https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edtrans/issue/feed วารสารการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม 2026-08-24T08:58:11+07:00 Tanaroj Lortanapaisan tallmanandtallman@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม</strong></p> <p> E-ISSN: xxxx-xxxx (Online)</p> <p> </p> <p><strong>Publication Frequency :</strong></p> <p>วารสารมีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ประกอบด้วย </p> <p>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม- เมษายน</p> <p>ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม- กันยายน</p> <p>ฉบับที่ 3 เดือนตุลาคม- ธันวาคม</p> <p><br /><strong>Aims and Scope :</strong></p> <p><strong>1.วัตถุประสงค์ของวารสาร (</strong><strong>Aims)</strong></p> <p><strong>วารสารการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม</strong> มุ่งเป็นพื้นที่วิชาการสำหรับนักศึกษา ประชาชน นักวิชาการ ครู อาจารย์ นักวิจัย และผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัย นวัตกรรม และองค์ความรู้ใหม่ที่เชื่อมโยง “การศึกษา” กับ “การเปลี่ยนแปลงสังคม” ทั้งในระดับห้องเรียน ชุมชน และนโยบายสาธารณะ โดยวารสารมีเจตนารมณ์ในการส่งเสริมให้การศึกษาเป็นพลังสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ความเสมอภาคทางการเรียนรู้ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ในสังคมประชาธิปไตย</p> <p>วารสารมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายทางวิชาการระหว่างชุมชน ครู นักศึกษา อาจารย์ และนักวิจัยในสาขาศึกษาศาสตร์และสังคมศาสตร์ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์เชิงปฏิบัติ (Practical experiences) ที่สามารถนำไปใช้พัฒนา “การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง (Transformative learning)” ในทุกบริบททางสังคม</p> <p> </p> <p><strong>2. ขอบเขตของวารสาร (</strong><strong>Scope)</strong></p> <p><strong>วารสารการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม</strong> เปิดรับบทความวิจัย บทความวิชาการ บทความปริทัศน์ บทความวิจารณ์หนังสือ จากทุกสาขาที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ทางการศึกษา ทั้งในระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา อาชีวศึกษา และการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ส่งเสริม “การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง” ทั้งในมิติบุคคล ชุมชน และสังคม รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมเพื่อพัฒนาการศึกษาในศตวรรษที่ 21</p> <p><strong>ขอบเขตของวารสารครอบคลุมศาสตร์ทางการศึกษาดังต่อไปนี้</strong></p> <ol> <li>หลักสูตร การสอน และการเรียนรู้ (Curriculum, Teaching, and Learning)</li> <li>การบริหารการศึกษาและภาวะผู้นำทางการศึกษา (Educational Administration and Leadership)</li> <li>การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา (Teacher and Professional Development)</li> <li>เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมการศึกษา (Digital Technology and Educational Innovation)</li> <li>การแนะแนว การศึกษาพิเศษ และการศึกษาเพื่อความเท่าเทียม (Guidance, Special, and Inclusive Education)</li> <li>การศึกษาเชิงสังคม มนุษยศาสตร์ และวัฒนธรรม (Humanistic, Social, and Cultural Education)</li> <li>การศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนและนโยบายสาธารณะ (Educational Policy and Sustainable Development)</li> <li>การศึกษาเชิงเปรียบเทียบและการศึกษาระหว่างประเทศ (Comparative and International Education)</li> </ol> <p> บทความที่ได้รับการพิจารณาลงตีพิมพ์จะต้องมีสาระที่น่าสนใจต่อสังคมหรือเป็นปัญหาที่ถกเถียงในสังคม หรือวิวาทะในสังคม โดยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ บทความอาจเป็นมุมมองสังคมใหม่ อาจเป็นองค์ความรู้ใหม่ หรือนำเสนอองค์ความรู้เดิมในมุมมองใหม่ และไม่เคยถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารอื่นมาก่อน รวมถึงไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่นใด</p> <p> </p> https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edtrans/article/view/2810 A Book Review of Education After the War 2026-07-27T15:57:08+07:00 Juan Miguel Palero palerojuanmiguel@gmail.com <p>Published in 1917, at the tail end of the First World War, John Haden Badley’s <em>Education After the War</em> explores the war’s impact on the British educational system. When dissected thoroughly and analyzed carefully, Badley demonstrated compelling, provocative, and legible argumentations that the war ultimately plunged the nation to the point of reconsidering its treatment of the education sector, which often lagged behind other politically backed priorities. In the book, he also promoted the belief that the optics of education should be redirected from being an arbiter of the individual’s future subjecting an individual to a machine-like setup, to a more liberal, student-centered approach, which ultimately encourages inquisitiveness, strengthening of research abilities, and happiness, to a relative extent. While given marginal attention in the work, Badley has also included a promising yet critical evaluation of the issue of militarism and equality in terms of women’s education. Furthermore, like any other referential work, the book has suffered from analytical deficiencies or interpretative shortcomings that relatively limited the presentation of its meritorious contents. In sum, despite being published in the early 20<sup>th</sup> century, Badley’s work remains strikingly pertinent in the present, as the essence of its contents is still evident in the intellectual debate of the proper educational approach for the interests of the children.</p> 2026-08-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edtrans/article/view/2903 A Book Review of Adjustments in Education To Meet War and Postwar Needs 2026-08-04T15:10:45+07:00 Juan Miguel Palero palerojuanmiguel@gmail.com <p>Written and published during the Second World War, Clifford Woody’s edited volume titled <em>Adjustments in Education to Meet War and Postwar Needs</em> demands a critical introspection and analytical eye of the prevailing educational system to prick out the systemic failures and the needed “adjustments” to resolve the existing issues, as the title of the reviewed book suggests. Armed with the benevolent intent of probing eight different subfields of education, the ongoing war forced the volume to discuss only six of the eight subfields, which does not cause the volume to be lacking, content-wise. The work dared to provide insights, albeit repetitive in frequency, on the subfields of: History of Education, Philosophy of Education, Educational Sociology, Educational Guidance and Counseling, Educational Measurement, and Teacher Education (Curriculum), within the context of the period they are in and its anticipated immediate aftermath. It also goes without saying that there is no defense to be made of the authors’ arguments with relevance to their prejudices concerning the Western hemispheric-centric approach to education and the role of women and minority groups in postwar society, in addition to their epistemological trespassing and their uneconomic use of the book, which severely diluted their concerted attempt to expound the topic at hand.</p> 2026-08-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edtrans/article/view/2406 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model ร่วมกับการใช้ชุดกิจกรรมเคมีสีเขียวเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ รายวิชาเคมี 3 เรื่อง สมดุลเคมี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2026-04-26T07:53:26+07:00 น้ำทิพย์ หนูนันท์ nantawanstou@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เพื่อการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model ร่วมกับการใช้ชุดกิจกรรมเคมีสีเขียวเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ รายวิชาเคมี3 เรื่อง สมดุลเคมี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2) เพื่อพัฒนาความสามารถในคิดสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model ร่วมกับการใช้ชุดกิจกรรมเคมี สีเขียวเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ รายวิชาเคมี3 เรื่อง สมดุลเคมี สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ในชุดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาเคมี 3 เรื่อง สมดุลเคมี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ จำนวน 29 คน ซึ่งได้มาจากความเหมาะสมและครบถ้วนตามจุดมุ่งหมายของการวิจัย กลุ่มเป้าหมายในการศึกษาประกอบการวิจัยซึ่งเป็นกลุ่มที่ผู้วิจัยทำการศึกษาทั้งห้อง จึงไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง Kerlinger, F. N., &amp; Lee, H. B. (2011 : 164) เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดความสามารถการคิดสร้างสรรค์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ T-test ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model ร่วมกับการใช้ชุดกิจกรรมเคมีสีเขียว เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ รายวิชาเคมี3 เรื่อง สมดุลเคมี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 80.05/81.00 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) ผลการพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ ก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า การทดสอบค่าสถิติ t = 75.55 ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 14.03 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.46 ( = 14.03, S.D. = 2.46) คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 26.34 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.93 ( = 26.34, S.D. = 1.93) 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ รายวิชาเคมี3 เรื่อง สมดุลเคมี อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.63, S.D. = 0.41)</p> <p> </p> 2026-08-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edtrans/article/view/2568 กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนเชิงนวัตกรรมในยุคดิจิทัล 2026-05-30T08:44:37+07:00 เสาวณีย์ ทิพยสกุล saowanith1974@gmail.com <p>บทความนี้เป็นการศึกษาวิเคราะห์เชิงแนวคิดว่าด้วย “กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนเชิงนวัตกรรมในยุคดิจิทัล” โดยมุ่งสังเคราะห์องค์ความรู้และกรอบแนวคิดทางทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นำดิจิทัล การบริหารเชิงนวัตกรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่โรงเรียนอัจฉริยะ (Smart School) จากเอกสารและงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาโมเดลรูปแบบความเป็นผู้นำโรงเรียนนวัตกรรมดิจิทัล( Digital-Innovative School Leadership Model -DISL) ที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำ วิสัยทัศน์ เทคโนโลยี วัฒนธรรมองค์กร และเครือข่ายความร่วมมืออย่างเป็นระบบ ผลการสังเคราะห์ชี้ว่า การบริหารโรงเรียนในยุคดิจิทัลควรเป็น “ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้” ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและนวัตกรรม โดยมีภาวะผู้นำดิจิทัลเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนโครงสร้างโรงเรียนจากระบบราชการไปสู่การเป็นองค์กรอัจฉริยะ การดำเนินกลยุทธ์เชิงนวัตกรรมต้องบูรณาการ 4 มิติ ได้แก่ (1) วิสัยทัศน์และภาวะผู้นำ (2) เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน (3) วัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ร่วม และ (4) เครือข่ายความร่วมมือเชิงนวัตกรรม ทั้งนี้ บทความเสนอแนวทางเชิงนโยบายในการยกระดับสมรรถนะผู้นำสถานศึกษา พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และสร้างความเท่าเทียมทางเทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน</p> 2026-08-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edtrans/article/view/2642 การประยุกต์หลักธรรมาภิบาลเพื่อยกระดับคุณภาพการบริหารสถานศึกษา 2026-06-16T11:00:39+07:00 อัศนี วิทยายนต์ asaneewittayayon@gmail.com <p>บทความวิชาการเชิงแนวคิดเรื่อง “การประยุกต์หลักธรรมาภิบาลเพื่อยกระดับคุณภาพการบริหารสถานศึกษา” มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และหลักการที่เกี่ยวข้องกับการนำหลักธรรมาภิบาลมาประยุกต์ใช้ในการบริหารสถานศึกษาในยุคปัจจุบัน โดยอาศัยกรอบแนวคิดทางทฤษฎีด้านการบริหารเชิงคุณธรรม การมีส่วนร่วม และระบบเปิด มาประกอบการวิเคราะห์ เพื่อเสนอโมเดลเชิงแนวคิด แบบจำลองคุณภาพการบริหารจัดการโรงเรียน(School Governance Quality Model -SGQM) ที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างหลักธรรมาภิบาล กลไกการบริหาร วัฒนธรรมองค์กร และผลลัพธ์คุณภาพทางการศึกษา ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า การบริหารสถานศึกษาที่ตั้งอยู่บนหลักธรรมาภิบาลจะช่วยสร้างความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความร่วมมืออย่างยั่งยืนในองค์กร โดยมีผู้นำสถานศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนคุณค่าเหล่านี้ให้ปรากฏในทางปฏิบัติ บทความขอเสนอแนวทางเชิงนโยบายในการบูรณาการธรรมาภิบาลเข้ากับระบบประกันคุณภาพทางการศึกษา การพัฒนาสมรรถนะผู้บริหาร และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมความโปร่งใสในกระบวนการบริหาร ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาโรงเรียนให้เป็นองค์กรแห่งความไว้วางใจและการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน</p> 2026-08-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edtrans/article/view/2646 การบริหารและจัดการเรียนการสอนเชิงพุทธในศตวรรษที่ 21 2026-06-16T11:09:37+07:00 พระมหากิตติมศักดิ์ ถิรวชิโร phraoat@gmail.com พระศรีปริยัติธาดา phraoat@gmail.com พระครูสุนทรวีรบัณฑิต phraoat@gmail.com พระมหากัมพล อตฺถปาโล phraoat@gmail.com รังสิทธิ วิหกเหิน phraoat@gmail.com <p>การศึกษาเพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการและการจัดเรียนการสอนเชิงพุทธในศตวรรษที่ 21 ร่วมกับกรอบแนวคิดยุทธศาสตร์และนโยบายการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ. 2560-2579) ผลการศึกษาพบว่า กลไกขับเคลื่อนสถานศึกษาให้ประสบความสำเร็จและตอบสนองต่อนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลักที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ดังนี้ 1) การบริหารสถานศึกษาเชิงพุทธ: คือการนำหลักธรรมอิทธิบาท 4 มาขับเคลื่อนทุนมนุษย์และสร้างแรงจูงใจภายใน ประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุ 4 ในการบริหารคนและการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกบนฐานความโปร่งใสและเสมอภาค ควบคู่กับการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารยุคใหม่ตามหลักทุติยปาปณิกสูตร (มีวิสัยทัศน์ การจัดการดี มนุษยสัมพันธ์เด่น) และสัปปุริสธรรม 7 เพื่อปรับตัวตามบริบทชุมชนและเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง 2) การจัดการเรียนการสอนเชิงพุทธ: คือการเปลี่ยนผ่านจากหลักสูตรเน้นเนื้อหาไปสู่การพัฒนาผู้เรียนองค์รวมผ่านหลักไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) เพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิต (Soft Skills) ปรับกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ด้วยวิธีการคิดแบบโยนิโสมนสิการและอริยสัจ 4 ที่มุ่งเน้นการคิดเป็น เห็นถูก และแก้ปัญหาได้จริงตามวิถีโลกยุคใหม่ และ 3) กลไกการขับเคลื่อนเชิงระบบ: อาศัยทฤษฎีการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (SBM) ผ่านความสอดคล้องเชิงยุทธศาสตร์ (Alignment) การพัฒนาวิชาชีพครูผ่านกระบวนการ PLC ควบคู่ภาวะผู้นำทางวิชาการ (Empowerment) และการประกันคุณภาพภายในด้วยฐานข้อมูล (Sustainability) ซึ่งการผสานรวมองค์ความรู้ดังกล่าวส่งผลให้เกิดกรอบแนวคิด “พุทธนวัตกรรมการบริหารและการจัดการเรียนรู้” ที่เปลี่ยนโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยและสร้างความสุขอย่างยั่งยืน อันนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดคือการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และมีสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง</p> 2026-08-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม