วารสารครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edusskru <p>วารสารครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ เป็นวารสารที่ตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการที่ครอบคลุมสาขาวิชาทางการศึกษา ศึกษาศาสตร์ จิตวิทยา สหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยเป็นบทความวิชาการและบทความวิจัย มีกำหนดการตีพิมพ์ราย 4 เดือน (จัดพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี)</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของคณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ </p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเอง</p> sirikanlaya.s@sskru.ac.th (ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.สิริกัลยา สุขขี) edujournal@sskru.ac.th (นางรัศมี ทองเกิด) Wed, 29 Apr 2026 15:52:35 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 จริยธรรมและภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edusskru/article/view/1689 <p>บทความวิชาการเรื่องจริยธรรมและภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 มีวัตถุประสงค์เพื่อ อธิบายความหมาย ความสำคัญ องค์ประกอบ ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษา และแนวทางการพัฒนา จริยธรรมและภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 พบว่าจริยธรรมเป็นรากฐานของความเป็นผู้นำที่ดี และภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสถานศึกษาให้มีคุณภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีจริยธรรมและคุณธรรมจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจ เสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งความดีงาม และยกระดับคุณภาพของผู้เรียนและบุคลากรได้อย่างยั่งยืน</p> <p>โดยผู้เขียนได้ค้นพบองค์ความรู้ใหม่จากการสังเคราะห์องค์ประกอบสำคัญ ประกอบด้วย 7 มิติ ได้แก่ ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม ภาวะผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลง ภาวะผู้นำเชิงคุณธรรม การบริหารแบบธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพการบริหารสถานศึกษา คุณภาพของผู้เรียนและบุคลากรทางการศึกษา บริบทดิจิทัลและนวัตกรรมการศึกษา องค์ความรู้ใหม่ที่ได้ชี้ให้เห็นว่า ภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ต้องบูรณาการคุณธรรม จริยธรรม และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันอย่างสมดุล เพื่อสร้าง “ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมในยุคดิจิทัล” ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความเป็นเลิศอย่างมีคุณค่าและยั่งยืน โดยมีจริยธรรมเป็นศูนย์กลางของการบริหารและพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา</p> จิตรา บุญสวัสดิ์, ศรุติพงศ์ ภูวัชร์วรานนท์, มุจลินทร์ ผลกล้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edusskru/article/view/1689 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 คุณธรรม จริยธรรมการจัดการศึกษาของผู้บริหารระดับปฐมวัย https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edusskru/article/view/1696 <p>บทความวิชาการฉบับนี้มุ่งศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยโดยเน้นคุณธรรมและจริยธรรมเป็นหลักในการบริหารจัดการ ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2560 ที่มุ่งพัฒนาเด็กให้มีความสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา สังคม และคุณธรรมจริยธรรม จากการสังเคราะห์แนวคิดทางวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาระดับปฐมวัยมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กผ่านการบริหารจัดการที่ยึดหลักคุณธรรมและจริยธรรม โดยผู้เขียนได้สรุปองค์ความรู้ คือ เป็นองค์ประกอบของคุณธรรม จริยธรรมการจัดการศึกษาของผู้บริหารระดับปฐมวัย ประกอบด้วย 1) สภาพคุณงามความดี 2) หลักศีลธรรม กฎศีลธรรม ซึ่งล้วนเป็นคุณลักษณะพื้นฐานที่ผู้บริหารควรมีในการส่งเสริมการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน โดยบทบาทของผู้บริหารต้องครอบคลุมทั้งการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การเป็นแบบอย่างที่ดี การใส่ใจดูแลเด็กอย่างเท่าเทียม และการมีจิตสำนึกในการบริหารเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กปฐมวัย การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในระดับปฐมวัยจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งครู ผู้ปกครอง ชุมชน และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้แก่เด็กในช่วงวัยสำคัญ นำไปสู่การเสนอคุณธรรม จริยธรรม การจัดการศึกษาของผู้บริหารระดับปฐมวัย “MS MODEL” เป็นแนวทางการบริหารเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนและคุณภาพการศึกษาให้ก้าวหน้าต่อไป</p> อันดา เอกทัตร, ศรุติพงศ์ ภูวัชร์วรานนท์, มุจลินทร์ ผลกล้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edusskru/article/view/1696 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 บทบาทผู้บริหารสถานศึกษาที่มีต่อการเสริมพลังครูในศตวรรษที่ 21 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edusskru/article/view/1659 <p>บทความวิชาการเรื่องบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีต่อการเสริมพลังครูในศตวรรษที่ 21 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วิเคราะห์ และสะท้อนแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสมของผู้บริหารสถานศึกษาในการเสริมสร้างพลังอำนาจให้แก่ครู เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคดิจิทัลและความท้าทายทางการศึกษาในศตวรรษที่ 21 โดยอาศัยกรอบแนวคิดบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่ต้องใช้หลักการบริหารที่มีประสิทธิภาพมาใช้ในการบริหารสถานศึกษาให้มีวิสัยทัศน์ มีการบริหารจัดการเชิงนวัตกรรม ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษามีบทบาทสำคัญในการเสริมพลังครูผ่านการสร้างบรรยากาศ การทำงานที่มีส่วนร่วม การมอบอำนาจในการตัดสินใจ การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการสอนและการสร้างแรงจูงใจเชิงบวกที่ยึดโยงกับคุณค่าของวิชาชีพครู</p> <p> โดยผู้เขียนได้ค้นพบองค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการสังเคราะห์ด้วยตนเอง เป็น Model ที่มีชื่อว่า MASTER Model บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการเสริมพลังครูศตวรรษที่ 21 ซึ่งมาจากกระบวนการความคิดรวบยอดของผู้เขียนเองจึงต้องมีการขับเคลื่อนด้วยองค์ประกอบ 6 ด้าน ดังนี้ 1. สร้างแรงจูงใจขวัญกำลังใจในการทำงาน 2. สร้างเครือข่ายทีมงานและความร่วมมือ 3. เป็นผู้นำทางวิชาการและการเปลี่ยนแปลง 4. เป็นผู้ให้คำปรึกษาและอำนวยความสะดวก 5. ส่งเสริมการพัฒนาครูและบุคลากรอย่างต่อเนื่อง 6. ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อการจัดการเรียนรู้</p> กมลชนก มหารักษิต, ศรุติพงศ์ ภูวัชร์วรานนท์, มุจลินทร์ ผลกล้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edusskru/article/view/1659 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 SMTA สมรรถนะการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edusskru/article/view/1655 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสำคัญ แนวคิด และองค์ประกอบของ SMTA สมรรถนะ<br />การปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อน ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีสมรรถนะต้องมีทั้งความรู้ ความสามารถ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะความเป็นผู้นำที่สามารถขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน โดยเน้นผลสัมฤทธิ์ของงาน ความเป็นผู้นำทางวิชาการและวิสัยทัศน์ การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาการจัดการศึกษา รวมถึงทักษะการสื่อสารและการทำงานเป็นทีม อีกทั้งผู้บริหารควรมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังต้องเป็นแบบอย่างที่ดีด้านคุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบ และความโปร่งใสในการบริหารงาน พร้อมทั้งส่งเสริมให้ครูและบุคลากรพัฒนาอย่างมีศักยภาพ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับชุมชนเพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษา สมรรถนะเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริหารสามารถบริหารสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยผู้เขียนได้ค้นพบองค์ความรู้ คือ SMTA สมรรถนะการปฏิบัติงานของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย 4 สมรรถนะได้แก่ 1) ด้านการพัฒนาตนเอง 2) ทักษะการบริหารจัดการ 3) ด้านการทำงานเป็นทีม และ 4) ภาวะผู้นำทางวิชาการและการเปลี่ยนแปลง</p> อรอุษา อินวรรณะ, ศรุติพงศ์ ภูวัชร์วรานนท์, มุจลินทร์ ผลกล้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edusskru/article/view/1655 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาภายใต้ความแตกต่างระหว่างวัย https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edusskru/article/view/1653 <p>บทความวิชาการเรื่องการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาภายใต้ความแตกต่างระหว่างเจนเนอเรชัน มีเป้าหมายเพื่อสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาภายใต้ความหลากหลายทางช่วงวัยของบุคลากรครู โดยใช้วิธีการสังเคราะห์วรรณกรรมจากงานวิชาการและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาองค์ประกอบหลักที่จำเป็นต่อการดำเนินงานของผู้บริหาร โดยผู้เขียนได้ค้นพบองค์ความรู้ใหม่คือ โมเดล H.E.A.R.T. ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดเชิงกลยุทธ์สำหรับการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาภายใต้ความแตกต่างระหว่างเจนเนอเรชัน โดยสรุปจากองค์ประกอบหลัก 5 ประการที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน ได้แก่ (1) H (Holistic Planning): การวางแผนกำลังคน (2) E (Engagement &amp; Culture): การสร้างความผูกพันและวัฒนธรรมองค์กร (3) A (Agility &amp; Flexibility): ความยืดหยุ่นในการทำงาน (4) R (Rewards &amp; Recognition): การบริหารแรงจูงใจและระบบค่าตอบแทน และ (5) T (Talent Development): การพัฒนาและฝึกอบรมศักยภาพบุคลากร โมเดลนี้เป็นแนวทางปฏิบัติที่ช่วยให้ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถสร้างสะพานเชื่อมช่องว่างระหว่างวัยและนำจุดแข็งของครูทุกรุ่นมาใช้ในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาให้บรรลุผลสำเร็จได้อย่างยั่งยืน</p> อินอาม นาปาเลน, ผศ.ดร. ศรุติพงศ์ ภูวัชร์วรานนท์, ดร. มุจลินทร์ ผลกล้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edusskru/article/view/1653 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 พุทธปฏิมาสันนิษฐานจากพระพุทธรูปยืน ที่วัดพุทธมงคล กันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ในความหมายของ “พระทีปังกรพระอดีตพุทธเจ้า” https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edusskru/article/view/2315 <p>สาระสำคัญในบทความวิชาการ เรื่องพุทธปฏิมาสันนิษฐานจากพระพุทธรูปยืน ที่วัดพุทธมงคล กันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ในความหมายของ “พระทีปังกรพระอดีตพุทธเจ้า” โดยศึกษาจากข้อมูลภาคสนามที่เมืองโบราณกันทรวิชัย โดยเฉพาะพระพุทธรูปยืน ที่สลักจากศิลาทราย ที่วัดพุทธมงคล อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการเสนอประเด็นสำคัญใน 2 ประการ คือ ประการแรก เป็นการศึกษาตีความจากลักษณะรูปแบบที่นำสู่การกำหนดอายุสมัยของโบราณวัตถุ คือพระพุทธรูปยืนที่วัดพุทธมงคล อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ประการที่สอง เป็นการศึกษาในประเด็นของสัญลักษณ์ ความหมาย และคติความเชื่อ จากพระพุทธรูปยืน ที่วัดพุทธมงคล โดยใช้วิธีการศึกษาด้วยวิธีวิทยาด้านประติมานวิทยา เพื่อนำไปสู่การสันนิษฐานในความหมายที่เกี่ยวข้อง</p> <p>ประเด็นสำคัญในบทความนี้ นำไปสู่การอธิบายได้ว่า พระพุทธรูปที่เป็นปฏิมากรรมลอยตัวสลักจากศิลาทราย ที่วัดพุทธมงคล อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคามนั้นเป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยทวารวดี หรือตั้งแต่เมื่อราว 1,100 ปี ที่ผ่านมา จัดเป็นโบราณวัตถุในวัฒนธรรมสมัยประวัติศาสตร์ตอนต้นของภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เป็นการสร้างขึ้นให้มีพุทธลักษณะ ความหมาย และคติความเชื่อ และรูปแบบที่สันนิษฐานได้ว่า อาจมีความหมายถึง “พระทีปังกรพระอดีตพุทธเจ้า” จึงกล่าวได้ว่าคติความเชื่อในการบูชาพระทีปังกรพระอดีตพุทธเจ้า เป็นคติความเชื่อแบบดั้งเดิมที่เคยมีมาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นในการประดิษฐานพระพุทธศาสนาในดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย </p> สมชาติ มณีโชติ, วิริยา สีบุญเรือง, นารีรัตน์ ปริสุทธิวุฒิพร, Scott Laird Rolston, ศุภรัตน์ ตี่คะกุล, ธิติญา เหล่าอัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edusskru/article/view/2315 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นการทำชาข้าวเหนียวดำลืมผัวด้วยกระบวนการวิศวกรสังคม ของสโมสรนักศึกษาคณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edusskru/article/view/2347 <p>บทความนี้ศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นการทำชาข้าวเหนียวดำลืมผัวด้วยกระบวนการวิศวกรสังคมของสโมสรนักศึกษา</p> <p>คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ โดยเน้นศึกษาประวัติความเป็นมา ที่มาและการก่อเกิดภูมิปัญญาท้องถิ่น ฐานความคิด เหตุผลความจำเป็น ความรู้ความชำนาญ และทักษะในการทำชาข้าวเหนียวดำลืมผัว ตลอดจนวิธีการถ่ายทอดภูมิปัญญาไปสู่อนุชนรุ่นหลัง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือในการวิจัย คือ เอกสารการสัมภาษณ์ การสนทนา การสังเกตการณ์ ผ่านกระบวนการวิศวกรสังคมโดยใช้เครื่องมือ 5 ชนิด ที่จะฝึกนักศึกษาให้เป็นนักคิด นักสื่อสาร นักประสาน และนักสร้างนวัตกรรม ผลการวิจัยพบว่า จากการใช้ทักษะวิศวกรสังคมผ่าน 5 เครื่องมือ คือ 1.ฟ้าประทาน (สำรวจบริบทปัญหาชุมชน) 2.นาฬิกาชีวิต (หาคนร่วมมือ) 3.ไทม์ไลน์พัฒนาการ (พัฒนาการของประวัติศาสตร์ชุมชน อาชีพปลูกข้าว) 4.ไทม์ไลน์กระบวนการ (กระบวนการแปรรูปชาข้าวเหนียวดำลืมผัว) และ 5.M.I.C.Model เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น (เน้นการยกระดับ ปรับปรุง และสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์)</p> <p>จึงกล่าวได้ว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่นการทำชาข้าวเหนียวดำลืมผัว เป็นองค์ความรู้ ความชำนาญในการผลิตสินค้าที่เกิดจากการคิดค้น ทดลอง ลองผิดลองถูกและสั่งสมความรู้เพิ่มขึ้นจากบุคคลไปสู่ครอบครัวและชุมชน มีกระบวนการถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้ต้นทุนวัตถุดิบในชุมชน ร่วมกันทุนทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และทุนทางสังคม นำไปสู่การพึ่งตนเองและการเพิ่มรายได้ให้ชุมชน การทำชาข้าวเหนียวดำลืมผัว พัฒนามาจากการทำน้ำข้าวต้มสำหรับผู้สูงอายุ โดยปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทและความนิยมของคนทุกเพศทุกวัยจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหอม ชวนรับประทาน มีประโยชน์คือ ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันโรคเหน็บชา และช่วยเรื่องระบบขับถ่าย เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย ผ่านการถ่ายทอดโดยการฝึกอบรมแบบเป็นทางการเข้าร่วมผสมผสานด้วย </p> ธนพล ป้องแก้ว, เอนก ศรีภพ, ธีรพัฒน์ ผงกุลา, ปัณณธร บัวทอง, ชนะชัย นิยมการ, นพพล นาคยอง, อานนท์ พรมสำลี, พีรพัฒน์ โพธิวัฒน์, ยศพนธ์ ชัยบุตร, ธันยพงศ์ สารรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edusskru/article/view/2347 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษารูปแบบการเรียนรู้ด้วยกระบวนการวิศวกรสังคม เพื่อการสืบสานภูมิปัญญาการทำสบู่ก้อนจากผงข้าวเหนียวดำลืมผัว ของสโมสรนักศึกษาคณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edusskru/article/view/2331 <p>งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการสืบสานภูมิปัญญาการทำสบู่ก้อนจากผงข้าวเหนียวดำลืมผัวของชุมชน 2) เพื่อศึกษาการสร้างรูปแบบการเรียนรู้ด้วยกระบวนการวิศวกรสังคมเพื่อการสืบสานภูมิปัญญาการทำสบู่ก้อนจากผงข้าวเหนียวดำลืมผัวของสโมสรนักศึกษาคณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ พื้นที่วิจัยคือ วัดปราสาทพนาราม บ้านปราสาท หมู่ที่ 12 ตำบลปราสาท อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลจำนวน 13 คน ได้มากจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แนวคำถามในการสัมภาษณ์ และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาการทำสบู่ก้อนจากผงข้าวเหนียวดำลืมผัว มีแนวคิดในการถ่ายทอดภูมิปัญญาให้แก่คนในชุมชนและนักศึกษาให้มีรายได้จากการประกอบอาชีพระหว่างเรียน และคงความเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดศรีสะเกษ แต่ยังเน้นการบรรยายเป็นหลัก 2) นักศึกษาผู้รับการถ่ายทอดได้รับส่งต่อความภาคภูมิใจของผู้ถ่ายทอดไปยังเพื่อนสมาชิกผ่านการบอกเล่าประวัติความเป็นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานเจตนารมณ์และดำรงไว้ซึ่งองค์ความรู้ ภูมิปัญญาการทำสบู่ก้อนจากผงข้าวเหนียวดำลืมผัว โดยมีวิธีการถ่ายทอดโดยการบรรยายประกอบการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้รับการถ่ายทอดได้ลงมือฝึกปฏิบัติและจดจำขั้นตอนวิธีการทำได้อย่างละเอียด ชัดเจน โดยเรียนรู้ผ่านเครื่องมือวิศวกรสังคมทั้ง 5 เครื่องมือ และสื่อต่างๆ ฝึกทักษะการเป็นนักคิด นักสื่อสาร นักประสาน และนักสร้างนวัตกรรม กระบวนการและทักษะของวิศวกรสังคมต่างๆ จึงเป็นกระบวนการที่สร้างขึ้นเพื่อสืบทอดภูมิปัญญาการทำสบู่ก้อนจากผงข้าวเหนียวดำลืมผัว โดยพัฒนาสมรรถนะของนักศึกษาครูในอนาคต ภายใต้การเรียนรู้จากประสบการณ์ด้วยรูปแบบการเรียนรู้ผ่านกระบวนการวิศวกรสังคม เพื่อการสืบสานภูมิปัญญาการทำสบู่ก้อนจากผงข้าวเหนียวดำลืมผัวของสโมสรนักศึกษาคณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ</p> ธนพล ป้องแก้ว, เอนก ศรีภพ, ธีรพัฒน์ ผงกุลา, ปัณณธร บัวทอง, ชนะชัย นิยมการ, นพพล นาคยอง, อานนท์ พรมสำลี, พีรพัฒน์ โพธิวัฒน์, ยศพนธ์ ชัยบุตร, ธันยพงศ์ สารรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so18.tci-thaijo.org/index.php/edusskru/article/view/2331 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700