https://so18.tci-thaijo.org/index.php/RISE/issue/feed วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ 2026-03-19T16:08:11+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชนิดา มิตรานันท์ rise.journal@gmail.com Open Journal Systems <p><!-- Google Font: Prompt --></p> <p> </p> <div style="max-width: 1050px; margin: 0 auto; padding: 24px; font-family: 'Prompt', sans-serif; color: #243447; line-height: 1.85;"><!-- Header --> <div style="text-align: center; margin-bottom: 32px; padding: 30px 20px; background: linear-gradient(135deg, #1e88e5 0%, #2F2E86 100%); border-radius: 18px; box-shadow: 0 6px 18px rgba(47,46,134,0.18);"> <h1 style="margin: 0; color: #ffffff; font-size: 30px; font-weight: bold;">วารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ</h1> <p style="margin: 10px 0 0 0; color: #eaf3ff; font-size: 15px;">Journal of Research and Development in Special Education</p> </div> <!-- Objectives --> <div style="background: #f8fbff; border: 1px solid #d9e8fb; border-radius: 16px; overflow: hidden; margin-bottom: 24px; box-shadow: 0 3px 10px rgba(30,136,229,0.08);"> <div style="background: linear-gradient(90deg, #2F2E86 0%, #3f51b5 100%); padding: 14px 18px;"> <h2 style="margin: 0; color: #ffffff; font-size: 21px; font-weight: 600;">วัตถุประสงค์ของการจัดทำวารสาร</h2> </div> <div style="padding: 20px;"> <p style="margin: 0;">เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานทั้งบทความวิชาการ และบทความวิจัยทางด้านการศึกษาพิเศษของคณาจารย์ นิสิต/นักศึกษา ผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่สนใจงานทางด้านการศึกษาพิเศษ เพื่อนำองค์ความรู้สู่การปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อไป โดยศูนย์พัฒนาการศึกษาพิเศษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีนโยบายในการจัดทำวารสารอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง รวมทั้งการพัฒนาวารสารให้มีคุณภาพได้มาตรฐานที่กำหนด</p> </div> </div> <!-- Focus and Scope --> <div style="background: #ffffff; border: 1px solid #d9e8fb; border-radius: 16px; overflow: hidden; margin-bottom: 24px; box-shadow: 0 3px 10px rgba(30,136,229,0.08);"> <div style="background: linear-gradient(90deg, #1e88e5 0%, #42a5f5 100%); padding: 14px 18px;"> <h2 style="margin: 0; color: #ffffff; font-size: 21px; font-weight: 600;">Focus and Scope</h2> </div> <div style="padding: 20px;"> <p style="margin-top: 0;">เป็นการนำเสนอผลงานวิจัยและงานทางวิชาการด้านการศึกษาพิเศษ โดยเน้นด้านหลักสูตรและการสอน การวิจัยและประเมินผล การบริหารการพัฒนาการศึกษา เทคโนโลยีการศึกษา การศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ รวมถึงงานอันเกิดจากการบูรณาการศาสตร์ทางการศึกษาพิเศษกับศาสตร์อื่น ๆ</p> <p style="margin-bottom: 0;">โดยบทความจะต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 2 ท่านต่อบทความ แบบ <strong>Double-blinded review system</strong></p> </div> </div> <!-- Peer Review Process --> <div style="background: #f8fbff; border: 1px solid #d9e8fb; border-radius: 16px; overflow: hidden; margin-bottom: 24px; box-shadow: 0 3px 10px rgba(30,136,229,0.08);"> <div style="background: linear-gradient(90deg, #29b6f6 0%, #2F2E86 100%); padding: 14px 18px;"> <h2 style="margin: 0; color: #ffffff; font-size: 21px; font-weight: 600;">Peer Review Process</h2> </div> <div style="padding: 20px;"> <p style="margin-top: 0;">บทความที่ได้รับการตีพิมพ์จะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-review) ในสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 3 ท่าน ต่อ 1 บทความ แบบ <strong>Double blinded</strong> โดยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 30 วัน</p> <p style="margin-bottom: 0;">กรณีที่บทความต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้มีความถูกต้องและมีคุณภาพตามหลักวิชาการ และตามมาตรฐานของวารสารวิจัยและพัฒนาการศึกษาพิเศษ กองบรรณาธิการจะส่งกลับไปยังผู้เขียน เพื่อดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้แล้วเสร็จ จึงจะสามารถตีพิมพ์ในวารสารได้</p> </div> </div> <!-- Publication Frequency --> <div style="background: #ffffff; border: 1px solid #d9e8fb; border-radius: 16px; overflow: hidden; margin-bottom: 24px; box-shadow: 0 3px 10px rgba(30,136,229,0.08);"> <div style="background: linear-gradient(90deg, #5dade2 0%, #1e88e5 100%); padding: 14px 18px;"> <h2 style="margin: 0; color: #ffffff; font-size: 21px; font-weight: 600;">Publication Frequency</h2> </div> <div style="padding: 20px;"> <p style="margin: 0;">กำหนดการเผยแพร่ 2 ฉบับต่อปี <br /><strong>ฉบับที่ 1:</strong> มกราคม – มิถุนายน <br /><strong>ฉบับที่ 2:</strong> กรกฎาคม – ธันวาคม</p> </div> </div> <!-- Article Types --> <div style="background: #f8fbff; border: 1px solid #d9e8fb; border-radius: 16px; overflow: hidden; margin-bottom: 24px; box-shadow: 0 3px 10px rgba(30,136,229,0.08);"> <div style="background: linear-gradient(90deg, #3f51b5 0%, #1e88e5 100%); padding: 14px 18px;"> <h2 style="margin: 0; color: #ffffff; font-size: 21px; font-weight: 600;">ประเภทของบทความที่รับ</h2> </div> <div style="padding: 20px;"> <ul style="margin: 0; padding-left: 22px;"> <li>บทความวิจัย</li> <li>บทความวิชาการ</li> </ul> </div> </div> <!-- Open Access Policy --> <div style="background: #ffffff; border: 1px solid #d9e8fb; border-radius: 16px; overflow: hidden; box-shadow: 0 3px 10px rgba(30,136,229,0.08);"> <div style="background: linear-gradient(90deg, #00acc1 0%, #1e88e5 100%); padding: 14px 18px;"> <h2 style="margin: 0; color: #ffffff; font-size: 21px; font-weight: 600;">นโยบายวารสารแบบเปิด</h2> </div> <div style="padding: 20px;"> <p style="margin: 0;">วารสารฉบับนี้ให้การเข้าถึงเนื้อหาแบบเปิดทันทีโดยยึดหลักการที่ว่า การทำให้งานวิจัยเข้าถึงได้ฟรีสำหรับสาธารณชนจะช่วยสนับสนุนการแลกเปลี่ยนความรู้ในระดับโลกให้กว้างขวางยิ่งขึ้น</p> </div> </div> </div> https://so18.tci-thaijo.org/index.php/RISE/article/view/2177 การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับใจความบทร้อยกรองภาษาไทย ของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการตั้งคำถามแบบ 5W1H 2026-03-19T11:12:25+07:00 ศุภมิตร ฉลวยธนาพร supamit.cha@g.swu.ac.th จีรพัฒน์ ศิริรักษ์ rise.journal@gmail.com กนกพร วิบูลพัฒนะวงศ์ rise.journal@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านจับใจความบทร้อยกรองภาษาไทย ของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังการใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการตั้งคำถามแบบ 5W1H กับเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนสาธิตแห่งหนี่ง ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 4 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบทดสอบความสามารถด้านการอ่านจับใจความบทร้อยกรองภาษาไทย รูปแบบปรนัย ชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาภาษาไทย เรื่อง นิราศภูเขาทอง โดยการใช้ เทคนิค CIRC ร่วมกับการตั้งคำถามแบบ 5W1H จำนวน 5 แผน และ 3) ใบงานประกอบกิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง นิราศภูเขาทอง จำนวน 5 ชิ้นงาน การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิตและร้อยละ สำหรับข้อมูลเชิงปริมาณ และการวิเคราะห์เนื้อหา สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัย พบว่า ความสามารถด้านการอ่านจับใจความบทร้อยกรองภาษาไทยของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลัง การใช้เทคนิค CIRC ร่วมกับการตั้งคำถามแบบ 5W1H สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม</p> 2026-03-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/RISE/article/view/2178 การบริหารหลักสูตรสถานศึกษา ในระดับการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดลำปาง 2026-03-19T11:20:59+07:00 นภสินธุ์ ดวงประภา naphasin27@gmail.com พนิดา สินสุวรรณ rise.journal@gmail.com <p>การค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา ในระดับการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดลำปาง 2) เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา ในระดับการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดลำปาง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ใช้การเลือกแบบกลุ่มเฉพาะเจาะจง ได้แก่ ครูผู้สอน 70 คน ของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดลำปาง โดยใช้ แบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา ฯ จำนวน 5 ด้าน สถิติที่ใช้ได้แก่ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยประชากร และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br>ผลการวิจัยพบว่าสภาพปัญหาการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา ฯ ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (μ = 4.12) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการเตรียมความพร้อม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (μ = 4.38) และ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านการพัฒนาบุคลากร มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (μ = 3.62) โดยผู้ศึกษาเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา ฯ ได้แก่ 1) การสร้างความรู้ความเข้าใจแก่บุคลากรผ่านการอบรมและประชาสัมพันธ์ 2) สำรวจจำนวนและความต้องการพิเศษของเด็กก่อนวางแผนหลักสูตร 3) พัฒนาความรู้ความสามารถของครูในการนำหลักสูตรไปใช้ออกแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 4) สนับสนุนการจัดทำวิจัยในชั้นเรียน 5) เลือกใช้สื่อการสอนที่เหมาะสม 6) การจัดทำเอกสารประกอบหลักสูตร 7) พัฒนาความรู้ด้านการวัดผลโดยเน้นการประเมินพัฒนาการเด็กแบบอิงสภาพจริง มีการทบทวนเกณฑ์ประเมินอย่างสม่ำเสมอ รวมถึง 8) มีการจัดระบบติดตามนิเทศอย่างต่อเนื่องแบบกัลยาณมิตร และ 9) ส่งเสริมการสรุปผลและวางแผนพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในรอบถัดไปอย่างเป็นรูปธรรม</p> 2026-03-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/RISE/article/view/2179 การศึกษาประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในการฝึกทักษะการดูแลตนเอง ช่วงมีประจำเดือนโดยใช้เทคนิคการฝึกทักษะเชิงพฤติกรรมสำหรับผู้ดูแลเด็กที่มีภาวะออทิสติก 2026-03-19T11:29:33+07:00 นพีพร คำสนิท napeepohn.k@ku.th ภัทรพร แจ่มใส rise.journal@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในการฝึกทักษะการดูแลตนเองช่วงมีประจำเดือนโดยใช้เทคนิคการฝึกทักษะเชิงพฤติกรรมสำหรับผู้ดูแลเด็กที่มีภาวะออทิสติก กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญ 9 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบไปด้วย 1) แบบสอบถามรายการทักษะการดูแลตนเองในช่วงมีประจำเดือนของเด็กที่มีภาวะออทิสติก 2) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในการฝึกทักษะการดูแลตนเอง ในช่วงมีประจำเดือนโดยใช้เทคนิคการฝึกทักษะเชิง พฤติกรรมสำหรับผู้ดูแลเด็กที่มีภาวะออทิสติก 3) แบบประเมินประสิทธิภาพของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในการฝึกทักษะการดูแลตนเองช่วงมีประจำเดือนโดยใช้เทคนิคการฝึกทักษะเชิงพฤติกรรมสำหรับผู้ดูแลเด็กที่มีภาวะออทิสติกและทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย (Mean) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)<br>ผลการวิจัยพบว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีประสิทธิภาพในระดับสูง โดยด้านเนื้อหาอยู่ในระดับมีประสิทธิภาพมาก ค่าเฉลี่ย 4.28 และด้านการออกแบบกับการใช้งานอยู่ในระดับมีประสิทธิภาพมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.54 ทั้งยังได้รับการประเมินเชิงคุณภาพว่าสอดคล้องกับบริบทของเด็กออทิสติก เหมาะสมต่อการส่งเสริมทักษะการดูแลตนเองและลดความวิตกกังวลของผู้ดูแลได้อย่างมีประสิทธิผล สะท้อนให้เห็นว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เหมาะสมต่อการนำไปใช้ฝึกทักษะการดูแลตนเองช่วงมีประจำเดือนของเด็กที่มีภาวะออทิสติก และสามารถช่วยเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-03-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/RISE/article/view/2181 การประเมินโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการสื่อสารผลลัพธ์การเรียนรู้ ระดับหลักสูตร สาขาวิชาการศึกษาพิเศษ ตามเกณฑ์มาตรฐานการอุดมศึกษา โดยรูปแบบการประเมินของเคิร์กแพทริค 2026-03-19T13:22:29+07:00 นนท์ณภัสร์ วนกาญจน์กุล nonnapasa.wa@udru.ac.th ขวัญดาว การะหงษ์ rise.journal@gmail.com จิรันธนิน ทองธิราช rise.journal@gmail.com ชาคริยา พันธ์ทอง rise.journal@gmail.com สุนิสา วงศ์อารีย์ rise.journal@gmail.com ทรรศนีย์ วันชาดี rise.journal@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินด้านปฏิกิริยาและประเมินด้านพฤติกรรมหลังการเข้าร่วมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการสื่อสารผลลัพธ์การเรียนรู้ ระดับหลักสูตร สาขาวิชาการศึกษาพิเศษ ตามเกณฑ์มาตรฐานการ อุดมศึกษา โดยรูปแบบการประเมินของเคิร์กแพทริค ประชากรเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาการศึกษาพิเศษ จำนวน 25 คน โดยศึกษาจากประชากรทั้งหมด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบประเมินด้านปฏิกิริยา และแบบประเมินด้านพฤติกรรม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 และ 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br>ผลการวิจัยพบว่า 1) การประเมินด้านปฏิกิริยาหลังการเข้าร่วมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการสื่อสารผลลัพธ์การเรียนรู้ ระดับหลักสูตร สาขาวิชาการศึกษาพิเศษ ตามเกณฑ์มาตรฐานการอุดมศึกษา นักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาพิเศษ มีความพึงพอใจต่อแผนการดำเนินงานตามโครงการ กิจกรรมความเหมาะสมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ วิทยากรมีความรู้ความเข้าใจและความพร้อมในการดำเนินโครงการ และสถานที่ใช้ในการจัดกิจกรรมของโครงการ อยู่ในระดับมากที่สุด และ 2) การประเมินด้านพฤติกรรมหลังการเข้าร่วมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการสื่อสารผลลัพธ์การเรียนรู้ ระดับหลักสูตร สาขาวิชาการศึกษาพิเศษ ตามเกณฑ์มาตรฐานการอุดมศึกษา นักศึกษา สาขาวิชาการศึกษาพิเศษมีความรู้และความเข้าใจการสร้างแรงบันดาลใจ การแสดงออกถึงบุคลิกภาพของความเป็นครูการศึกษาพิเศษ และ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีมร่วมกับนักสหวิชาชีพ และผู้ปกครอง สัมพันธ์ชุมชนด้วย กรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) อยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-03-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/RISE/article/view/2182 การพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติก ระดับปฐมวัย โดยใช้เทคนิคการฝึกการสื่อสารให้สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบท 2026-03-19T13:42:50+07:00 เบญจมาศ พงษ์สวัสดิ์ Benjamas.pong@ku.th วรางคณา โสมะนันทน์ Varangkana.s@ku.th <p>การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกในระดับปฐมวัย โดยใช้แนวคิดการฝึกการสื่อสารให้สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบท กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย คือ เด็กชาย อายุ 5 ปี จำนวน 1 คน มีพัฒนาการด้านทักษะทางสังคมและทักษะการสื่อสารล่าช้า ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นภาวะออทิสติก และมีพัฒนาการด้านการสื่อสารอยู่ในระดับอายุ 2 ปี 11 เดือน เด็กมีข้อจำกัดในการเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่นมีความยากลำบากในการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อน ไม่สามารถสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้ และมักแสดงพฤติกรรมที่เป็นปัญหา คือ การผลักเพื่อน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการสนับสนุนพฤติกรรมเชิงบวก จำนวน 4 แผน และแบบประเมินทักษะทางสังคม โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการผ่านการสังเกตพฤติกรรมของเด็กระหว่างการจัดกิจกรรมสอนทักษะทางสังคมและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ร้อยละ ความถี่ การแจกแจงความถี่<br>ผลการวิจัยพบว่า การฝึกการสื่อสารให้สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบทสามารถพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกในระดับปฐมวัยได้สูงขึ้น</p> 2026-03-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/RISE/article/view/2183 การพัฒนาโปรแกรมการฝึกการคิดออกแบบเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหา อย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายโดยใช้แนวคิดการจัดการเรียนรวม และการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล 2026-03-19T13:50:20+07:00 ฉันทิกา ชินธเนศ teacherchantika@gmail.com ชนิศา ตันติเฉลิม rise.journal@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาโปรแกรมการฝึกการคิดออกแบบเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายโดยใช้แนวคิดการจัดการเรียนรวมและการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล (UDL) และ (2) ศึกษาพัฒนาการของนักเรียนหลังได้รับโปรแกรมดังกล่าว กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายแห่งหนึ่งในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรม จำนวน 35 คน โดยใช้การวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดี่ยวหลายเส้นฐานข้ามบุคคล (MultipleBaseline Single-Subject Design Across Individuals) เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย (1) โปรแกรมการฝึกการคิดออกแบบ จำนวน 11 คาบ ที่พัฒนาตามกระบวนการ Design thinking เป็นแกนกลางร่วมกับแนวคิดการเรียนรวม (Inclusive education) โดยออกแบบกิจกรรมให้สามารถรองรับผู้เรียนที่มีความแตกต่างหลากหลาย ผ่านการจัดระดับความช่วยเหลือตามระบบการสนับสนุนแบบหลายระดับ (MTSS) และแนวคิดการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล (Universal design for learning หรือ UDL) เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย และ (2) แบบวัดทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ที่ผลการวิจัยพบว่า หลังการใช้โปรแกรม นักเรียนทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มปกติ (Tier 1) กลุ่มเสี่ยง (Tier 2) และกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือ (Tier 3) มีพัฒนาการด้านทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือซึ่งมีการพัฒนาสูงขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนว่าโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมศักยภาพผู้เรียนในห้องเรียนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-03-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026