Journal of Innovation for Sustainable Social Development https://so18.tci-thaijo.org/index.php/J_ISSD en-US Journal of Innovation for Sustainable Social Development 3027-8252 การบนบาน และการแก้บนตาพรานบุญกรณีศึกษาวัดยางใหญ่ หมู่ที่ 6 ตำบลท่าขึ้น อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so18.tci-thaijo.org/index.php/J_ISSD/article/view/1851 <p>การศึกษาสารนิพนธ์มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการบนบาน และการแก้บนตาพรานบุญวัดยางใหญ่เพื่อศึกษาผลลัพธ์ด้านสังคม เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต ของชุมชนวัดยางใหญ่ ตำบลท่าขึ้น อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า การบนบานกับตาพรานบุญจะได้รับผลตามที่ได้บนบานไว้ ทำให้ชีวิตการทำงานเจริญก้าวหน้า วัตถุประสงค์ของการบนบาน พบว่า มีการบนบานให้ตาพรานบุญช่วยให้หายป่วย บนบานเกี่ยวกับโชคลาภเงินทองขอให้ท่านช่วยเหลือเรื่องการงาน การแก้บนความเชื่อเกี่ยวกับการแก้บนเมื่อได้สมหวังตามที่ได้บนบานไว้แล้วก็จะต้องแก้บน เพื่อไม่มีอะไรติดค้างต่อกัน วัตถุประสงค์ของการแก้บน เพื่อให้เราทำตามคำบนบานที่ได้ให้ไว้เมื่อเราสมหวังดังปรารถนาแล้วจึงถวายเครื่องแก้บน โดยการนำเครื่องแก้บนที่มีพวงมาลัย ธูป 9 ดอก เทียน 1 เล่ม หมากพลู ยาสูบ 1 ชุด เหล้าขาว และผ้าขาวม้า รวมถึงของแก้บนที่ได้กล่าวว่าถวายให้แก่ตาพรานบุญ จุดธูปเทียนกล่าวคำบูชาตามด้วยคำถวายของแก้บนแก่ตาพรานบุญ ผลลัพธ์ด้านสังคม เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต ของชุมชนวัดยางใหญ่ ด้านสังคม ทำให้เราได้เข้าร่วมสังคมในวัด มีการทำบุญตามประเพณี ได้มานั่งพูดคุยกันมาเล่าถึงความสำเร็จผลที่ได้รับจากตาพรานบุญ ด้านเศรษฐกิจ ตาพรานบุญทำให้ผู้คนเข้ามากราบไหว้ขอพรทำให้เศรษฐกิจภายในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียงดีขึ้น ด้านคุณภาพชีวิต จากการบนบานตาพรานบุญ ทำให้ได้รับความสมหวังทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น มีความสบายใจ ราบรื่น สุขภาพแข็งแรง แคล้วคลาดปลอดภัย</p> สุณิสา ช่วยแก้ว จิตติมา ดำรงวัฒนะ เดโช แขน้ำแก้ว พงศ์ประสิทธิ์ อ่อนจันทร์ สุรินทร์ ทองทศ ศักรพงศ์ สกุลเมธากาจน์ นรากร ทองแท้ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 5 2 1 11 แนวทางการอนุรักษ์วิธีการทำผ้ามัดย้อมจากพืชให้สีธรรมชาติในชุมชน กรณีศึกษาชุมชนบ้านคีรีวง หมู่ที่ 10 ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so18.tci-thaijo.org/index.php/J_ISSD/article/view/1852 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาวิธีการทำผ้ามัดย้อมจากพืชให้สีธรรมชาติในชุมชน และเพื่อศึกษาแนวทางการอนุรักษ์วิธีการทำผ้ามัดย้อมจากพืชให้สีธรรมชาติในชุมชน กรณีศึกษาชุมชนบ้านคีรีวง หมู่ที่ 10 ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ผลการศึกษาพบว่า 1. วิธีการทำผ้ามัดย้อมจากพืชให้สีธรรมชาติในชุมชน พบว่า 1.1 วิธีการสกัดสีจากพืช ให้สีธรรมชาติต้องมีกระทะใบบัว หรือหม้อย้อมสแตนเลส สีดำต้องต้มเปลือกไม้แก่นพอ โดยต้มน้ำ ให้มากกว่าของน้ำหนัก และต้องต้มด้วยไฟอ่อน 1 คืนแล้วนำขันมาตักน้ำไปไว้ในกะละมัง 1.2 วิธีการทำผ้ามัดย้อมจากพืชให้สีธรรมชาติในชุมชน นำผ้าไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำผ้ามา มัดกับยาง เพื่อให้เกิดลวดลาย และนำผ้าไปต้มไว้ 4 ชั่วโมง แล้วกลับผ้าไปมาทุก ๆ 10 นาทีเพื่อให้สีสม่ำเสมอเท่ากัน 1.3 วิธีการถ่ายทอดความรู้ผ้ามัดย้อมจากพืชให้สีธรรมชาติ ผู้ใหญ่ในชุมชนร่วมกันสนับสนุนการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้คนที่ต้องการความรู้เกี่ยวกับผ้ามัดย้อม 2. แนวทางการอนุรักษ์วิธีการทำผ้ามัดย้อมจากพืชให้สีธรรมชาติในชุมชน พบว่า 2.1 การตระหนักในคุณค่าพืชให้สีธรรมชาติ ทำให้เห็นคุณค่า และรู้จักใช้ทุกสิ่งให้เกิดประโยชน์สูงสุด 2.2 ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ จากลวดลายผ้ามัดย้อมจากพืชให้สีธรรมชาติ สนับสนุนการทำผ้ามัดย้อมด้วยสีธรรมชาติโดยการเผยแพร่และให้ความรู้กับชาวบ้านในชุมชน 2.3 สนับสนุนการสืบสานความรู้พืชให้สีธรรมชาติในชุมชนโดยการจัดกิจกรรมสอนความรู้ให้กับคนรุ่นหลัง</p> สุวิจักขณ์ คงเสน ณัฐภัทร ธานินพงศ์ จิตติมา ดำรงวัฒนะ เดโช แขน้ำแก้ว เชษฐา มุหะหมัด ศุภฤกษ์ ช่อคง ภิญญาพัชญ์ เห็นประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 5 2 12 22 มันพร้าวเขาขาว : กระบวนการสืบทอดองค์ความรู้การทำมันพร้าวในครัวเรือน กรณีศึกษา ครอบครัวเยาวภา คำแหง ชุมชนบ้านเขาขาว หมู่ที่ 1 ตำบลเขาขาว อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so18.tci-thaijo.org/index.php/J_ISSD/article/view/1854 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาในการสืบทอดทำมันพร้าวในครัวเรือน และกระบวนการสืบทอดองค์ความรู้การทำมันพร้าวในครัวเรือน กรณีศึกษาครอบครัวเยาวภา คำแหง ชุมชนบ้านเขาขาว หมู่ที่ 1 ตำบลเขาขาว อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผลการวิจัยพบว่าสภาพปัญหาในการสืบทอดการทำมันพร้าวในครัวเรือน ปัญหาการปรับตัวเรียนรู้และสืบทอดสู่คนรุ่นใหม่ เนื่องจากคนรุ่นใหม่ไม่สนใจเรียนรู้และสืบทอดอาชีพนี้ เพราะมองว่าเป็นงานหนัก รายได้ไม่แน่นอน และมีความเสี่ยงในการลงทุนสูง ปัญหาและอุปสรรคในการจัดทำการผลิต เผชิญกับข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะการขาดแรงงานที่มีทักษะในการผลิต ทำให้กระบวนการผลิตใช้เวลานานและไม่สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาและอุปสรรค ในการจำหน่าย แม้ว่ามันพร้าวจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในตลาด แต่ยังคงประสบปัญหาด้านการจำหน่าย ช่องทางการตลาดที่จำกัดทำให้ผู้ผลิตสามารถจำหน่ายสินค้าได้เพียงในระดับท้องถิ่น ปัญหาการถ่ายทอดวิธีการทำมันพร้าว คงใช้วิธีดั้งเดิมเป็นหลัก โดยอาศัยการเรียนรู้จากครอบครัวและชุมชนผ่านการฝึกปฏิบัติจริง ทำให้คนรุ่นใหม่ที่ไม่มีพื้นฐานอาจรู้สึกว่ายากและไม่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง กระบวนการสืบทอดองค์ความรู้การทำมันพร้าวในครัวเรือน กระบวนการสืบทอดองค์ความรู้ เริ่มจากการเรียนรู้ภายในครอบครัว โดยเด็กและเยาวชนมักได้สัมผัสกับการทำมันพร้าวตั้งแต่ยังเล็ก ผ่านการช่วยงานพื้นฐาน กระบวนการเรียนรู้พัฒนาศักยภาพชุมชนในการทำมันพร้าวต้องอาศัย การเรียนรู้ที่เป็นระบบ โดยเริ่มจากการเรียนรู้ผ่านผู้ที่มีประสบการณ์และการฝึกอบรมภายในชุมชน</p> พัชระพร พริกเล็ก ศศิธร จำปาทอง จิตติมา ดำรงวัฒนะ สุธิรา ชัยรักษา เงินถาวร อุดมศักดิ์ เดโชชัย พิษณุ โหระกุล นฤฤทธิ์ จันทร์ขาว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 5 2 23 30 หลักการจัดการพื้นที่ตามรูปแบบโคกหนองนาโมเดล กรณีศึกษา เรือนเคียงนา เกษตรอินทรีย์สืบศาสตร์พระราชา หมู่ที่ 12 ตำบลนาไม้ไผ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so18.tci-thaijo.org/index.php/J_ISSD/article/view/1855 <p>สารนิพนธ์นี้ศึกษาเรื่อง หลักการจัดการพื้นที่ตามรูปแบบโคกหนองนาโมเดล กรณีศึกษา เรือนเคียงนา เกษตรอินทรีย์สืบศาสตร์พระราชา หมู่ที่ 12 ตำบลนาไม้ไผ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการจัดการพื้นที่ตามรูปแบบโคก หนอง นา โมเดล และศึกษาประโยชน์ของการจัดการพื้นที่ตามรูปแบบโคก หนอง นา โมเดล กรณีศึกษา เรือนเคียงนา เกษตรอินทรีย์สืบศาสตร์พระราชา หมู่ที่ 12 ตำบลนาไม้ไผ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพผลการวิจัยพบว่า 1. หลักการจัดการพื้นที่และประโยชน์ของรูปแบบโคกหนองนาโมเดล การจัดการพื้นที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ พื้นที่โคก หนอง และนา โดยพื้นที่โคกประมาณ 60% เป็นดินที่ขุดจากหนอง เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและเพาะปลูก รวมถึงเลี้ยงสัตว์ ส่วนพื้นที่หนอง มีการขุดคลองไส้ไก่เพื่อกักเก็บน้ำและเลี้ยงปลา และพื้นที่นาประมาณ 30% ใช้ปลูกข้าวอินทรีย์ปลอดสารเคมี โดยใช้มูลสัตว์เป็นปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย 2. การจัดการพื้นที่แบบโคกหนองนาโมเดล ก่อให้เกิดประโยชน์หลายด้าน ด้านคุณภาพชีวิต เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ครอบครัวมีความมั่นคง ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและสามารถใช้เวลาอยู่ร่วมกัน รวมถึงได้ออกกำลังกายและสัมผัสกับธรรมชาติ ส่งผลต่อสุขภาพกายและใจที่ดีขึ้น ด้านเศรษฐกิจ เกษตรกรสามารถผลิตและจำหน่ายผลผลิตได้ต่อเนื่องทั้งปี ลดความยากจน และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ด้านสังคม ช่วยเสริมสร้างความสามัคคีในชุมชน เรียนรู้และพึ่งพากัน สร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ด้านทรัพยากร การปลูกพืชหลายชนิดและคลุมดินช่วยป้องกันการพังทลายของหน้าดิน การใช้ปุ๋ยหมักและวัสดุธรรมชาติทำให้ ดินอุดมสมบูรณ์ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ และส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างคุ้มค่า</p> ศิริประภัสร์ อินทรพรหม จิตติมา ดำรงวัฒนะ พงศ์ประสิทธิ์ อ่อนจันทร์ สุธิรา ชัยรักษา เงินถาวร กีรติญา สุนญภพ สุวรรณ วงค์การค้า ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 5 2 31 41 ปัญหาจากผลกระทบของการท่องเที่ยวในชุมชน กรณีศึกษา ชุมชนบ้านคีรีวง หมู่ที่ 5 ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so18.tci-thaijo.org/index.php/J_ISSD/article/view/1856 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาจากผลกระทบของการท่องเที่ยวและการปรับตัว จากผลกระทบการท่องเที่ยวในชุมชน กรณีศึกษา ชุมชนบ้านคีรีวง หมู่ที่ 5 ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยการวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาจากผลกระทบของการท่องเที่ยวในชุมชนคีรีวง ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ พบว่า คนในชุมชนมีการใช้ต้นทุนในการทำสวนผลไม้เพิ่มขึ้นจากการจ้างแรงงานและรายได้ที่ได้รับจากอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นที่พัก ร้านอาหาร กลุ่มองค์กรชุมชนไม่มีความมั่นคง ด้านสังคมและวัฒนธรรม พบว่า มีความขัดแย้งผลประโยชน์ระหว่างคนในชุมชนเพิ่มขึ้นจากการขายตัดราคาและมีการแข่งขันทางธุรกิจสูงขึ้นวิถีชีวิตคนในชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงไป วัฒนธรรมเดิมของชุมชนหายไปค่อนข้างเยอะและวัฒนธรรมดั้งเดิมยังถูกดัดแปลงให้เหมาะกับยุคสมัยมากขึ้น ด้านสภาพแวดล้อม พบว่า ในชุมชนมีขยะเพิ่มขึ้นในจุดต่าง ๆ และมีสิ่งปลูกสร้างเพิ่มมากขึ้น การปรับตัวจากผลกระทบของการท่องเที่ยวในชุมชนคีรีวง ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย พบว่า มีการปรับเวลาในการทำงานใหม่และมีการตั้งกติกาของชุมชนขึ้นเพื่อให้อยู่ร่วมกันได้ทั้งนักท่องเที่ยวและคนในชุมชน ด้านอัตมโนทัศน์ พบว่า มีการปรับรูปแบบการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวชุมชนโดยมีการนำสื่อโซเชียลมาประยุกต์ใช้มากขึ้นและเน้นการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยังคงเอกลักษณ์ของชุมชนเอาไว้ ด้านการพึ่งพาระหว่างกัน พบว่า มีการพึ่งพาระหว่างคนในครอบครัวโดยการให้เข้ามามีส่วนช่วยธุรกิจของครอบครัวและยังมีการพึ่งพาระหว่างคนในชุมชนมากขึ้นอีกด้วยจากการที่รวมตัวกันทำกิจกรรมของชุมชน</p> นันทวัน บัวจันทร์ อลิษา ศิริวรรณ จิตติมา ดำรงวัฒนะ พงศ์ประสิทธิ์ อ่อนจันทร์ เขมณัฏฐ์ อินทรสุวรรณ หทัยพร แสงอารยะกุล วรรณ์รพี อมรวานิชย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 5 2 42 54