https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edusskru/issue/feed วารสารครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ 2025-12-30T14:37:51+07:00 ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.สิริกัลยา สุขขี sirikanlaya.s@sskru.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ เป็นวารสารที่ตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการที่ครอบคลุมสาขาวิชาทางการศึกษา ศึกษาศาสตร์ จิตวิทยา สหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยเป็นบทความวิชาการและบทความวิจัย มีกำหนดการตีพิมพ์ราย 4 เดือน (จัดพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี)</p> https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edusskru/article/view/1784 การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: กรณีศึกษา วัดพานทา อำเภอเมืองฯ จังหวัดศรีสะเกษ 2025-12-15T10:30:28+07:00 ธนพล ป้องแก้ว stu6612258105@sskru.ac.th เอนก ศรีภพ aneksriphop10072004@gmail.com ธีรพัฒน์ ผงกุลา stu6612258105@sskru.ac.th พรพิพัฒน์ เลิศศรี stu6612258105@sskru.ac.th ภีรภัส วิเศษพงษ์ stu6612258105@sskru.ac.th ปัณณธร บัวทอง stu6612258105@sskru.ac.th ธนากร จันพิมาร stu6612258105@sskru.ac.th วนัส จอสูงเนิน stu6612258105@sskru.ac.th ปฏิพล เรืองประพันธุ์ stu6612258105@sskru.ac.th ธันยพงศ์ สารรัตน์ stu6612258105@sskru.ac.th <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษากิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของวัดพานทา 2) เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการวัดพานทาเพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และ 3) เพื่อทราบถึงปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลต่อการพัฒนาวัดพานทาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว คณะผู้วิจัยได้ทำการศึกษาข้อมูลโดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 จากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ของวัดพานทา หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนที่ดูแลการจัดการท่องเที่ยวภายในวัดพานทา และนักท่องเที่ยวจำนวน 9 คน ส่วนที่ 2 จากการตอบแบบสอบถามนักท่องเที่ยวจำนวน 100 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมทางการท่องเที่ยวของวัดพานทานั้น ทำให้ทราบถึงการจัดการท่องเที่ยวที่องค์กรต่าง ๆจัดขึ้น และเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาการท่องเที่ยว ทำให้ทราบถึงกิจกรรมการท่องเที่ยวที่วัดจัดขึ้น แนวทางการจัดการท่องเที่ยว รวมถึงปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวของวัดพานทา ความเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น ศาลาสุคะโต วิหารหลวงพ่อทอง หลวงพ่อทันใจ ท้าวเวสสุวรรณ พญานาค ศาลเจ้าแม่ตะเคียน อุโบสถที่ทัศนียภาพที่สวยงาม เช่น ภูเขาและน้ำตกจำลอง ลานหินมนสิการ การทำบุญในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และงานประจำปี เป็นปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยววัดเพิ่มขึ้น 2) การพัฒนาด้านการประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวนั้นถือได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการดึงดูดนักท่องเที่ยว และ 3) วัดพานทายังคงประสบกับปัญหาหลายด้านที่ควรมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น ด้านการประชาสัมพันธ์ที่ยังไม่หลากหลาย ด้านการคมนาคม ด้านการตลาด การท่องเที่ยว ด้านความน่าสนใจของกิจกรรมการท่องเที่ยวเพื่อรองรับการขยายตัวทางการท่องเที่ยวและเพียงพอต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวด้วย</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edusskru/article/view/1785 การผสานความเชื่อทางศาสนาในวัดทางพระพุทธศาสนา: กรณีศึกษา วัดพานทา อำเภอเมืองฯ จังหวัดศรีสะเกษ 2025-12-15T10:16:37+07:00 ธนพล ป้องแก้ว stu6612258105@sskru.ac.th เอนก ศรีภพ stu6612258105@sskru.ac.th ธีรพัฒน์ ผงกุลา stu6612258105@sskru.ac.th พรพิพัฒน์ เลิศศรี stu6612258105@sskru.ac.th ภีรภัส วิเศษพงษ์ stu6612258105@sskru.ac.th ปัณณธร บัวทอง stu6612258105@sskru.ac.th ธนากร จันพิมาร stu6612258105@sskru.ac.th วนัส จอสูงเนิน stu6612258105@sskru.ac.th ปฏิพล เรืองประพันธุ์ stu6612258105@sskru.ac.th ธันยพงศ์ สารรัตน์ stu6612258105@sskru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการผสานความเชื่อทางศาสนาในวัดทางพระพุทธศาสนา กรณีศึกษา วัดพานทา อำเภอเมืองฯ จังหวัดศรีสะเกษ ผ่านปฏิมากรรมรูปเคารพภายในวัด โดยใช้วิธีการศึกษาจากเอกสารและใช้วิธีการสัมภาษณ์จากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อที่หลากหลายที่มีอยู่ในวัด โดยสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น พระสงฆ์ เจ้าหน้าที่ของวัด และผู้ที่มาทำบุญ และวิเคราะห์ นำเสนอผลการศึกษาเชิงพรรณนาวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สังคมไทยเป็นสังคมแบบพหุวัฒนธรรม คือ มีวัฒนธรรมมากมาย แตกต่างกันมาก รวมถึงความเชื่อทางศาสนาที่มีอยู่อย่างหลากหลาย เช่นเดียวกันกับภายในอาณาบริเวณของวัดพานทา อำเภอเมืองฯ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีการผสมผสานความเชื่อเรื่องพระพุทธศาสนาทั้งเถรวาทและมหายาน พราหมณ์ ผี ความเชื่อดั้งเดิม และรูปเคารพในคติอื่น ๆ ผ่านปฏิมากรรมรูปเคารพต่าง ๆ ที่ประดิษฐานอยู่ภายในวัด เช่น พระพุทธมณีนพรัตน์ (หลวงพ่อไม้ทอง) พระพุทธชินราช หลวงพ่อทันใจ พระแก้ว 5 พี่น้อง (พุทธเถรวาท) พระโพธิสัตว์กวนอิม (พุทธมหายาน) พระนารายณ์ พระพิฆเนศ (พราหมณ์) เจ้าแม่ตะเคียน (ผี) นาค (ความเชื่อดั้งเดิม) รัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (คติอื่น ๆ) เป็นต้น ซึ่งมูลเหตุของการประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัด คือ เป็นความประสงค์ของเจ้าอาวาส มีญาติโยมนำมาถวาย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์มุ่งหมายจะมาประดิษฐานยังพื้นที่แห่งนี้เอง รวมถึงบริบทการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอื่น ๆ โดยสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้มีบทบาทหน้าที่ปกป้องคุ้มครองผู้ที่มาเข้าวัดให้แคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง ขณะเดียวกันยังช่วยหนุนเสริมให้วัดแห่งนี้เป็นศาสนสถานทางพุทธศาสนาที่มีบทบาทและความสำคัญในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่สำคัญของชาวพุทธในด้านต่าง ๆ และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้กับชาวบ้านในชุมชน โดยสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้มีหน้าที่คอยปกป้องคุ้มครองชาวบ้านและขั้นตอนในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ อันเป็นพิธีกรรมทางศาสนาให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edusskru/article/view/1660 ศาสตร์และศิลป์แห่งการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล 2025-12-05T11:44:48+07:00 พัฒนพงษ์ อนันต์ chaariff2517@gmail.com ศรุติพงศ์ ภูวัชร์วรานนท์ chaariff2517@gmail.com มุจลินท์ ผลกล้า chaariff2517@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารสถานศึกษา ผู้บริหารจำเป็นต้องใช้กระบวนการคิด วิเคราะห์ และบูรณาการความรู้ ทักษะดิจิทัล และประสบการณ์ เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ครอบคลุมขอบข่ายการบริหาร 4 ด้าน ได้แก่ ด้านบริหารวิชาการ ด้านบริหารงบประมาณ ด้านบริหารงานบุคคล และด้านบริหารทั่วไป ซึ่งแต่ละด้านมีลักษณะและกระบวนการตัดสินใจที่แตกต่างกันและส่งผลต่อความสำเร็จขององค์กรทางการศึกษา</p> <p>ผลการศึกษาได้เสนอองค์ความรู้ที่ค้นพบเกี่ยวกับแนวทางการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล จำนวน 7 แนวทาง ได้แก่ (1) การนิยาม/ระบุปัญหา (2) การเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด (3) การสร้างหรือขยายทางเลือก (4) การประเมินผล/ติดตามผลการตัดสินใจ (5) การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (6) การตัดสินใจเชิงเหตุผล และ (7) ภาวะผู้นำในการตัดสินใจ โดยแนวทางเหล่านี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ร่วมกันหรือแยกใช้ตามสถานการณ์ สิ่งสำคัญที่สุด คือการนิยาม / ระบุปัญหา หากทราบปัญหาแล้วจะสามารถหาแนวทางมาใช้อย่างเหมาะสม เพื่อให้การบริหารสถานศึกษามีความเหมาะสม ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล และนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edusskru/article/view/1509 วันไหลสงกรานต์ในภาคอีสาน: พลวัตทางนันทนาการภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมร่วมสมัย 2025-10-15T13:54:49+07:00 เตชภณ ทองเติม spsc_network@hotmail.com น้ำผึ้ง ท่าคล่อง nhumpung.thaklong@gmail.com <p>“วันไหลสงกรานต์” มิได้เป็นเพียงเทศกาลที่สืบทอดจากประเพณีสงกรานต์เท่านั้น หากแต่เป็นปรากฏการณ์ของ นวัตกรรมนันทนาการเชิงวัฒนธรรมที่สะท้อนรากฐานแห่งศรัทธา วิถีชีวิต และการมีส่วนร่วมของชุมชนในสังคมไทย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของวันไหลในบริบทสมัยใหม่ได้แสดงให้เห็นถึง การผสมผสานเชิงวัฒนธรรมระหว่างพิธีกรรมดั้งเดิมกับกิจกรรมร่วมสมัย จนก่อรูปเป็นนวัตกรรมนันทนาการที่ทรงพลังในการขับเคลื่อนทั้งมิติพฤติกรรม สุขภาวะ ความสัมพันธ์ทางสังคม เศรษฐกิจฐานราก และการจัดการพื้นที่สาธารณะอย่างมีจริยธรรม บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารากฐานทางวัฒนธรรมและพลวัตของวันไหลสงกรานต์ในฐานะกิจกรรมนันทนาการที่สืบทอดจากประเพณีสงกรานต์ โดยเน้นการวิเคราะห์ผ่านมิติด้านความเชื่อ วิถีชีวิต และการมีส่วนร่วมของชุมชน 2) วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของวันไหลสงกรานต์ในบริบทสมัยใหม่ในฐานะนวัตกรรมทางนันทนาการที่สะท้อนการผสมผสานระหว่างประเพณีดั้งเดิมกับรูปแบบนันทนาการร่วมสมัยของไทย 3) ประเมินผลกระทบของวันไหลสงกรานต์ต่อพฤติกรรมนันทนาการ สภาพแวดล้อมทางสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยใช้กรอบแนวคิดด้านนันทนาการเพื่อการพัฒนาและการจัดการพื้นที่สาธารณะ และ 4) เสนอแนวทางการออกแบบ พัฒนา และจัดการวันไหลสงกรานต์ให้เป็นกิจกรรมนันทนาการที่ยั่งยืน โดยอาศัย การสังเคราะห์วรรณกรรม การวิเคราะห์ภาคสนาม และกรอบแนวคิดด้านนันทนาการร่วมสมัย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า วันไหลมิได้จำกัดอยู่เพียงการสืบสานประเพณี หากแต่ทำหน้าที่เป็นกลไกทางสังคมที่สร้างสมดุลระหว่างทุนทางวัฒนธรรมกับความต้องการร่วมสมัย พร้อมทั้งสะท้อนความท้าทายด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการจัดการเชิงพื้นที่ อีกทั้งผู้เขียนได้เสนอวันไหลโมเดล (Wan Lai Model) ในฐานะกรอบแนวคิดเชิงระบบที่บูรณาการมิติฐานวัฒนธรรม สุขภาวะและการมีส่วนร่วม และพื้นที่สาธารณะอย่างมีจริยธรรมขึ้น ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการออกแบบและพัฒนากิจกรรมนันทนาการชุมชนอย่างยั่งยืน อีกทั้งโมเดลดังกล่าวยังมีศักยภาพในการประยุกต์ใช้กับกิจกรรมวัฒนธรรมอื่นในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ เพื่อสร้างพื้นที่แห่งความสุข การเรียนรู้ และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างแท้จริง</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ