.32) กลยุทธ์เชิงพุทธิปัญญา เช่น การจดบันทึก ( = 3.29) และกลยุทธ์ด้านการค้นหาความหมายจากพจนานุกรม (= 3.20) เป็นกลยุทธ์ ที่นักศึกษาใช้บ่อยที่สุด ในขณะที่กลยุทธ์ด้านความจำ เช่น การใช้แฟลชการ์ด ได้รับความนิยมน้อยกว่า แม้นักศึกษาหญิงจะมีแนวโน้มใช้กลยุทธ์เชิงอารมณ์และกลยุทธ์ทางสังคมมากกว่านักศึกษาชาย แต่ผลการวิเคราะห์ทางสถิติไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างเพศข้อค้นพบเหล่านี้สอดคล้องกับงานวิจัยร่วมสมัยที่ชี้ว่า ปัจจัยด้านบริบทการเรียนรู้และความต้องการเฉพาะบุคคลมีผลต่อการเลือกใช้กลยุทธ์มากกว่าลักษณะทางเพศ</p>
ปวีณา ฉัตรสูงเนิน
ศรัณย์ จันทร์ทะเล
ธาตรี รอดชำนาญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK
2026-01-01
2026-01-01
3 1
64
78
-
บทบรรณาธิการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1862
<p>บทบรรณาธิการ</p>
JGSM SPUKK
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK
2026-01-04
2026-01-04
3 1
IX
X
-
ส่วนหน้า
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1863
<p>ส่วนหน้า</p>
JGSM SPUKK
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK
2026-01-04
2026-01-04
3 1
I
VIII
-
ภาษาศาสตร์เชิงประสาทวิทยากับการจัดการเรียนรู้ภาษาจีน
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1437
<p> บทความนี้ได้นำเสนอแนวคิดและการประยุกต์ใช้ทฤษฎีภาษาศาสตร์เชิงประสาทวิทยา (Neurolinguistics) สู่การจัดการเรียนรู้ภาษาจีนในฐานะภาษาที่สอง ซึ่งเป็นภาษาที่มีระบบเสียง ตัวอักษร และโครงสร้างทางไวยากรณ์แตกต่างจากภาษาในตระกูลอินโด-ยูโรเปียน โดยได้การสังเคราะห์งานวิจัยเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการเรียนรู้ภาษากับกลไกการทำงานของสมองสู่การประยุกต์ใช้เชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน ซึ่งผลจากการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าการออกแบบกลวิธีการเรียนรู้ภาษาจีนที่สอดคล้องกับกระบวนการประมวลผล และการจดจําของสมอง สามารถช่วยส่งเสริมและพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาจีนของผู้เรียนได้อย่างยั่งยืน และเต็มศักยภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอแนวทางการบูรณาการทฤษฎีภาษาศาสตร์เชิงประสาทวิทยา สู่การจัดการเรียนการสอนภาษาจีน ด้วยกลวิธีการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การสร้างเป้าหมายการเรียนรู้ (2) การเรียนรู้โครงสร้างทางภาษา (3) การฝึกเชื่อมโยงข้อมูลและประสาทสัมผัส (4) การแสดงผลการเรียนรู้ และ (5) การประเมินความสามารถภาษาจีนด้วยการสะท้อนตนเองและการประเมินร่วมกับเพื่อน เพื่อให้ผู้สอนสามารถนำไปปรับใช้ ในกระบวนการจัดการเรียนรู้และก่อเกิดประโยชน์แก่ผู้เรียนต่อไป</p>
บัณศิกาญจ ตั้งภากรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK
2026-01-01
2026-01-01
3 1
1
13
-
การตัดเกรดในการจัดการเรียนรู้ระดับอุดมศึกษา: ทฤษฎีและแนวปฏิบัติ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1393
<p> การตัดเกรดเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการประเมินผลการเรียนรู้ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการวัดผลการเรียนรู้ และทฤษฎีวัดผล ยังมีคณาจารย์ผู้สอนเป็นจำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจว่าจะตัดเกรดอย่างไรจึงจะถูกต้อง ควรจะตัดเกรดแบบอิงกลุ่มหรืออิงเกณฑ์ และยังมีการตัดเกรดแบบผิด ๆ อยู่มาก ซึ่งเป็นผลเสียกับคุณภาพการจัดการศึกษา เช่น นักศึกษาควรได้เกรด A แต่กลับได้เกรด B หรือ นักศึกษาควรได้เกรด B แต่กลับได้เกรด A แบบนี้ เป็นต้น</p> <p> การตัดเกรดเป็นกิจกรรมหนึ่งของการประเมินผลการเรียนรู้ ซึ่งอยู่ในวงจรของการจัดการเรียนรู้ ผู้ที่จะตัดเกรดได้ถูกต้อง จะต้องมีความเข้าใจวงจรการจัดการเรียนรู้และปฏิบัติให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นเรื่องไม่ยากเกินไป อาจารย์บางท่านอาจจะกระทำอยู่แล้วก็ได้แต่ไม่ทราบว่ากำลังทำตามทฤษฎีการจัดการเรียนรู้อยู่</p> <p> การจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพนั้นจะต้องมีการออกแบบก่อน ซึ่งประกอบด้วยการออกแบบ 3 ส่วน คือการออกแบบจุดประสงค์การเรียนรู้ การออกแบบการเรียนการสอน และการออกแบบการประเมินผลการเรียนรู้ การดำเนินการในแต่องค์ประกอบจำเป็นต้องเข้าใจทฤษฎีพื้นฐานเสียก่อนแล้วจึงจะกระทำได้ถูกต้อง ซึ่งจะทำให้การจัดการเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและการตัดเกรดถูกต้อง</p>
ระพินทร์ โพธิ์ศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK
2026-01-01
2026-01-01
3 1
14
31
-
พัฒนาการของการออกแบบการประเมินโครงการ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1111
<p> การประเมินโครงการเป็นกระบวนการตัดสินคุณค่า (คุณภาพและคุณประโยชน์) ของโครงการ เพื่อเป้าหมายการใช้สารสนเทศจากการประเมินมาทำการพัฒนาโครงการให้มีคุณค่าสูงล้ำ ยั่งยืนต่อไปในสังคม หากยังมีการดำเนินงานโครงการนั้นอย่างต่อเนื่อง การประเมินโครงการเพื่อให้ได้สารสนเทศที่มีคุณค่า และน่าเชื่อถือ มีความจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการวิจัยมาประยุกต์ใช้ในการทำการประเมิน ด้วยการออกแบบ การประเมินให้เหมาะสมกับลักษณะของโครงการ การใช้ประโยชน์ และบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป</p> <p> บทความนี้ได้ทำการวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดและแนวทางของการออกแบบการประเมินโครงการอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง จากสังคมในอดีตจนถึงสังคมยุคปัจจุบัน</p>
ศิริชัย กาญจนวาสี
ดิชพงศ์ กาญจนวาสี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK
2026-01-01
2026-01-01
3 1
32
47
-
สารบัญ
https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1864
<p>สารบัญ</p>
JGSM SPUKK
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK
2026-01-04
2026-01-04
3 1
XI
XII