วารสารวิทยาลัยบัณฑิตศึกษาด้านการจัดการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตขอนแก่น https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK <p><strong>ชื่อวารสาร: </strong>วารสารวิทยาลัยบัณฑิตศึกษาด้านการจัดการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตขอนแก่น</p> <p><strong>เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (</strong><strong>ISSN): </strong>3057-0131 (Online)</p> <p><strong>นโยบาย</strong></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. สนับสนุนให้มีการเผยแพร่ผลงานวิชาการของนิสิต นักศึกษา ครูอาจารย์ บุคลากรภายใน </span><span style="font-size: 0.875rem;">และภายนอกมหาวิทยาลัย และบุคคลที่สนใจทั่วไป</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระหว่างนักวิชาการ นักวิจัย และบุคคลที่สนใจทั่วไป</span></p> <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตการตีพิมพ์ </strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. เพื่อส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยในด้าoมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ สำหรับนิสิต นักศึกษา ระดับบัณฑิตศึกษา บุคลากรใน/นอกมหาวิทยาลัย และบุคคลทั่วไป</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้เชิงวิชาการทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติ ระหว่างนักวิชาการ นิสิต นักศึกษา ระดับบัณฑิตศึกษา บุคลากรภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย และบุคคลที่สนใจทั่วไป</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. เพื่อให้บุคคลที่สนใจทั่วไปสามารถนำองค์ความรู้ไปใช้อ้างอิงและใช้ประโยชน์ในวงกว้างต่อไป</span></p> <p><strong>ขอบเขตการตีพิมพ์ </strong></p> <p>วารสารวิทยาลัยบัณฑิตศึกษาด้านการจัดการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตขอนแก่น รับตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิชาการ (Academic Article) และบทความวิจัย (Research Article) ที่ครอบคลุมด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยมีสาขาวิชาที่รับตีพิมพ์ ดังนี้</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">สาขาการศึกษา, เศรษฐศาสตร์, สังคมศาสตร์</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">สาขาการบริหารธุรกิจ, การจัดการและการบัญชี</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">สาขารัฐศาสตร์, รัฐประศาสนศาสตร์, นิติศาสตร์</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">สาขาภาษาศาสตร์, จิตวิทยา, ศิลปะและมนุษยศาสตร์</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">และสหวิทยาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</span></p> <p><strong style="font-size: 0.875rem;">กำหนดการเผยแพร่</strong></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">วารสารมีกำหนดออกปีละ 3 ฉบับ ดังนี้:</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">ฉบับที่ 1: มกราคม – เมษายน</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">ฉบับที่ 2: พฤษภาคม – สิงหาคม</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">ฉบับที่ 3: กันยายน – ธันวาคม</span></p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ </strong></p> <p>บทความทุกฉบับจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Reviewers) ที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชา <strong>จำนวน </strong><strong>3 ท่านต่อบทความ</strong> โดยเป็นการประเมินแบบ <strong>Double-Blind Review </strong>(ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้นิพนธ์ไม่ทราบชื่อซึ่งกันและกัน) ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสถาบัน <strong>และไม่อยู่ในสถาบันเดียวกันกับผู้นิพนธ์</strong> เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานความโปร่งใสทางวิชาการ</p> <p><strong>มาตรฐานการอ้างอิง </strong></p> <p>วารสารกำหนดให้ใช้รูปแบบการอ้างอิงตามมาตรฐาน APA 7th Edition (American Psychological Association) อย่างเคร่งครัด ทั้งการอ้างอิงในเนื้อหาและรายการอ้างอิงท้ายบทความ</p> <p><strong>การระบุสถานะบทความ </strong></p> <p>เพื่อความเป็นมาตรฐานสากล วารสารจะระบุวันที่รับบทความ (Received), วันที่แก้ไขบทความ (Revised) และวันที่ตอบรับบทความ (Accepted) ไว้ในไฟล์ PDF ของบทความทุกฉบับ</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ </strong></p> <p><strong>ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ ในทุกขั้นตอนการดำเนินงาน (</strong><strong>Free of Charge)</strong> ตั้งแต่ขั้นตอนการรับบทความ การพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ไปจนถึงการเผยแพร่บทความในรูปแบบออนไลน์ <strong>เนื่องจากวารสารอยู่ในช่วงพัฒนาคุณภาพและเตรียมความพร้อมเพื่อขอรับการประเมินเข้าสู่ฐานข้อมูลดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (</strong><strong>TCI)</strong></p> <p> </p> <p> </p> th-TH jgsm.spukk@gmail.com (รองศาสตราจารย์ ดร.สุธรรม ธรรมทัศนานนท์) jgsm.spukk@gmail.com (รองศาสตราจารย์ ดร.ปิยะธิดา ปัญญา) Thu, 22 Jan 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ฉบับเต็ม https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1861 <p>ฉบับเต็ม</p> JGSM SPUKK ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1861 Sun, 04 Jan 2026 00:00:00 +0700 ส่วนหน้า https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1863 <p>ส่วนหน้า</p> JGSM SPUKK ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1863 Sun, 04 Jan 2026 00:00:00 +0700 สารบัญ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1864 <p>สารบัญ</p> JGSM SPUKK ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1864 Sun, 04 Jan 2026 00:00:00 +0700 ภาษาศาสตร์เชิงประสาทวิทยากับการจัดการเรียนรู้ภาษาจีน https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1437 <p> บทความนี้ได้นำเสนอแนวคิดและการประยุกต์ใช้ทฤษฎีภาษาศาสตร์เชิงประสาทวิทยา (Neurolinguistics) สู่การจัดการเรียนรู้ภาษาจีนในฐานะภาษาที่สอง ซึ่งเป็นภาษาที่มีระบบเสียง ตัวอักษร และโครงสร้างทางไวยากรณ์แตกต่างจากภาษาในตระกูลอินโด-ยูโรเปียน โดยได้มีการสังเคราะห์งานวิจัยเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการเรียนรู้ภาษากับกลไกการทำงานของสมองสู่การประยุกต์ใช้เชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน ซึ่งผลจากการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าการออกแบบกลวิธีการเรียนรู้ภาษาจีนที่สอดคล้องกับกระบวนการประมวลผล และการจดจำของสมองสามารถช่วยส่งเสริมและพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาจีนของผู้เรียนได้อย่างยั่งยืน และเต็มศักยภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอแนวทางการบูรณาการทฤษฎีภาษาศาสตร์เชิงประสาทวิทยา สู่การจัดการเรียนการสอนภาษาจีน ด้วยกลวิธีการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การสร้างเป้าหมายการเรียนรู้ (2) การเรียนรู้โครงสร้างทางภาษา (3) การฝึกเชื่อมโยงข้อมูลและประสาทสัมผัส (4) การแสดงผลการเรียนรู้ และ (5) การประเมินความสามารถภาษาจีนด้วยการสะท้อนตนเองและการประเมินร่วมกับเพื่อน เพื่อให้ผู้สอนสามารถนำไปปรับใช้ในกระบวนการจัดการเรียนรู้และก่อเกิดประโยชน์แก่ผู้เรียนต่อไป</p> <p> </p> บัณศิกาญจ ตั้งภากรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1437 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 การตัดเกรดในการจัดการเรียนรู้ระดับอุดมศึกษา: ทฤษฎีและแนวปฏิบัติ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1393 <p> การตัดเกรดเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการประเมินผลการเรียนรู้ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการวัดผลการเรียนรู้ และทฤษฎีวัดผล ยังมีคณาจารย์ผู้สอนเป็นจำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจว่าจะตัดเกรดอย่างไรจึงจะถูกต้อง ควรจะตัดเกรดแบบอิงกลุ่มหรืออิงเกณฑ์ และยังมีการตัดเกรดแบบผิด ๆ อยู่มาก ซึ่งเป็นผลเสียกับคุณภาพการจัดการศึกษา เช่น นักศึกษาควรได้เกรด A แต่กลับได้เกรด B หรือ นักศึกษาควรได้เกรด B แต่กลับได้เกรด A แบบนี้ เป็นต้น</p> <p> การตัดเกรดเป็นกิจกรรมหนึ่งของการประเมินผลการเรียนรู้ ซึ่งอยู่ในวงจรของการจัดการเรียนรู้ ผู้ที่จะตัดเกรดได้ถูกต้อง จะต้องมีความเข้าใจวงจรการจัดการเรียนรู้และปฏิบัติให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นเรื่องไม่ยากเกินไป อาจารย์บางท่านอาจจะกระทำอยู่แล้วก็ได้แต่ไม่ทราบว่ากำลังทำตามทฤษฎีการจัดการเรียนรู้อยู่</p> <p> การจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพนั้นจะต้องมีการออกแบบก่อน ซึ่งประกอบด้วยการออกแบบ 3 ส่วน คือการออกแบบจุดประสงค์การเรียนรู้ การออกแบบการเรียนการสอน และการออกแบบการประเมินผลการเรียนรู้ การดำเนินการในแต่ละองค์ประกอบจำเป็นต้องเข้าใจทฤษฎีพื้นฐานเสียก่อนจึงจะกระทำได้ถูกต้อง ซึ่งจะทำให้การจัดการเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและการตัดเกรดถูกต้อง</p> <p> </p> ระพินทร์ โพธิ์ศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1393 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 พัฒนาการของการออกแบบการประเมินโครงการ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1111 <p> การประเมินโครงการเป็นกระบวนการตัดสินคุณค่า (คุณภาพและคุณประโยชน์) ของโครงการเพื่อเป้าหมายการใช้สารสนเทศจากการประเมินมาทำการพัฒนาโครงการให้มีคุณค่าสูงล้ำ ยั่งยืนต่อไปในสังคม หากยังมีการดำเนินงานโครงการนั้นอย่างต่อเนื่อง การประเมินโครงการเพื่อให้ได้สารสนเทศที่มีคุณค่า และน่าเชื่อถือ มีความจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการวิจัยมาประยุกต์ใช้ในการทำการประเมิน ด้วยการออกแบบ การประเมินให้เหมาะสมกับลักษณะของโครงการ การใช้ประโยชน์ และบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป</p> <p> บทความนี้ได้ทำการวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดและแนวทางของการออกแบบการประเมินโครงการอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง จากสังคมในอดีตจนถึงสังคมยุคปัจจุบัน</p> <p> </p> ศิริชัย กาญจนวาสี, ดิชพงศ์ กาญจนวาสี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1111 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 ภาคผนวก https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1865 <p>ภาคผนวก</p> JGSM SPUKK ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1865 Sun, 04 Jan 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงานของครูผู้ช่วย ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 โดยการวิจัยประสบการณ์ผู้ใช้ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/923 <p> การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะหมดไฟในการทำงาน สาเหตุ ความต้องการ และแนวทางการป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงานของครูผู้ช่วย โดยการวิจัยประสบการณ์ผู้ใช้ 2) พัฒนาแนวทางการป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงาน และ 3) ตรวจสอบ ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์ และศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อแนวทางการป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงาน การวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 เป็นการศึกษาเอกสารและการวิจัยประสบการณ์ผู้ใช้เกี่ยวกับระดับภาวะหมดไฟในการทำงาน สาเหตุ ความต้องการ และแนวทางการป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงานของครูผู้ช่วย ผู้ให้ข้อมูล คือ ครูผู้ช่วย ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 ปีการศึกษา 2567 ทั้งหมด 10 คน โดยการเลือกแบบ สโนว์บอล ซึ่งเข้าเกณฑ์ภาวะหมดไฟในการทำงาน ระยะที่ 2 การออกแบบแนวทางการป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงาน จากข้อมูลในระยะที่ 1 และสังเคราะห์เป็นแนวทาง โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ระยะที่ 3 การตรวจสอบความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน และศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อแนวทางการป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงาน โดยครูผู้ช่วย 142 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แบบวัดระดับภาวะหมดไฟในการทำงาน 2) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง 3) แบบประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของแนวทาง และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน </p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ครูผู้ช่วยทั้ง 10 คน มีคะแนนที่บ่งชี้อยู่ในเกณฑ์ภาวะหมดไฟในการทำงาน 2) แนวทางการป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงาน ประกอบด้วย 4 มิติ ได้แก่ กายภาพ สังคม จิตวิทยา และจิตวิญญาณ โดยแต่ละมิติประกอบด้วย 3 แนวทางการป้องกัน แต่ละแนวทางเสนอตามบทบาทของผู้บริหารและครู และ 3) ผลการประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ( X= 4.92, S.D.= 0.11) และผลการประเมินความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( X= 4.50, S.D.= 0.91)</p> กนกวรรณ โพธิ์พยัคฆ์, คณิต นามปักใต้, ธนวัฒน์ สิทธิจันทร์เสน, สิรินยา หินตะ, สิริรัตน์ ภูจ่าพล, จตุภูมิ เขตจัตุรัส, ดาวรุวรรณ ถวิลการ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/923 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 A Comparative Analysis of Gender-Based Differences in Vocabulary Learning Strategies among Graduate Students https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1018 <p> This study investigated vocabulary learning strategies (VLSs) employed by graduate students in English for Academic Purposes (EAP) contexts, focusing on gender-based differences. Drawing on Schmitt’s taxonomy, the research adopted a descriptive design to examine the frequency and variation in strategy use among 49 graduate students at a university in Northern Thailand. Data were collected via a 41-item questionnaire and analyzed using descriptive statistics and Fisher’s Exact Test. Results revealed that affective strategies, such as using multimedia materials ( X= 3.32), cognitive strategies, like notetaking ( X= 3.29), and determination strategies, such as dictionary consultation ( X= 3.20), were most frequently employed. Conversely, memory strategies like flashcard use were less favored. Although females showed slightly higher use of affective and social strategies, the statistical analysis revealed no significant gender differences in VLSs preferences.</p> <p> These findings align with recent research emphasizing individual academic needs and contextual factors as more influential than demographic variables. This study recommends that curriculum design for English for Academic Purposes (EAP) courses emphasize using self-regulated learning strategies responsive to specific tasks and learning contexts. It also offers suggestions for curriculum development and outlines directions for future research.</p> Paweena Chatsungnoen, Saran Chantalay, Thatree Rodchamnan ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1018 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 บทบรรณาธิการ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1862 <p>บทบรรณาธิการ</p> JGSM SPUKK ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Graduate School of Management Studies of Sripatum University Khon Kaen Campus: JGSM-SPUKK https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JGSM_SPUKK/article/view/1862 Sun, 04 Jan 2026 00:00:00 +0700