https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm/issue/feed วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ 2026-06-30T16:11:47+07:00 พระราชวชิรานุสิฐ ratchaburi.bu@mcu.ac.th Open Journal Systems <p style="font-weight: 400;"><strong><img src="https://so18.tci-thaijo.org/public/site/images/krisada/-2024-05-15-115655.png" alt="" width="30" height="18" /></strong></p> <p><strong>เลขมาตรฐานสากล:</strong></p> <p>ISSN 3027-8848 (Online)</p> <p><strong><img src="https://so18.tci-thaijo.org/public/site/images/krisada/-2024-05-15-115655.png" alt="" width="30" height="18" /></strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร:</strong></p> <p>วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงที่มีการประยุกต์พระพุทธศาสนากับศาสตร์ทางด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การศึกษา และการจัดการ</p> <p><strong><img src="https://so18.tci-thaijo.org/public/site/images/krisada/-2024-05-15-115655.png" alt="" width="30" height="18" /><br />ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร:</strong></p> <p>วารสารรับตีพิมพ์บทความวิชาการ บทความวิจัย และบทวิจารณ์หนังสือ</p> <p><strong>-บทความวิชาการ</strong> คือ บทความที่นำเสนอบทวิเคราะห์ วิจารณ์ รวมถึงการรวบรวมความรู้ ระบุถึงภูมิหลัง วัตถุประสงค์ และแนวทางการแก้ปัญหาที่บ่งชี้ถึงทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในการวิเคราะห์ บทความจะต้องนำเสนอทฤษฎีที่มีอยู่หรือทฤษฎีใหม่ที่อ้างอิงความเห็นจากนักวิชาการที่มีความน่าเชื่อถือ มีความเป็นกลาง และมีส่วนช่วยในการพัฒนาความรู้ทางด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการ การศึกษา และหรือประยุกต์กับพระพุทธศาสนา จำนวนคำเฉลี่ยในบทความวิชาการต้องไม่เกิน 8,000 คำ</p> <p><strong>-บทความวิจัย</strong> คือ บทความที่นำเสนองานวิจัยที่แสดงถึงความคิดริเริ่มและเกี่ยวข้องกับรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการ การศึกษา และหรือประยุกต์กับพระพุทธศาสนา บทความวิจัยต้องมีเนื้อหาที่ชัดเจน กระชับ มีความแปลกใหม่ มีโครงสร้างที่ดี รวมถึงการอภิปรายผลงานวิจัยโดยสรุป จำนวนคำเฉลี่ยในบทความวิจัย ไม่เกิน 8,000 คำ</p> <p><strong>-บทวิจารณ์หนังสือ</strong> คือ การเขียนเล่าเรื่องและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งโดยเจตนาจะแนะนำหนังสือเล่มนั้นให้ผู้อ่านรู้จัก โดยให้รายละเอียดทางบรรณานุกรมของหนังสืออย่างสมบูรณ์ รวมถึงประเภทของหนังสือ ให้ขอบเขตเนื้อหา คุณลักษณะพิเศษหรือข้อเด่นของหนังสือ เช่น ภาพประกอบ ดรรชนี มีการประเมินคุณค่า แสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลว่ามีค่าควรอ่านหรือควรจัดหา เหมาะกับผู้อ่านกลุ่มใด มีการเปรียบเทียบกับหนังสือเล่มอื่นในประเภทเดียวกัน ผู้วิจารณ์ควรมีความรู้ในสาขาที่วิจารณ์ ควรระบุชื่อหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้วิจารณ์ เพื่อใช้พิจารณาความน่าเชื่อถือของบทวิจารณ์</p> <p><strong><img src="https://so18.tci-thaijo.org/public/site/images/krisada/-2024-05-15-115655.png" alt="" width="30" height="18" /></strong></p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ</strong></p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน</p> <p>ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p><strong><img src="https://so18.tci-thaijo.org/public/site/images/krisada/-2024-05-15-115655.png" alt="" width="30" height="18" /></strong></p> <p><strong>การพิจารณาและคัดเลือกบทความ:</strong></p> <p>บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) จำนวนไม่น้อยกว่า 2 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double – Blind Peer Review)</p> <p><strong><img src="https://so18.tci-thaijo.org/public/site/images/krisada/-2024-05-15-115655.png" alt="" width="30" height="18" /></strong></p> <p><strong>การใช้ภาษา:</strong></p> <p>วารสารเปิดรับบทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยมุ่งเน้นให้บทความมีการใช้ภาษาที่ให้ความหมายที่ชัดเจนและมีความกระชับรัดกุม</p> <p><strong><img src="https://so18.tci-thaijo.org/public/site/images/krisada/-2024-05-15-115655.png" alt="" width="30" height="18" /></strong></p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์:</strong></p> <p>วารสารมีนโยบายในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ หลังจาก accepted (ยอมรับการตีพิมพ์แล้วเท่านั้น เก็บเพียงครั้งเดียว) ทั้งนี้ทางวารสารจะดำเนินการออกใบเสร็จรับเงินกับทางมหาวิทยาลัยให้แก่ผู้ส่งบทความทุกบทความ โดยมีอัตราค่าธรรมเนียมดังนี้</p> <p> -บทความวิชาการหรือบทวิจารณ์หนังสือ จำนวน 3,000 บาท (สามพันบาทถ้วน) ต่อ 1 บทความ</p> <p> -บทความวิจัย จำนวน 4,000 บาท (สี่พันบาทถ้วน) ต่อ 1 บทความ</p> <p>กรุณาชำระค่าธรรมเนียม หลังจากได้รับอีเมลให้ชำระเงินจากวารสารแล้วเท่านั้น วารสารจะไม่คืนค่าธรรมเนียมให้ทุกกรณี โดยสามารถชำระผ่านธนาคารกรุ<wbr />งเทพเลขที่บัญชี 422-0-45809-7 ชื่อบัญชี วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ ตามเอกสารแนบ</p> <p> </p> <p><img src="blob:https://so18.tci-thaijo.org/a37254e7-ed29-4602-a055-31db06ff272f" /></p> https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm/article/view/1091 สติปัฏฐาน 4 เปรียบเทียบการปฏิบัติกรรมฐานในประเทศไทยและในประเทศพม่า 2025-05-31T13:01:22+07:00 พระปิยะ ฐิตปญฺโญ phrathanonchai@gmil.com พระธนญชัย กนฺตปญฺโญ phrathanonchai@gmil.com พระอธิการจำนงค์ จรณธมฺโม phrathanonchai@gmil.com <p>บทความวิชาการนี้มุ่งเน้นศึกษา สติปัฏฐาน 4 เปรียบเทียบการปฏิบัติกรรมฐานในประเทศไทยและในประเทศพม่า จากการศึกษาจากแนวคิด หนังสือ ตำรา และจากการสังเคราะห์ วิเคราะห์จากผู้แต่งพบว่า 1.ในประเทศไทย การปฏิบัติธรรม 5 สายใหญ่ไทยในประเทศไทย ประกอบด้วย 1.สายพุทโธ มีรูปแบบการสอนตามแนวทางคำสอนของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต 2.สายอานาปานสติ มีรูปแบบการสอนตามแนวทางคำสอนของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) 3.สายอิริยาปถปัพพะ หรือ ยุบหนอพองหนอ มีรูปแบบการสอนตามแนวทางคำสอนของมีพระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ) 4.สายแนวปฏิบัติ มี รูป-นาม เป็นอารมณ์ มีรูปแบบการสอนตามแนวทางคำสอนอาจารย์แนบ มหานีรานนท์ 5.สายสัมมาอะระหัง มีรูปแบบการสอนตามแนวทางคำสอนของ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ การนำมหาสติปัฏฐาน 4 มาใช้เป็นหลักในการสอน คือ สติปัฏฐาน 4 มีสำนักวิปัสสนา กรรมฐานฐานจำนวนมาก กล่าวโดยเฉพาะสำนัก ปฏิบัติที่มีอิทธิพล และได้รับการยอมรับใน แนวทางการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างกว้างขวางแพร่หลาย ได้แก่1) สำนักมหาสีสยาดอซึ่งก่อกำเนิดโดยโสภณมหาเกร หรือ มหาลีสยาดอ 2) สำนักโกเอ็นก้า ซึ่งสืบทอดจากสายเลดีสยาดอ สำนักนี้ทำให้เกิด "ขบวนการวิปัสสนาฆราวาส" คือ ผู้นำการเผยแผ่และปฏิบัติสามารถจะเป็นฆราวาสได้ เป็นมิติของการปฏิบัติกรรมฐานในแนวทางแบบฆราวาสขึ้นมา ซึ่งเรียกว่า ขบวนการวิปัสสนาฆราวาส ความเหมือนและความแตกต่างมีเพียงวิธีการเท่านั้น มีจุดมุ่งหมายคือ สติปัฏฐาน 4 เหมือนกัน</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm/article/view/1122 พระสงฆ์กับการช่วยเหลือผู้ยากไร้ในจังหวัดจันทบุรี 2025-05-06T20:07:44+07:00 พระครูพิพิธกิจจานุการ (นิพนธ์ นิพฺภโย) phrapladsmsakdisaeli@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษา พระสงฆ์กับการช่วยเหลือผู้ยากไร้ในจังหวัดจันทบุรี โดยการศึกษาเอกสาร หนังสือ เว็ปไซค์และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมแล้วนำมาสังเคราะห์มาเรียบเรียง ผลการศึกษาพบว่า 1.คณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรี มีการดำเนินงานด้านสาธารณสงเคราะห์ตามแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา จากนโยบายสู่การปฏิบัติระดับจังหวัด ด้วยหลักการปฏิบัติ 4 หลัก คือ 1) สงเคราะห์ 2) เกื้อกูล 3) พัฒนา 4) บูรณาการ โดยในยามปกติพระสงฆ์ทำหน้าที่ธำรงตนเป็นแบบอย่าง และคอยให้คำปรึกษา รวมทั้งเป็นผู้นำในการพัฒนาเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ถูกที่ควร และ 2.การช่วยเหลือผู้ยากไร้ในจังหวัดจันทบุรีเป็นการทำตามพันธกิจของการบริหารกิจการคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยความเรียบร้อยโดยเน้นให้เป็นไปตามพระธรรมวินัยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์และกฎมหาเถรสมาคมต่าง ๆ การดำรงชีวิตโดยปัจจัย 4 ของประชาชนเมื่อเกิดอุทกภัย วาตภัยรวมถึงแผ่นดินไหวหรือโรคภัยต่าง ๆ นั้นคณะสงฆ์มีบทบาทที่จะเข้าไปช่วยในการทำนุบำรุงและช่วยบรรเทาความทุกข์ของประชาชนโดยมีการสร้างบ้านสังฆราชประชานุเคราะห์เกิดขึ้น โดยมติมหาเถรสมาคมโดยเจ้าคณะจังหวัดจันทบุรีได้มีนโยบายในการจัดตั้งทุนต่าง ๆ ซึ่งนอกจากมีทุนการศึกษามีการมอบบ้านพระธรรม</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm/article/view/1123 การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน สู่การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา กรณีศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมของคณะสงฆ์ไทย 2025-05-06T20:05:58+07:00 พระครูพิพิธกิจจานุการ (นิพนธ์ นิพฺภโย) phrapladsmsakdisaeli@gmail.com <p class="705"><span lang="TH">บทความทางวิชาการเรื่องนี้ผู้เขียนได้เรียบเรียงและทำการศึกษาหาข้อมูลจากหลายแหล่งข้อมูลเพื่อให้ผู้อ่านได้ศึกษาและทำความเข้าใจง่ายขึ้น การที่จะพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้นั้น ก็ต้องอาศัยความร่วมมือกันกับทั้งสองฝ่าย นั่นก็คือ ผู้เรียนและผู้สอน เพื่อจะได้นำทางไปสู่ผลสัมฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพได้เป็นอย่างดียิ่ง สำหรับการศึกษาเป็นกระบวนการที่สำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นบุคคลที่มีคุณค่า มีความสามารถ มีคุณภาพในการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาประเทศชาติได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยต้องยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม ควบคู่ไปด้วย ส่วนการศึกษาภาคพระปริยัติธรรมแผนกธรรมเป็นส่วนการศึกษาของคณะสงฆ์มีกระบวนการฝึกจิตผ่านการศึกษาในระดับนักธรรมตรี นักธรรมโท และนักธรรมเอกเพื่อเกิดการพัฒนาทุนมนุษย์ทางพระพุทธศาสนาที่มีคุณภาพ เป็นทางเลือกของการศึกษาได้</span></p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm/article/view/1174 หลักสัปปายะ กับ การอนุรักษ์พุทธสถานภายในวัด 2025-08-02T16:47:28+07:00 พระครูพิพิธกิจจานุการ (นิพนธ์ นิพฺภโย) phrapladsmsakdisaeli@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มุ่งเน้นศึกษางานด้านสาธารณูปการภายในวัด โดยเน้นหลักสัปปายะ กับ การอนุรักษ์พุทธสถานภายในวัด สามารถสรุปผลการศึกษาได้ว่า การนำหลักสัปปายะ คือ การจัดสถานที่ของวัดให้เป็นที่ร่มรื่นและมีความสะดวกในการใช้งานส่งผลให้การจะพัฒนาศาสนสถานหรือพุทธสถานในวัดเกิดประโยชน์และดึงดูดนักท่องเที่ยวรวมถึงสามารถที่จะพัฒนาด้านอื่น ๆ ไปด้วยด้านอาหารสัปปายะคือมีความสะดวกสบายเมื่อมีผู้เข้ามาเยี่ยมชมแล้วมีสถานที่สำหรับซื้อของฝากได้มีอาหารทานในวัดก็จะทำให้เสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่ดีรวมถึงการมีบุคคลที่พร้อมในการทำงานเป็นการพัฒนาทุนมนุษย์ที่ดีมีการสร้างมัคทายกน้อยเพื่อเป็นมัคคุเทศก์นำทาง เล่าถึงประวัติศาสตร์ภายในวัดและเล่าถึงความสำคัญของพุทธสถานต่าง ๆ และการบูรณปฏิสังขรณ์พุทธสถาน โดยเฉพาะในส่วนที่มีผู้มีจิตศรัทธาอุดหนุนการปฏิสังขรณ์ ให้ทุกฝ่ายกวดขันให้มีการปฏิบัติตามหลักการบูรณะพุทธสถานอย่างเคร่งครัด ดังนี้ ประการแรก ในกรณีที่มีผู้มีจิตศรัทธาจะบูรณปฏิสังขรณ์พุทธสถานที่สำคัญมีการชี้แจงและควบคุมให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทำตามรูปแบบเดิม อย่าให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างลักษณะและลวดลายของพุทธสถานไปเป็นอย่างอื่นตามใจชอบ ประการที่สอง อย่าให้มีการรื้อทำลายพุทธสถานที่สำคัญ เพื่อจะสร้างของให้ขึ้นมาแทน ประการที่สาม อย่าให้มีการก่อสร้างของใหม่ขึ้นในโบราณสถาน เพราะจะทำให้พุทธสถานเสียหาย เสียสง่าและ เสื่อมคุณค่า</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm/article/view/1263 พระปริยัติธรรมพัฒนาชีวิต : ผลกระทบสังคมยุคโลกาภิวัตน์ 2025-07-24T10:31:05+07:00 พระครูอินทธรรมาภรณ์ (เทวินทร์ เทวมินฺโท) somboonkh2500@gmail.com สัภยา ขาวหมื่นไวย์ somboonkh2500@gmail.com <p>บทความนี้นำเสนอเกี่ยวกับการพระปริยัติธรรม และมีเป้าหมายเพื่อวิเคราะห์คุณค่าและบทบาทของพระปริยัติธรรมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ทั้งในมิติส่วนบุคคลและสังคมโดยรวม โดยอาศัยหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาเถรวาทเป็นฐานแนวคิดหลัก จะชี้ให้เห็นว่าพระปริยัติธรรมมิได้เป็นเพียงความรู้เชิงทฤษฎีที่จำกัดอยู่ในแวดวงสงฆ์หรือสถาบันการศึกษาทางศาสนาเท่านั้น หากแต่เป็นพลังทางปัญญาและศีลธรรมที่สามารถนำไปสู่การพัฒนาชีวิตในทุกมิติอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านคุณธรรมและจริยธรรม โดยมีการศึกษาและอธิบายตั้งแต่ความหมายของพระปริยัติธรรม โครงสร้างหลักสูตรการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย การแบ่งประเภทของพระปริยัติธรรมออกเป็นสามสาย ได้แก่ สายสามัญศึกษา สายธรรมศึกษา และสายบาลี ตลอดจนแนวทางในการส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรสามารถนำความรู้ที่ได้จากพระปริยัติธรรมไปใช้ในการดำเนินชีวิต ตอบสนองภารกิจทางพระศาสนา และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม นอกจากนี้ยังวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษาพระปริยัติธรรมกับการพัฒนาจิตใจ การยกระดับคุณภาพชีวิต การลดปัญหาทางสังคม และการสร้างความสมดุลระหว่างปัญญา ศีลธรรม และภาวนา ที่สำคัญ บทความฉบับนี้เสนอให้เห็นว่าการศึกษาพระปริยัติธรรมมิใช่เพียงการเรียนรู้เพื่อสอบวัดผล หากแต่เป็นการฝึกฝนให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในธรรมะ และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นและการเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ ดังนั้น พระปริยัติธรรมจึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ มีจิตสำนึกทางศีลธรรม และมีวิถีชีวิตที่สมดุลระหว่างโลกกับธรรม การศึกษาเอกสารนี้จึงเป็นประโยชน์ต่อทั้งนักวิชาการด้านพุทธศาสนา นักการศึกษา พระสงฆ์ ตลอดจนนักพัฒนาและผู้สนใจการสร้างสังคมบนพื้นฐานของคุณธรรมและสติปัญญา</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm/article/view/1791 การจัดการภาวะวิกฤติในระบบราชการ : การวิเคราะห์ความพร้อม และความยืดหยุ่นขององค์กรภาครัฐ 2026-01-14T10:56:18+07:00 พิศิษฐ อยู่พลี yooplee.eng@gmail.com อุทัย อินทรักษ์ yooplee.eng@gmail.com <p class="05" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster;"><span lang="TH">บทความนี้วิเคราะห์การจัดการภาวะวิกฤติในระบบราชการ โดยเน้นความพร้อมและความยืดหยุ่นขององค์กรภาครัฐในประเทศไทยในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงและคาดไม่ถึง องค์กรภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการป้องกันและฟื้นฟูผลกระทบจากภาวะวิกฤติ เช่น การแพร่ระบาดของโรค การเกิดภัยธรรมชาติ และวิกฤติเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ระบบราชการยังคงเผชิญความท้าทายหลายประการ ได้แก่ กระบวนการที่ซับซ้อนของระบบราชการและการขาดการบูรณาการข้อมูลร่วมกัน ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบที่ตามมา บทความได้นำเสนอแนวทางการจัดการภาวะวิกฤติผ่านการวิเคราะห์กรอบแนวคิด เช่น </span>SWOT Analysis <span lang="TH">และ </span>Adaptive Capacity Framework<span lang="TH"> ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าความพร้อมและความยืดหยุ่นขององค์กรภาครัฐขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาทักษะบุคลากร การบริหารจัดการทรัพยากร และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ตัวอย่างจากกรณีศึกษาในประเทศไทย เช่น การจัดการน้ำท่วมปี พ.ศ. </span>2554 <span lang="TH">และการควบคุมโรคโควิด-</span>19 <span lang="TH">แสดงให้เห็นถึงทั้งจุดแข็งและข้อจำกัดของระบบราชการ ข้อเสนอแนะสำคัญสำหรับอนาคตประกอบด้วยการพัฒนาแผนจัดการวิกฤติที่ครอบคลุม การเสริมสร้างความยืดหยุ่นขององค์กรผ่านการใช้เทคโนโลยีและการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ การสร้างเครือข่ายนานาชาติและการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาช่วยเพิ่มความแม่นยำและรวดเร็วในการตอบสนองต่อวิกฤติยังเป็นแนวทางสำคัญ บทความนี้สรุปว่าการจัดการภาวะวิกฤติในระบบราชการจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งการตอบสนองระยะสั้นและการฟื้นฟูระยะยาว เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับความท้าทายที่หลากหลายในอนาคต</span></p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm/article/view/1550 ความพึงพอใจของสตรีที่มีต่อการบริหารงานของนักการเมืองท้องถิ่น อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี 2025-09-26T11:08:45+07:00 พรทิพา สุขจิตดี sukjitdee.luan@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของสตรีต่อบทบาทหน้าที่ ในการบริหารงานของนักการเมืองท้องถิ่น อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักพรหมวิหาร 4 กับ ความพึงพอใจของสตรีต่อการบริหารงานของนักการเมืองท้องถิ่น อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี 3) เพื่อนำเสนอความพึงพอใจของสตรีต่อการบริหารงานของนักการเมืองท้องถิ่น อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี โดยประยุกต์หลักพรหมวิหาร 4 ระเบียบวิธีวิจัยเป็นแบบผสานวิธี วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณา และเลือกใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน เพื่อทดสอบสมมติฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความพึงพอใจของสตรีที่มีต่อการบริหารงานของนักการเมืองท้องถิ่น อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี พบว่า ประชาชนผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความพึงพอใจ ในระดับมาก (= 4.22) เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรมจารีตประเพณี รองลงมาด้านส่งเสริมคุณภาพชีวิต ด้านการจัดระเบียบชุมชน สังคม และน้อยที่สุดคือด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตามลำดับ</p> <p>2) ผลการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างระดับความพึงพอใจของสตรีต่อการดำรงตนตามหลักพรหมวิหาร 4 และระดับความพึงพอใจของสตรีต่อการบริหารงานของนักการเมืองท้องถิ่น อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี พบว่า ระดับความพึงพอใจของสตรีต่อการดำรงตนตามหลักพรหมวิหาร 4 มีความสัมพันธ์กับระดับความพึงพอใจของสตรีต่อการบริหารงานของนักการเมืองท้องถิ่น อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี (Pearson Correlation = 0.739, sig. = 0.000) ความสัมพันธ์เชิงบวกอยู่ในระดับปานกลาง ที่นัยสำคัญ 0.01</p> <p>3) ระดับความพึงพอใจของสตรีที่มีต่อการดำรงตนตามหลักพรหมวิหาร 4 ของนักการเมืองท้องถิ่น อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ภาพรวมอยู่ในระดับความพึงพอใจมาก (= 4.18) เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน ดังนี้ หลักพรหมวิหาร 4 ด้านเมตตา รองลงมาคือ ด้านมุทิตา ด้านกรุณา และน้อยที่สุดคือด้านอุเบกขา ตามลำดับ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าหลักพรหมวิหาร 4 มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญต่อความพึงพอใจของสตรี</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm/article/view/1562 การสร้างจิตสำนึกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของเยาวชน ในเขตเทศบาลเมืองนครปฐม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม 2025-09-16T10:47:02+07:00 สรวิชญ์ วัฒนะกุลธนาชัย sorawit9109@gmail.com สมชาย ชูเมือง sorawit9109@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการมีจิตสำนึกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของเยาวชนในเขตเทศบาลเมืองนครปฐม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม 2) ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสาราณียธรรม 6 กับ การมีจิตสำนึกทางการเมือง และ 3) นำเสนอการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อการสร้างจิตสำนึกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของเยาวชน ในเขตเทศบาลเมืองนครปฐม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เยาวชน อายุตั้งแต่ 18 – 25 ปีบริบูรณ์ โดยโดยใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจจากแบบสอบถาม แจกแบบข้อมูลสอบถามให้แก่เยาวชนกลุ่มตัวอย่างในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองนครปฐม จำนวน 359 ชุด นำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าทีและค่าเอฟ และการวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ระดับการสร้างจิตสำนึกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของเยาวชนในเขตเทศบาลเมืองนครปฐม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม โดยรวม พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด 3 ด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย และมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 1 ด้าน</li> <li>ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสาธารณียธรรม 6 กับการสร้างจิตสำนึกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของเยาวชนในเขตเทศบาลเมืองนครปฐม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูง (R = 0.852<sup>**</sup>) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จึงยอมรับสมมติฐาน</li> <li>การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อการสร้างจิตสำนึกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของเยาวชน พบว่า ด้านเมตตากายกรรม การเข้าร่วมกิจกรรมสาธารณะเพื่อช่วยเหลือชุมชนอย่างเต็มใจ ด้านหลักเมตตาวจีกรรม แสดงความคิดเห็นทางการเมืองด้วยถ้อยคำที่สุภาพและสร้างสรรค์ ด้านหลักเมตตามโนกรรม คิดหาวิธีแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม ด้านหลักสาธารณโภคี ยินดีแบ่งปันสิ่งของหรือทรัพยากรส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือกิจกรรมสังคม ด้านหลักสีลสามัญญตา หลีกเลี่ยงการกระทำผิดกฎหมายหรือจริยธรรมเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนด้านหลักทิฏฐิสามัญญตา เคารพความคิดเห็นที่ต่างจากตนเองและใช้เหตุผลในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น</li> </ol> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm/article/view/1585 การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ตำบลขุนพิทักษ์ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี 2025-09-27T14:02:46+07:00 วีรพล จันทร์ทรง weerapon9109@gmail.com สมชาย ชูเมือง weerapon.pon82@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการปฏิบัติงานของกำนันและผู้ใหญ่บ้านในเขตตำบลขุนพิทักษ์ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสาราณียธรรม 6 กับการบูรณาการเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน 3) เพื่อนำเสนอการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตำบลขุนพิทักษ์ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนในพื้นที่จำนวน 358 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 9 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1.ระดับการปฏิบัติงานของกำนันและผู้ใหญ่บ้านโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านการพัฒนาจิตสำนึกและคุณธรรมจริยธรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านการสร้างความสัมพันธ์ในชุมชน ด้านการแก้ไขปัญหาและการตัดสินใจ และด้านการพัฒนาความรู้และทักษะ ตามลำดับ ในขณะที่ด้านการบริหารจัดการเวลาและทรัพยากรมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด</p> <p>2.หลักสาราณียธรรม 6 มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับมากกับการส่งเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน (R = 0.852) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> <p>3.การบูรณาการหลักสาราณียธรรม 6 ซึ่งประกอบด้วยการให้ปัน การใช้วาจาไพเราะ การบำเพ็ญประโยชน์ และการวางตนสม่ำเสมอ สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างภาวะผู้นำและความเชื่อมั่นของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิผล ทั้งในระดับชุมชนและระดับชาติ</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm/article/view/1738 การพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการ คณะสงฆ์จังหวัดสมุทรสงคราม ตามหลักพุทธธรรม 2025-11-29T12:07:36+07:00 พระครูธรรมธรไพบูลย์ พิศาลวชิโรภาส oadsy1972@gmail.com พระครูสมุทรวชรานุวัตร ถิ่นกำเหนิด oadsy1972@gmail.com พระครูสมุห์วรวิทย์ ดุษฎีพฤฒิพันธุ์ oadsy1972@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา สาเหตุ อุปสรรค การบริหารกิจการคณะสงฆ์จังหวัดสมุทรสงคราม 2) เพื่อศึกษาองค์ประกอบการพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการคณะสงฆ์จังหวัดสมุทรสงคราม 3) เพื่อนำเสนอการพัฒนารูปแบบการบริหารกิจการคณะสงฆ์แบบการมีส่วนร่วมตามหลักพุทธบูรณาการของคณะสงฆ์จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญรวม 26 รูป/คน แบ่งเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 18 รูป/คน และการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 8 รูป/คน โดยนำเสนอข้อมูลในรูปแบบการพรรณนาวิเคราะห์ </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบัน ปัญหา สาเหตุ อุปสรรค การบริหารกิจการคณะสงฆ์จังหวัดสมุทรสงครามแบบมีส่วนร่วม แบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านโครงสร้างการบริหารที่รวมศูนย์อำนาจ 2) ด้านบุคลากรขาดทักษะการบริหาร และ 3) ด้านวัฒนธรรมและค่านิยมที่ยึดติดในรูปแบบจารีตประเพณีดั้งเดิมในส่วนองค์ประกอบในการพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วม ได้แก่ การแก้ไขปัญหา การวางแผน ปฏิบัติการ และการประเมินผล สำหรับการพัฒนารูปแบบการบริหารกิจการคณะสงฆ์แบบการมีส่วนร่วมตามหลักพุทธบูรณาการของคณะสงฆ์จังหวัดสมุทรสงคราม ที่มุ่งเน้นการปฏิรูปทั้งในเชิงโครงสร้างและเชิงจริยธรรม โดยรูปแบบ SIE-6B-4P Model แบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1) การเปลี่ยนฐานคิดจากอำนาจสู่หลักพุทธธรรม ใช้หลักอปริหานิยธรรม 7 ประยุกต์ใช้ด้านการปกครอง 2) การบูรณาการบุคคลเข้าเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ใช้หลักสังคหวัตถุ 4 ประยุกต์ใช้ด้านการศึกษาสงเคราะห์ และหลักสาราณียธรรม 6 ประยุกต์ใช้ด้านการสาธารณสงเคราะห์ และ 3) การกำกับดูแลตนเองด้วยจริยธรรมและการพัฒนาสมรรถะ ใช้หลักไตรสิกขา 3 ประยุกต์ใช้ด้านการศาสนศึกษา หลักสัปปุริสธรรม 7 ประยุกต์ใช้ด้านการเผยแผ่ และหลักภาวนา 4 ประยุกต์ใช้ด้านการสาธารณูปการ เพื่อส่งเสริมการบริหารกิจการคณะสงฆ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสร้างความชอบธรรมในการนำองค์กร</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm/article/view/1916 แนวทางการสร้างเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ตามศิลาจารึกหลักที่ 1 พ่อขุนรามคำแหงมหาราช 2026-03-04T09:30:50+07:00 ณัฐพงศ์ วิชัยดิษฐ์ natthaphong.wi@northbkk.ac.th <p class="705"><span lang="TH">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทเชิงประวัติศาสตร์ของศิลาจารึกหลักที่ 1 พ่อขุนรามคำแหงมหาราช 2) วิเคราะห์วัฒนธรรมบนพื้นฐานวิถีชีวิต ความเชื่อ ผ่านศิลาจารึกหลักที่ 1 พ่อขุนรามคำแหงมหาราช และ 3) เสนอแนวทางการสร้างเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ตามศิลาจารึกหลักที่ 1 พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ รูปแบบการวิจัยเชิงเอกสาร ซึ่งผู้วิจัยได้ใช้ศิลาจารึกหลักที่ 1 ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นเอกสารชั้นปฐมภูมิในการศึกษาวิจัย และได้ใช้หนังสือเรื่อง ศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ 1 จารึกพ่อขุนรามคำแหง เป็นเอกสารชั้นทุติยภูมิ นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาตำรา บทความวิชาการ บทความวิจัย และเอกสารทางวิชาการจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือในการรวบรวมข้อมูล ทั้งนี้ยังได้ศึกษา<br /><span style="letter-spacing: -.2pt;">แนวคิดการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และแนวคิดการสร้างเส้นทางท่องเที่ยว เพื่อนำมาเป็นตัวแปรในการศึกษา</span>วิจัยอันจะนำไปสู่การเสนอแนวทางการสร้างเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ตามศิลาจารึกหลักที่ 1 <br />พ่อขุนรามคำแหงมหาราช</span></p> <p class="705"><span lang="TH">ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการสร้างเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ตามรอยศิลาจารึกหลักที่ 1 <br />พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ใช้เนื้อหาทางประวัติศาสตร์ที่ได้จากศิลาจารึกเป็นฐาน เพื่อแปลงองค์ความรู้<br />สู่การท่องเที่ยว โดยมีกระบวนการสร้างเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่จำเป็นจะต้องอาศัยหลักสำคัญ <br />6 ประการ ได้แก่ 1) โครงสร้างของเส้นทางท่องเที่ยว 2) การเล่าเรื่อง 3) การออกแบบธีมของเส้นทางท่องเที่ยว 4) การมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยว 5) คุณค่าทางการเรียนรู้ และ 6) ผลลัพธ์ของประสบการณ์ </span></p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm/article/view/1953 พุทธวิธีเพื่อการพัฒนาบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัย ในการขนส่ง (TSM) ในเขตจังหวัดราชบุรี 2026-04-04T15:23:02+07:00 มนตรี วรภัทรทรัพย์ papamontree@gmail.com วรวุฒิ มูลตรีอุตร์ papamontree@gmail.com <p class="705"><span lang="TH">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1. เพื่อศึกษารูปแบบพื้นฐานการอบรมบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง (</span>TSM) <span lang="TH">ในเขตจังหวัดราชบุรี 2. เพื่อศึกษากระบวนการในการพัฒนาการอบรมบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง (</span>TSM) <span lang="TH">ในเขตจังหวัดราชบุรี 3. เพื่อนำเสนอพุทธวิธีการพัฒนาการอบรมบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง (</span>TSM) <span lang="TH">ในเขตจังหวัดราชบุรี การศึกษาวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่มเฉพาะ มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 12 รูปหรือคน และการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 9 รูปหรือคน</span></p> <p class="705"><span lang="TH">ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบพื้นฐานการอบรมบุคลากรจัดการด้านความปลอดภัยในการขนส่ง (</span>TSM) <span lang="TH">ในเขตจังหวัดราชบุรี ยึดตามกรอบมาตรฐานของกรมการขนส่งทางบก โดยมีเนื้อหาครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ แบ่งเป็น 8 ด้านสำคัญ ได้แก่ ความปลอดภัยในการขนส่ง กฎหมาย การบำรุงรักษารถ การจัดการพนักงานขับรถ การวางแผนเดินรถ ความรู้ด้านการขนส่ง การจัดการเหตุฉุกเฉิน และการวิเคราะห์อุบัติเหตุ 2. กระบวนการพัฒนาการอบรมมีลักษณะเป็นการเรียนรู้เชิงระบบแบบมีส่วนร่วม ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ การบรรยาย การฝึกปฏิบัติ การจำลองเหตุการณ์ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการประเมินเพื่อพัฒนาหลักสูตร และ 3. การบูรณาการหลักสัปปุริสธรรม 7 เข้ากับกระบวนการอบรม เพื่อเป็นแนวทางพุทธวิธีในการพัฒนาผู้ปฏิบัติงานให้มีทั้งความรู้ และวิจารณญาณในการทำงาน ได้แก่ ธัมมัญญุตา (การรู้จักเหตุ) อัตถัญญุตา (การรู้จักผล) อัตตัญญุตา (การรู้จักตน) มัตตัญญุตา (การรู้จักประมาณ) กาลัญญุตา (การรู้จักกาล) ปริสัญญุตา (การรู้จักชุมชน) และปุคคลัญญุตา (การรู้จักบุคคล) ซึ่งช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</span></p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm/article/view/2070 ความสัมพันธ์ของหลักพุทธธรรมกับประสิทธิผลการปฏิบัติงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี 2026-03-26T19:38:35+07:00 วารินทร์ จันทรัตน์ warin_jantarat@hotmail.com นรพัชร เสาธงทอง Warin_Jantarat@hotmail.com การัณย์ พรหมแก้ว Warin_Jantarat@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิผลการปฏิบัติงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี 2) เพื่อศึกษาการปฏิบัติงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี ตามหลักอิทธิบาท 4 และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิทธิบาท 4 กับประสิทธิผลการปฏิบัติงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 400 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.973 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับการวิจัยทางสังคมศาสตร์ เพื่อหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ประสิทธิผลการปฏิบัติงานโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียง ลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านคุณภาพของงาน ด้านระยะเวลา ด้านปริมาณงาน และด้านความคุ้มค่า ตามลำดับ 2) การปฏิบัติงานตามหลักอิทธิบาท 4 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านฉันทะ ด้านวิริยะ ด้านจิตตะ และด้านวิมังสา 3) หลักอิทธิบาท 4 มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับประสิทธิผลการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าหลักอิทธิบาท 4 ช่วยให้บุคลากรจัดการตนเองและระบบงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ครอบคลุมทั้งมิติของความเก่งและความดี</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm/article/view/2253 การประยุกต์หลักวจีสุจริตธรรมเพื่อการสื่อสารทางการเมืองของผู้นำระดับท้องถิ่นใน ตำบลดอนคลัง อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี 2026-04-04T09:48:57+07:00 ไพรินทร์ ไตรวิทยพาณิชย์ pairin.tri@mcu.ac.th พระมหาพิพัฒพงศ์ ฐิตธมฺโม pairin.tri@mcu.ac.th สมชาย ชูเมือง pairin.tri@mcu.ac.th <p> บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาระดับการสื่อสารทางการเมืองของผู้นำระดับท้องถิ่นในตำบลดอนคลัง อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี 2. เพื่อเปรียบเทียบการสื่อสารทางการเมืองของผู้นำระดับท้องถิ่นในตำบลดอนคลัง อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล <br />3. เพื่อนำเสนอการประยุกต์หลักวจีสุจริตธรรมเพื่อการสื่อสารทางการเมืองของผู้นำระดับท้องถิ่นในตำบล<br />ดอนคลัง อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ระเบียบวิธีวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณโดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 370 คน โดยใช้แบบสอบถามที่มีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.991 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทาง และการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1. ระดับการสื่อสารทางการเมืองของผู้นำระดับท้องถิ่น โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ผู้ส่งสาร อยู่ในระดับมาก รองลงมา ได้แก่ ผู้รับสาร ช่องทางการสื่อสารและข้อมูลข่าวสาร อยู่ในระดับมากเช่นเดียวกัน 2. ผลการศึกษาเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อการสื่อสารทางการเมืองของผู้นำระดับท้องถิ่น เมื่อพิจารณาตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ประชาชนที่มี เพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการสื่อสารทางการเมืองไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมุติฐาน ประชาชนที่มีรายได้ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการสื่อสารทางการเมืองแตกต่างกัน จึงยอมรับสมมติฐาน 3. การประยุกต์หลักวจีสุจริตธรรมเพื่อการสื่อสารทางการเมืองของผู้นำระดับท้องถิ่น โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดระดับมาก ได้แก่ ปสุณาวาจา เวรมณี (การไม่พูดส่อเสียด) รองลงมา ได้แก่ ผรุสวาจา เวรมณี (การไม่พูดคำหยาบ) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดระดับปานกลาง ได้แก่ มุสาวาทา เวรมณี (การไม่พูดเท็จ)</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm/article/view/2728 การบูรณาการหลักดนตรีกวีศิลป์ในการส่งเสริมสุนทรียทางอารมณ์ ตามแนวพระพุทธศาสนา 2026-06-28T21:31:27+07:00 รัฐกานต์ ยินดีพิธ Ratthakarnmcu@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาหลักคำสอนเรื่องดนตรีกวีศิลป์ที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา 2) เพื่อบูรณาการหลักดนตรีกวีศิลป์ในการส่งเสริมสุนทรียทางอารมณ์ตามแนวพระพุทธศาสนา และ 3) เพื่อวิเคราะห์ดนตรีกวีศิลป์ในฐานะปัจจยาการแห่งการส่งเสริมสุนทรียทางอารมณ์ตามแนวพระพุทธศาสนา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้เครื่องมือ ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก โดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 คน เพื่อแนวทางการนำดนตรีกวีศิลป์มาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติธรรมในปัจจุบัน นำไปส่งเสริมการพัฒนาทางอารมณ์ ความคิด จิตใจ ของคนในสังคมต่อไปด้วย การวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า การบูรณาการดนตรีกวีศิลป์เข้ากับหลักพุทธธรรมตามแนวพระพุทธศาสนาเป็นการเสริมสร้างพลังในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและมีสติ หลักการสำคัญในการบูรณาการ คือ ต้องมีความตั้งใจที่จะใช้ดนตรีกวีศิลป์เป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนเอง เช่น การฟังเพลงธรรมะ การวาดภาพพระพุทธรูป การทำสมาธิพร้อมดนตรีคลายอารมณ์ เป็นต้น การนำหลักภาวนา 4 บูรณาเข้ากับดนตรีกวีศิลป์ คือ ศีล ภาวนา จิต และปัญญา ประกอบด้วย 1) ศีล ได้แก่ การสร้างสรรค์ผลงานดนตรีกวีศิลป์ด้วยความตั้งใจที่ดีงามไม่เบียดเบียนผู้อื่น 2) ภาวนา ได้แก่ การใช้ดนตรีกวีศิลป์เป็นสื่อในการทำสมาธิ จะช่วยให้จิตใจสงบและจดจ่ออยู่กับปัจจุบันขณะ 3) จิต ได้แก่ การใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการสำรวจจิตใจของตนเอง จะช่วยให้เข้าใจตนเองได้ดียิ่งขึ้น 4) ปัญญา ได้แก่ การวิเคราะห์และตีความผลงานดนตรีกวีศิลป์ต่าง ๆ ช่วยให้เกิดปัญญาในการเข้าใจธรรมชาติของสิ่งต่าง ๆ การบูรณาการดนตรีกวีศิลป์เข้ากับพระพุทธศาสนาไม่เพียงแต่เป็นการสร้างความบันเทิง แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาและเข้าใจธรรมชาติของชีวิตอีกด้วย เมื่อเราสามารถนำศิลปะมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติธรรม ก็จะช่วยให้เราบรรลุถึงเป้าหมายสูงสุดของชีวิต คือ ความหลุดพ้นจากทุกข์</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารชัยมงคลปริทรรศน์