วารสารรามคำแหง ฉบับคณะศึกษาศาสตร์ (มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) https://so18.tci-thaijo.org/index.php/RUEDU <p>วารสารรามคำแหง ฉบับคณะศึกษาศาสตร์ (มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) มีจุดมุ่งหมายสำคัญในการยกระดับคุณภาพของผลงานวิจัยและผลงานวิชาการด้านศึกษาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> th-TH <p>ผู้ส่งบทความ (และคณะผู้วิจัยทุกคน) ตระหนักและปฎิบัติตามจริยธรรมการวิจัยอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้บทความ เนื้อหา ข้อมูล ข้อความ ภาพ ตาราง แผนภาพ แผนผัง หรือข้อคิดเห็นใดๆ ที่ปรากฎในบทความ เป็นความคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้ส่งบทความ กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นตามเสมอไป และไม่มีส่วนรับผิดชอบใดๆ โดยถือเป็นความรับผิดของของเจ้าของบทความเพียงผู้เดียว</p> journal.edu.ru@gmail.com (รองศาสตราจารย์ ดร.มานิกา วิเศษสาธร) journal.edu.ru@gmail.com (กองบรรณาธิการวารสารรามคำแหง ฉบับคณะศึกษาศาสตร์ (มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) ) Thu, 28 May 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนาสื่อโมชันกราฟิกผ่านเทคโนโลยีคิวอาร์โค้ดเพื่อส่งเสริมการรับรู้ การทำบัตรประจำตัวนักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง https://so18.tci-thaijo.org/index.php/RUEDU/article/view/1056 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาที่มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อประเมินคุณภาพของสื่อโมชันกราฟิกที่พัฒนาขึ้น (2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการใช้สื่อโมชันกราฟิกที่เข้าถึงผ่านเทคโนโลยีคิวอาร์โค้ดในการส่งเสริมความเข้าใจของนักศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการออกบัตรประจำตัวนักศึกษาของมหาวิทยาลัยรามคำแหง และ (3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อสื่อโมชันกราฟิก กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยประกอบด้วยนักศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยรามคำแหงจำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) สื่อโมชันกราฟิก (2) แบบประเมินคุณภาพของสื่อ (3) แบบประเมินการรับรู้เกี่ยวกับกระบวนการทำบัตรประจำตัวนักศึกษา และ (4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อสื่อโมชันกราฟิก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การวิเคราะห์ความตรงเชิงเนื้อหาโดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (IOC) ผลการวิจัยพบว่า (1) สื่อโมชันกราฟิกได้รับการประเมินว่ามีคุณภาพในระดับดีมากทั้งจากผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสื่อ (2) นักศึกษามีระดับความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการทำบัตรประจำตัวนักศึกษาหลังจากรับชมสื่อผ่านคิวอาร์โค้ดในระดับมาก และ (3) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อสื่อโมชันกราฟิกในระดับมาก ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของสื่อโมชันกราฟิกในฐานะเครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารและการทำความเข้าใจในกระบวนการต่าง ๆ ของนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา</p> หะกีม ลีวาเมาะ, สุพจน์ อิงอาจ, บุษกร เชี่ยวจินดากานต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/RUEDU/article/view/1056 Wed, 27 May 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ปัญหาและแนวทางแก้ไขในการรับนักศึกษาต่างชาติแลกเปลี่ยน ภายใต้สัญญาความร่วมมือของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/RUEDU/article/view/1055 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของนักศึกษาต่างชาติแลกเปลี่ยนภายใต้สัญญาความร่วมมือทางวิชาการของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และเสนอแนวทางพัฒนาระบบออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการรับนักศึกษาแลกเปลี่ยน กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาแลกเปลี่ยนระดับปริญญ าตรี จำนวน 100 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามสภาพปัญหาปัจจุบัน อุปสรรค และแนวทางการพัฒนา โดยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณา<br />ด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาต่างชาติแลกเปลี่ยนมีการรับรู้ปัญหาและอุปสรรคโดยรวมอยู่ในระดับน้อยที่สุดเกือบทุกด้าน อย่างไรก็ตาม ปัญหาด้านการใช้งานระบบออนไลน์และความเพียงพอของข้อมูลหรือคำแนะนำยังอยู่ในระดับปานกลาง สำหรับแนวทางการพัฒนา มีข้อเสนอให้ปรับปรุงระบบข้อมูลและระบบลงทะเบียนออนไลน์ พัฒนาช่องทางสื่อสารหลายภาษา จัดกิจกรรมด้านภาษาและวัฒนธรรมไทย จัดระบบเพื่อนช่วยเพื่อน (Buddy Program) และมีที่ปรึกษาหรือหน่วยงานช่วยเหลือเฉพาะสำหรับนักศึกษาแลกเปลี่ยน เพื่อส่งเสริมการปรับตัวและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการนักศึกษาต่างชาติของมหาวิทยาลัย</p> ปัทมา อนุอินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/RUEDU/article/view/1055 Wed, 27 May 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อวิเคราะห์เกาะความร้อนภายในเมือง พื้นที่ศึกษา จังหวัดสมุทรปราการ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/RUEDU/article/view/1079 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุณหภูมิเฉลี่ยแบบรายเดือน โดยวิธีการประมาณค่าเชิงพื้นที่แบบไอดีดับเบิลยู (IDW) เพื่อจำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินทั้ง 5 ประเภท โดยการจำแนกข้อมูลแบบกำกับ ใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม แลนด์แซตแปด (Landsat-8) และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิเฉลี่ยกับพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง บริเวณจังหวัดสมุทรปราการ ปี พ.ศ. 2563 ถึง 2565 โดยการวิเคราะห์ทางสถิติที่ใช้การถดถอยเชิงเส้น ผลการศึกษาพบว่า ในปี พ.ศ. 2563 ถึง 2565 มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 31.4 องศาเซลเซียส ในเดือนพฤษภาคม 30.8 องศาเซลเซียส ในเดือนพฤษภาคม และ 30.5 องศาเซลเซียส ในเดือนมิถุนายน ตามลำดับ ส่วนอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด อยู่ที่ 27.8 องศาเซลเซียส ในเดือนธันวาคม 26 องศาเซลเซียส ในเดือนมกราคม และ 27 องศาเซลเซียส ในเดือนธันวาคม ตามลำดับ และอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 29.8, 29.3 และ 29.2 องศาเซลเซียส ตามลำดับ ส่วนการจำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดิน พบว่า ในปี พ.ศ. 2563 ถึง 2565 การใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยมีค่าเท่ากับ 342.32, 342.65 และ 367.62 ตารางกิโลเมตร ตามลำดับ เมื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิเฉลี่ยกับพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง ในปี พ.ศ. 2563 ถึง 2565 พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจสัมพันธ์กับขนาดพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง โดยมีค่าเท่ากับ 0.79 0.73 และ 0.84 ตามลำดับ แสดงว่า หากขนาดพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้างที่มีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นนั้นส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นที่เมืองสูงขึ้นตามไปด้วย อย่างมีนัยสำคัญ</p> ลัญฉกร เมืองพันธ์, ศุภฤกษ์ โออินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/RUEDU/article/view/1079 Wed, 27 May 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร https://so18.tci-thaijo.org/index.php/RUEDU/article/view/1083 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) องค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา (2) ระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารและระดับประสิทธิผลของโรงเรียนมัธยม (3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์กับประสิทธิผลของโรงเรียน (4) อำนาจพยากรณ์ของภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ที่มีต่อประสิทธิผลของโรงเรียน และ (5) แนวทางการยกระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มประสิทธิผลของโรงเรียน โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารและครูจำนวน 350 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นแบบไม่เป็นสัดส่วน ผลการวิจัยพบว่า (1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารมี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ ความยืดหยุ่น การมีวิสัยทัศน์ ความคิดสร้างสรรค์ และการจินตนาการ ซึ่งมีความเหมาะสม (2) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารและประสิทธิผลของโรงเรียนอยู่ในระดับมาก (3) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิผลของโรงเรียน (4) ความยืดหยุ่นและความคิดสร้างสรรค์เป็นองค์ประกอบที่มีอำนาจพยากรณ์สูงสุด สามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลของโรงเรียนได้ร้อยละ 69.10 และ (5) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มประสิทธิผลของโรงเรียนควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความคิดสร้างสรรค์เป็นสำคัญ</p> รณชัย ปังอุทา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/RUEDU/article/view/1083 Wed, 27 May 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีพื้นฐาน โดยใช้การจัดการเรียนรู้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/RUEDU/article/view/1124 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่บูรณาการระหว่างแนวทางปัญหา เป็นฐาน (Problem-Based Learning) กับเทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) ที่มีต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนจำนวน 27 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (<em>SD</em>) และทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติ สูตร <em>t </em>test dependent ผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 14.85, <em>SD</em> = 2.03) (2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=14.85, <em>SD</em> = 1.97) และ (3) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด มีความพึงพอใจในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 2.92, <em>SD</em> = 0.15)</p> ฐิตินันท์ บุญอาจ, ทัศนีย์ รอดมั่นคง, พอเจตน์ ธรรมศิริขวัญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/RUEDU/article/view/1124 Wed, 27 May 2026 00:00:00 +0700