https://so18.tci-thaijo.org/index.php/chorparitas/issue/feed ช่อดอกปีบปริทัศน์ 2026-08-27T08:38:18+07:00 Asst. Prof. Dr. Salinee Tippeng salinee.t@rmutsv.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารช่อดอกปีบปริทัศน์ </strong><span style="font-weight: 400;">เป็นวารสารของคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เริ่มจัดพิมพ์วารสารฉบับแรกเมื่อปี พ.ศ. 2567 เป็นปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน 2568) </span><span style="font-weight: 400;">โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่ผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพ ในลักษณะของ</span><span style="font-weight: 400;">บทความวิจัย (Research Article)</span><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">บทความวิชาการ (Academic Article) และบทความปริทรรศน์ (Review Article) </span><span style="font-weight: 400;">ในสาขา</span><span style="font-weight: 400;">ด้านศิลปศาสตร์ (Liberal Arts) มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (Humanities and Social Science) </span><span style="font-weight: 400;">และสาขาวิชาอื่น ๆ หรือสหวิทยาการด้านศิลปศาสตร์ อาทิ การท่องเที่ยว </span><span style="font-weight: 400;">การโรงเเรมและอุตสาหกรรมบริการ</span><span style="font-weight: 400;"> โลจิสติกส์ ภาษาและการสื่อสาร ภาษาศาสตร์ ภาษาศาสตร์ประยุกต์ วรรณคดีทั้งของไทยและต่างประเทศ ศิลปะและวัฒนธรรม ศิลปกรรม นาฏศิลป์ ดนตรีไทย ดนตรีตะวันตก</span><span style="font-weight: 400;"> ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมศึกษา </span><span style="font-weight: 400;">จิตวิทยา</span><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">คหกรรมศาสตร์ </span><span style="font-weight: 400;">รัฐศาสตร์ มานุษยวิทยา พัฒนาสังคม </span><span style="font-weight: 400;"> สังคมวิทยา </span><span style="font-weight: 400;">ศึกษาศาสตร์ วิธีการสอน การจัดการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผล </span></p> <p><strong>กำหนดออกปีละ 3 ฉบับ คือ </strong></p> <p><span style="font-weight: 400;">ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ คือ </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">https://so18.tci-thaijo.org/index.php/chorparitas</span></p> https://so18.tci-thaijo.org/index.php/chorparitas/article/view/2282 การศึกษาข้อกังวลของนักศึกษาในการฝึกปฏิบัติด้านการพูดต่อหน้าชุมชนในรายวิชามัคคุเทศก์ของนักศึกษาการท่องเที่ยว ชั้นปีที่ 3 หลักสูตรสาขาวิชาการท่องเที่ยว 2026-05-08T13:58:20+07:00 กุลดารา เพียรเจริญ kuldara@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับข้อกังวลของนักศึกษาการท่องเที่ยว ชั้นปีที่ 3 ในการฝึกปฏิบัติการพูดต่อหน้าชุมชนในรายวิชามัคคุเทศก์ และ (2) เปรียบเทียบข้อกังวลของนักศึกษาในการพูดต่อหน้าชุมชนระหว่างการพูดรายบุคคลและการพูดแบบกลุ่ม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาสาขาการท่องเที่ยว ชั้นปีที่ 3 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามวัดความกังวลการพูดต่อหน้าชุมชน (PSAQ) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมผู้เรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ t-test แบบกลุ่มสัมพันธ์</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีระดับข้อกังวลในการพูดต่อหน้าชุมชนโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีความกังวลด้านการประเมินสูงที่สุด รองลงมาคือความกังวลด้านการควบคุมสถานการณ์ และความกังวลด้านการสื่อสารตามลำดับ ผลการเปรียบเทียบพบว่า นักศึกษามีข้อกังวลในการพูดรายบุคคลสูงกว่าการพูดแบบกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ยังพบว่า นักศึกษากังวลเกี่ยวกับการลืมเนื้อหา การใช้ภาษาที่ไม่ถูกต้อง และความกลัวการถูกประเมินจากผู้ฟัง ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การพูดรายบุคคลเป็นกิจกรรมที่สร้างความกังวลให้กับนักศึกษามากกว่าการพูดแบบกลุ่ม จึงควรออกแบบการเรียนการสอนให้มีการเตรียมความพร้อมก่อนการพูดมากขึ้น เช่น การฝึกซ้อมหลายรอบ การใช้ role-play การให้เพื่อนช่วยประเมินก่อนขึ้นนำเสนอจริง และการให้กำลังใจเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ ทั้งนี้ ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้พัฒนากิจกรรมการสอนด้านการสื่อสารในหลักสูตรสาขาการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ช่อดอกปีบปริทัศน์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/chorparitas/article/view/2743 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการคาร์บอนนิวทรัลอีเว้นท์ ของผู้จัดงานในพื้นที่ ทรู ดิจิทัล พาร์ค 2026-07-05T18:20:16+07:00 อังคเณ บุญเกิด angkane.boo@rmutr.ac.th ขวัญจิรา โมคลา -@hotmail.com วรินรำไพ หนักแน่น -@hotmail.com ธนิชชา ชัยชัชวาลประทีป -@hotmail.com ปฏิพัทธ์ บุญบาล -@hotmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการ Carbon Neutral Event Venue ของผู้จัดงาน 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีอิทธิพลกับการตัดสินใจเลือกใช้บริการ และ 3) เสนอแนวทางในการพัฒนาบริการและการสื่อสารของ True Digital Park เพื่อส่งเสริมการเลือกใช้บริการ Carbon Neutral Event การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้จัดงานจำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการ Carbon Neutral Event Venue มากที่สุด คือ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและภาพลักษณ์ โดยผู้จัดงานให้ความสำคัญกับการเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร รองลงมา ได้แก่ ปัจจัยด้านบริการและนวัตกรรม ซึ่งครอบคลุมระบบสนับสนุนการวัดคาร์บอน เทคโนโลยีด้านความยั่งยืน และความสะดวกในการดำเนินงาน ส่วนปัจจัยด้านเศรษฐศาสตร์และราคาอยู่ในระดับปานกลาง โดยผู้จัดงานให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาสถานที่จัดงานให้มีมาตรฐานด้านความยั่งยืน ควบคู่กับการนำเสนอนวัตกรรมและระบบสนับสนุนการจัดงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและส่งเสริมการตัดสินใจเลือกใช้บริการของผู้จัดงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับศักยภาพของสถานที่จัดงานและอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทยให้สอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับสากล</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ช่อดอกปีบปริทัศน์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/chorparitas/article/view/2707 การศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บริการที่มีต่อส่วนประสมทางการตลาด ร้านฟาร์มคัพพลัสคาเฟ่ 2026-07-12T10:15:35+07:00 สุไรยา หะยีเจ๊ะและ suraiya141046@gmail.com สุธาวัลย์ รัตนประพันธ์ nityahnuma@gmail.com กรัตน์ติยา จิตไพทูล katattiys08@gmail.com รวิวรรณ พวงสอน rawiwan.p@rmutsv.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยเรื่อง ปัจจัยทีส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าทีมีต่อการใช้บริการฟาร์มคัพพลัสคาเฟ่</p> <p>มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (7Ps) ทีส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าที่มาใช้</p> <p>บริการฟาร์มคัพพลัสคาเฟ่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ</p> <p>โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จํานวน 255 คน วิเคราะห์ข้อมูล</p> <p>ด้วยสถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบียงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง</p> <p>อายุระหว่าง 21–30 ปี มีอาชีพเป็นนักเรียน/นักศึกษา และมีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน โดยส่วน</p> <p>ใหญ่นิยมเลือกซือเมนู้กาแฟ ใช้บริการสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง และใช้บริการในช่วงเวลา 10.00–12.00 น.</p> <p>ผลการศึกษาความพึงพอใจของลูกค้าพบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดทัง 7 ด้าน ได้แก่</p> <p>ด้านกระบวนการให้บริการ ด้านลักษณะทางกายภาพ ด้านบุคลากร ด้านสถานที ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา</p> <p>และด้านการส่งเสริมการตลาด อยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p>&nbsp;</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ช่อดอกปีบปริทัศน์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/chorparitas/article/view/2744 การศึกษาเชาวน์ปัญญาเชิงจิตวิญญาณ เชาวน์ปัญญาเชิงการรู้จักและเข้าใจตนเอง และทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกของนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 2026-07-03T10:19:03+07:00 อริยา คูหา ariya.k@psu.ac.th นาอีมะ สามะ -@hotmail.com <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เชาวน์ปัญญาเชิงจิตวิญญาณ เชาวน์ปัญญาเชิงการรู้จักและเข้าใจตนเอง และทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกของนักศึกษา 2) เปรียบเทียบเชาวน์ปัญญาเชิงจิตวิญญาณของนักศึกษา จำแนกตามเพศ และหลักสูตร 3) เปรียบเทียบเชาวน์ปัญญาเชิงการรู้จักและเข้าใจตนเองของนักศึกษา จำแนกตามเพศ และหลักสูตร 4) เปรียบเทียบทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกของนักศึกษา จำแนกตามเพศและหลักสูตร 5) ความสัมพันธ์ระหว่างเชาวน์ปัญญาเชิงจิตวิญญาณ เชาวน์ปัญญาเชิงการรู้จัก และเข้าใจตนเอง และทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 สังกัดหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ และหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ปีการศึกษา 2568 จำนวน 119 คน เครื่องมือในการศึกษา คือ แบบสอบถามเชาวน์ปัญญาเชิงจิตวิญญาณ เชาวน์ปัญญาเชิงการรู้จักและเข้าใจตนเอง และทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .772, .656, และ .892 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าที และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>เชาวน์ปัญญาเชิงจิตวิญญาณของนักศึกษาอยู่ในระดับปานกลาง และแตกต่างกันตามเพศ เชาวน์ปัญญาเชิงการรู้จักและเข้าใจตนเองของนักศึกษาอยู่ในระดับปานกลาง ทุนทางจิตวิทยาเชิงบวกของนักศึกษาอยู่ในระดับมาก และแตกต่างกันตามเพศ เชาวน์ปัญญาเชิงจิตวิญญาณมีความสัมพันธ์ทางบวกกับเชาวน์ปัญญาเชิงการรู้จักและเข้าใจตนเองและทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ช่อดอกปีบปริทัศน์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/chorparitas/article/view/2758 การศึกษาการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนรู้ และแรงจูงใจภายใน ที่มีต่อสมรรถนะดิจิทัล ของนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 2026-07-24T10:29:30+07:00 อริยา คูหา ariya.k@psu.ac.th ตัซนีม บอสู -@hotmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนรู้ สมรรถนะดิจิทัล และแรงจูงใจภายในของนักศึกษา 2) เปรียบเทียบการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนรู้ อิงชั้นปีและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) เปรียบเทียบสมรรถนะดิจิทัล จำแนกตามชั้นปีและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) เปรียบเทียบและแรงจูงใจภายในของนักศึกษา อิงชั้นปีและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5)&nbsp; ศึกษาอิทธิพลของการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนรู้กับแรงจูงใจภายในต่อสมรรถนะดิจิทัลของนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1-4 หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จำนวน 99 คน ปีการศึกษา 2568 โดยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือในการศึกษาวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนรู้ สมรรถนะดิจิทัล และแรงจูงใจภายในที่มีค่าความเชื่อมั่น .799, .896&nbsp; และ .894 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน F-test และการถดถอยพหุคูณ &nbsp;ผลการวิจัยพบว่าการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนรู้ &nbsp;สมรรถนะดิจิทัล และแรงจูงใจภายในของนักศึกษาอยู่ในระดับมาก และแตกต่างกันตามชั้นปี และการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนรู้ และแรงจูงใจภายในร่วมกันพยากรณ์ความแปรปรวนของสมรรถนะดิจิทัลได้</p> <p>ร้อยละ 35.0 (R² = .350) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังสมการ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Y =1.037-0.451(การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนรู้)+0.383(แรงจูงใจภายใน)</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ช่อดอกปีบปริทัศน์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/chorparitas/article/view/2374 การสังเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อทุนทางจิตวิทยาของนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2026-05-15T09:47:12+07:00 ธฤษวรรณ ศิริพรหม tharusawansiriprom@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อทุนทางจิตวิทยา (Psychological Capital: PsyCap) ของผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระบุช่องว่างทางการวิจัยในบริบทไทย และนำเสนอแนวทางการส่งเสริม PsyCap ในสถานศึกษา ทุนทางจิตวิทยาประกอบด้วยสี่องค์ประกอบหลักตามกรอบ HERO ได้แก่ ความหวัง (Hope) ความเชื่อมั่นในตนเอง (Self-Efficacy) ความยืดหยุ่นทางจิตใจ (Resilience) และการมองโลกในแง่ดี (Optimism) ซึ่งพัฒนาขึ้นภายใต้กรอบจิตวิทยาเชิงบวก (Luthans et al., 2007) การทบทวนวรรณกรรมจากงานวิจัยในออสเตรเลีย ชิลี สิงคโปร์ และบริบทการศึกษาอื่น ๆ พบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อ PsyCap สามารถจำแนกได้สามระดับ ได้แก่ (1) ระดับบุคคล เช่น อายุ เพศ และแรงจูงใจภายใน (2) ระดับครอบครัว เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและบุตร และรูปแบบ การเลี้ยงดู และ (3) ระดับโรงเรียน เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียน การสนับสนุนทางวิชาการ และบรรยากาศชั้นเรียน หลักฐานจากการวิจัยแบบตามยาว (Carmona-Halty et al., 2019, 2022) ยืนยันว่า PsyCap ทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่าน (Mediator) ระหว่างปัจจัยบริบทและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน</p> <p>ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นช่องว่างทางการวิจัยสำคัญในบริบทไทย ได้แก่ สัดส่วนงานวิจัยในกลุ่มผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานค่อนข้างมีจำกัดเมื่อเทียบกับการศึกษาในกลุ่มบุคลากรองค์กรและนักศึกษาระดับอุดมศึกษา การขาดการวิจัยแบบตามยาว และการขาดการศึกษาปัจจัยวัฒนธรรมไทยที่เฉพาะเจาะจง บทความนี้นำเสนอกรอบแนวคิดบูรณาการที่อิงกรอบนิเวศวิทยาของ Bronfenbrenner (1979) เป็นแนวทางสำหรับการวิจัยและการพัฒนานโยบายส่งเสริม PsyCap ในสถานศึกษาไทยต่อไป</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ช่อดอกปีบปริทัศน์