วารสารรามคำแหง ฉบับคณะศึกษาศาสตร์ (มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) https://so18.tci-thaijo.org/index.php/RUEDU <p>วารสารรามคำแหง ฉบับคณะศึกษาศาสตร์ (มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) มีจุดมุ่งหมายสำคัญในการยกระดับคุณภาพของผลงานวิจัยและผลงานวิชาการด้านศึกษาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง th-TH วารสารรามคำแหง ฉบับคณะศึกษาศาสตร์ (มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) 3027-7795 <p>ผู้ส่งบทความ (และคณะผู้วิจัยทุกคน) ตระหนักและปฎิบัติตามจริยธรรมการวิจัยอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้บทความ เนื้อหา ข้อมูล ข้อความ ภาพ ตาราง แผนภาพ แผนผัง หรือข้อคิดเห็นใดๆ ที่ปรากฎในบทความ เป็นความคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้ส่งบทความ กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นตามเสมอไป และไม่มีส่วนรับผิดชอบใดๆ โดยถือเป็นความรับผิดของของเจ้าของบทความเพียงผู้เดียว</p> การพัฒนาสื่อโมชันกราฟิกผ่านเทคโนโลยีคิวอาร์โค้ดเพื่อส่งเสริมการรับรู้ การทำบัตรประจำตัวนักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง https://so18.tci-thaijo.org/index.php/RUEDU/article/view/1056 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาที่มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อประเมินคุณภาพของสื่อโมชันกราฟิกที่พัฒนาขึ้น (2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการใช้สื่อโมชันกราฟิกที่เข้าถึงผ่านเทคโนโลยีคิวอาร์โค้ด ในการส่งเสริมความเข้าใจของนักศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการออกบัตรประจำตัวนักศึกษาของมหาวิทยาลัยรามคำแหง และ (3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อสื่อโมชันกราฟิก กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยประกอบด้วยนักศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยรามคำแหงจำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) สื่อโมชันกราฟิก (2) แบบประเมินคุณภาพของสื่อ (3) แบบประเมินการรับรู้เกี่ยวกับกระบวนการทำบัตรประจำตัวนักศึกษา และ (4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อสื่อโมชันกราฟิก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การวิเคราะห์ความตรงเชิงเนื้อหาโดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (IOC) ผลการวิจัยพบว่า (1) สื่อโมชันกราฟิกได้รับการประเมินว่ามีคุณภาพในระดับดีมากทั้งจากผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสื่อ (2) นักศึกษามีระดับความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการทำบัตรประจำตัวนักศึกษาหลังจากรับชมสื่อผ่านคิวอาร์โค้ดในระดับมาก และ (3) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อสื่อโมชันกราฟิกในระดับมาก ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของสื่อโมชันกราฟิกในฐานะเครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารและการทำความเข้าใจในกระบวนการต่าง ๆ ของนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา</p> หะกีม ลีวาเมาะ สุพจน์ อิงอาจ บุษกร เชี่ยวจินดากานต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-27 2026-05-27 7 1 การศึกษาสภาพปัญหา อุปสรรค และแนวทางการแก้ปัญหาในกระบวนการรับนิสิตแลกเปลี่ยนต่างชาติภายใต้สัญญาความร่วมมือทางวิชาการของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/RUEDU/article/view/1055 <p>การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและอุปสรรคกระบวนการรับนิสิตแลกเปลี่ยนต่างชาติภายใต้สัญญาความร่วมมือทางวิชาการของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ปัญหา ในกระบานการรับนิสิตแลกเปลี่ยนต่างชาติภายใต้สัญญาความร่วมมือทางวิชาการของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 3) เพื่อศึกษาแนวทางในการสร้างระบบการพิจารณารับนิสิตแลกเปลี่ยนต่างชาติในรูปแบบออนไลน์ 4) เพื่อส่งเสริม พัฒนา และสร้างกิจกรรมของโครงการนิสิตแลกเปลี่ยนต่างชาติภายใต้สัญญาความร่วมมือทางวิชาการ 5) เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยในความเป็นนานาชาติด้านโครงการแลกเปลี่ยนนิสิตต่างชาติภายใต้สัญญาความร่วมมือ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บข้อมูลวิจัย ในครั้งนี้คือนิสิตแลกเปลี่ยนต่างชาติภายใต้สัญญาความร่วมมือทางวิชาการระดับปริญญาตรี จำนวน 100 คน โดยผู้วิจัยได้ส่งแบบสอบถาม ประสานงาน และติดตามเพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูล โดยใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน </p> <p><br>คำสำคัญ: สภาพปัญหา, อุปสรรค, นิสิตแลกเปลี่ยนต่างชาติ, สัญญาความร่วมมือทางวิชาการ<br>ประเภทของบทความ: บทความวิจัย </p> PATTAMA ANU-IN ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-27 2026-05-27 7 1 การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อวิเคราะห์เกาะความร้อนภายในเมืองพื้นที่ศึกษา จังหวัดสมุทรปราการ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/RUEDU/article/view/1079 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุณหภูมิเฉลี่ยแบบรายเดือน โดยวิธีการประมาณค่าเชิงพื้นที่แบบไอดีดับเบิลยู (IDW) เพื่อจำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินทั้ง 5 ประเภท โดยการจำแนกข้อมูลแบบกำกับ ใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม แลนด์แซตแปด (Landsat-8) และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิเฉลี่ยกับพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง บริเวณจังหวัดสมุทรปราการ ปี พ.ศ. 2563 ถึง 2565 โดยการวิเคราะห์ทางสถิติที่ใช้การถดถอยเชิงเส้น ผลการศึกษาพบว่า ในปี พ.ศ. 2563 ถึง 2565 มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 31.4 องศาเซลเซียส ในเดือนพฤษภาคม 30.8 องศาเซลเซียส ในเดือนพฤษภาคม และ 30.5 องศาเซลเซียส ในเดือนมิถุนายน ตามลำดับ ส่วนอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด อยู่ที่ 27.8 องศาเซลเซียส ในเดือนธันวาคม 26 องศาเซลเซียส ในเดือนมกราคม และ 27 องศาเซลเซียส ในเดือนธันวาคม ตามลำดับ และอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 29.8, 29.3 และ 29.2 องศาเซลเซียส ตามลำดับ ส่วนการจำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดิน พบว่า ในปี พ.ศ. 2563 ถึง 2565 การใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยมีค่าเท่ากับ 342.32, 342.65 และ 367.62 ตารางกิโลเมตร ตามลำดับ เมื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิเฉลี่ยกับพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง ในปี พ.ศ. 2563 ถึง 2565 พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจสัมพันธ์กับขนาดพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง โดยมีค่าเท่ากับ 0.79 0.73 และ 0.84 ตามลำดับ แสดงว่า หากขนาดพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้างที่มีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นนั้นส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นที่เมืองสูงขึ้นตามไปด้วย อย่างมีนัยสำคัญ</p> ลัญฉกร เมืองพันธ์ ศุภฤกษ์ โออินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-27 2026-05-27 7 1 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร https://so18.tci-thaijo.org/index.php/RUEDU/article/view/1083 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) องค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา (2) ระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารและระดับประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยม (3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์กับประสิทธิผลของโรงเรียน (4) อำนาจพยากรณ์ของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ที่มีต่อประสิทธิผลของโรงเรียน และ (5) แนวทางการยกระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มประสิทธิผลของโรงเรียน โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารและครูจำนวน 350 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นแบบไม่เป็นสัดส่วน ผลการวิจัยพบว่า (1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารมี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ ความยืดหยุ่น การมีวิสัยทัศน์ ความคิดสร้างสรรค์ และการจินตนาการ ซึ่งมีความเหมาะสม (2) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารและประสิทธิผลของโรงเรียนอยู่ในระดับมาก (3) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิผลของโรงเรียน (4) ความยืดหยุ่นและความคิดสร้างสรรค์เป็นองค์ประกอบที่มีอำนาจพยากรณ์สูงสุด สามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลของโรงเรียนได้ร้อยละ 69.10 และ (5) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มประสิทธิผลของโรงเรียนควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความคิดสร้างสรรค์เป็นสำคัญ</p> นายรณชัย ปังอุทา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-27 2026-05-27 7 1 การพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีพื้นฐาน โดยใช้การจัดการเรียนรู้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/RUEDU/article/view/1124 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่บูรณาการระหว่างแนวทางปัญหา เป็นฐาน (Problem-Based Learning) กับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ที่มีต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนจำนวน 27 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (<em>SD</em>) และทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติ สูตร <em>t</em> test dependent ผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ( = 14.85, <em>SD</em> = 2.03) (2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ( =14.85, <em>SD</em> = 1.97) และ (3) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด มีความพึงพอใจในระดับมาก ( = 2.92, <em>SD</em> = 0.15)</p> Thitinan Boonard ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-27 2026-05-27 7 1