วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm <p style="font-weight: 400;"><strong><img src="https://so18.tci-thaijo.org/public/site/images/krisada/-2024-05-15-115655.png" alt="" width="30" height="18" /></strong></p> <p><strong>เลขมาตรฐานสากล:</strong></p> <p>ISSN 3027-8848 (Online)</p> <p><strong><img src="https://so18.tci-thaijo.org/public/site/images/krisada/-2024-05-15-115655.png" alt="" width="30" height="18" /></strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร:</strong></p> <p>วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงที่มีการประยุกต์พระพุทธศาสนากับศาสตร์ทางด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การศึกษา และการจัดการ</p> <p><strong><img src="https://so18.tci-thaijo.org/public/site/images/krisada/-2024-05-15-115655.png" alt="" width="30" height="18" /><br />ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร:</strong></p> <p>วารสารรับตีพิมพ์บทความวิชาการ บทความวิจัย และบทวิจารณ์หนังสือ</p> <p><strong>-บทความวิชาการ</strong> คือ บทความที่นำเสนอบทวิเคราะห์ วิจารณ์ รวมถึงการรวบรวมความรู้ ระบุถึงภูมิหลัง วัตถุประสงค์ และแนวทางการแก้ปัญหาที่บ่งชี้ถึงทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในการวิเคราะห์ บทความจะต้องนำเสนอทฤษฎีที่มีอยู่หรือทฤษฎีใหม่ที่อ้างอิงความเห็นจากนักวิชาการที่มีความน่าเชื่อถือ มีความเป็นกลาง และมีส่วนช่วยในการพัฒนาความรู้ทางด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการ การศึกษา และหรือประยุกต์กับพระพุทธศาสนา จำนวนคำเฉลี่ยในบทความวิชาการต้องไม่เกิน 8,000 คำ</p> <p><strong>-บทความวิจัย</strong> คือ บทความที่นำเสนองานวิจัยที่แสดงถึงความคิดริเริ่มและเกี่ยวข้องกับรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการ การศึกษา และหรือประยุกต์กับพระพุทธศาสนา บทความวิจัยต้องมีเนื้อหาที่ชัดเจน กระชับ มีความแปลกใหม่ มีโครงสร้างที่ดี รวมถึงการอภิปรายผลงานวิจัยโดยสรุป จำนวนคำเฉลี่ยในบทความวิจัย ไม่เกิน 8,000 คำ</p> <p><strong>-บทวิจารณ์หนังสือ</strong> คือ การเขียนเล่าเรื่องและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งโดยเจตนาจะแนะนำหนังสือเล่มนั้นให้ผู้อ่านรู้จัก โดยให้รายละเอียดทางบรรณานุกรมของหนังสืออย่างสมบูรณ์ รวมถึงประเภทของหนังสือ ให้ขอบเขตเนื้อหา คุณลักษณะพิเศษหรือข้อเด่นของหนังสือ เช่น ภาพประกอบ ดรรชนี มีการประเมินคุณค่า แสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลว่ามีค่าควรอ่านหรือควรจัดหา เหมาะกับผู้อ่านกลุ่มใด มีการเปรียบเทียบกับหนังสือเล่มอื่นในประเภทเดียวกัน ผู้วิจารณ์ควรมีความรู้ในสาขาที่วิจารณ์ ควรระบุชื่อหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้วิจารณ์ เพื่อใช้พิจารณาความน่าเชื่อถือของบทวิจารณ์</p> <p><strong><img src="https://so18.tci-thaijo.org/public/site/images/krisada/-2024-05-15-115655.png" alt="" width="30" height="18" /></strong></p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ</strong></p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน</p> <p>ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p><strong><img src="https://so18.tci-thaijo.org/public/site/images/krisada/-2024-05-15-115655.png" alt="" width="30" height="18" /></strong></p> <p><strong>การพิจารณาและคัดเลือกบทความ:</strong></p> <p>บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) จำนวนไม่น้อยกว่า 2 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double – Blind Peer Review)</p> <p><strong><img src="https://so18.tci-thaijo.org/public/site/images/krisada/-2024-05-15-115655.png" alt="" width="30" height="18" /></strong></p> <p><strong>การใช้ภาษา:</strong></p> <p>วารสารเปิดรับบทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยมุ่งเน้นให้บทความมีการใช้ภาษาที่ให้ความหมายที่ชัดเจนและมีความกระชับรัดกุม</p> <p><strong><img src="https://so18.tci-thaijo.org/public/site/images/krisada/-2024-05-15-115655.png" alt="" width="30" height="18" /></strong></p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์:</strong></p> <p>วารสารมีนโยบายในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ หลังจาก accepted (ยอมรับการตีพิมพ์แล้วเท่านั้น เก็บเพียงครั้งเดียว) ทั้งนี้ทางวารสารจะดำเนินการออกใบเสร็จรับเงินกับทางมหาวิทยาลัยให้แก่ผู้ส่งบทความทุกบทความ โดยมีอัตราค่าธรรมเนียมดังนี้</p> <p> -บทความวิชาการหรือบทวิจารณ์หนังสือ จำนวน 3,000 บาท (สามพันบาทถ้วน) ต่อ 1 บทความ</p> <p> -บทความวิจัย จำนวน 4,000 บาท (สี่พันบาทถ้วน) ต่อ 1 บทความ</p> <p>กรุณาชำระค่าธรรมเนียม หลังจากได้รับอีเมลให้ชำระเงินจากวารสารแล้วเท่านั้น วารสารจะไม่คืนค่าธรรมเนียมให้ทุกกรณี</p> <p> </p> <p> </p> มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ราชบุรี th-TH วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ 3027-8848 การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามหลักไตรสิกขา https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm/article/view/1186 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำหลักการทางพระพุทธศาสนาอย่าง “ไตรสิกขา” ซึ่งประกอบไปด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การนำหลักธรรมมาประยุกต์ในการบริหารจัดการทั้งในองค์กร ภาครัฐ เอกชน สังคม ชุมชน และประเทศชาติ โดยการนำหลักไตรสิกขา คือ ศีล หมายถึง ข้อปฏิบัติที่เป็นแบบแผนที่ดีงาม เป็นพื้นฐานของการสร้างคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณในการทำงาน สมาธิ หมายถึง การฝึกจิตใจให้สงบ มีสมาธิในการทำงาน ปัญญา หมายถึง ความรู้ความเข้าใจ และสามารถนำมาในการแก้ปัญหาและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง หลักทั้ง 3 ประการที่กล่าวมานี้เป็นส่วนประกอบของชีวิตที่ดีงาม เราก็ฝึกคนให้เจริญงอกงามในองค์ประกอบเหล่านี้ และให้องค์ประกอบเหล่านี้นำเข้าสู่การเข้าถึงอิสรภาพและสันติสุขที่แท้จริง ตัวการฝึกที่จะให้มีชีวิตที่ดีงามเป็นสิกขา ตัวชีวิตที่ดีงามที่เกิดจากการฝึกนั้นก็เป็นมรรค จะเห็นได้ว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามหลักไตรสิกขา เป็นแนวทางที่สามารถนำมาใช้ได้กับทุกองค์กร ช่วยให้บุคลากรมีคุณภาพ มีความสุขในการทำงาน และสามารถสร้างผลงานให้กับองค์กรได้อย่าง มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และนำความสันติสุขมาสู่มนุษยชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรจะก้าวไปได้ไกลต้องเกิดจากบุคลากรที่มีศักยภาพ ฉะนั้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นพันธกิจสำคัญที่จะต้องใส่ใจ นอกจากกระบวนการนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพของพนักงานให้เพิ่มมากขึ้นได้ด้วยนั้น ก็ยังช่วยรักษาพนักงานที่ดีมีศักยภาพให้ทำงานร่วมกับองค์กรได้ระยะยาวอีกด้วย รวมถึงช่วยสร้างความภักดีให้กับองค์กร ตลอดจนร่วมพัฒนาองค์กรให้ดียิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ต่อไป</p> ฐิญาภัณณ์ วงษา อำนาจ สาเขตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ 2025-12-30 2025-12-30 5 2 81 88 รัฐประศาสนศาสตร์ 4.0 พลิกโฉมภาครัฐสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm/article/view/1384 <p>บทความนี้นำเสนอการวิเคราะห์ถึงความจำเป็นในการพลิกโฉมภาครัฐไปสู่รัฐประศาสนศาสตร์ 4.0 เพื่อรับมือกับพลวัตของโลกยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง ภาครัฐในปัจจุบันยังคงเผชิญกับข้อจำกัดของรัฐประศาสนศาสตร์ยุคเก่า อาทิ โครงสร้างที่แข็งทื่อ กระบวนการที่ซับซ้อน และการขาดการเชื่อมโยงข้อมูลซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการตอบสนองความต้องการของประชาชนและความท้าทายเชิงซ้อน แนวคิดรัฐประศาสนศาสตร์ 4.0 จึงมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นแกนหลักในการปฏิรูปอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การพลิกโฉมบริการภาครัฐสู่ดิจิทัลแบบครบวงจรที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง การเสริมสร้างธรรมาภิบาลดิจิทัลที่เน้นความโปร่งใสและมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การพัฒนาและยกระดับทักษะของบุคลากรภาครัฐสำหรับยุคดิจิทัล การส่งเสริมความร่วมมือและการสร้างเครือข่ายกับทุกภาคส่วน ตลอดจนการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อนวัตกรรม ที่สำคัญคือ การขับเคลื่อนทั้งหมดนี้ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การพัฒนามีความสมดุลและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ดังนั้น รัฐประศาสนศาสตร์ 4.0 คือการลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างภาครัฐที่ยืดหยุ่น โปร่งใส และตอบสนองต่อพลวัตแห่งอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นำไปสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนในยุคดิจิทัล</p> โกวิทย์ อุบลรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ 2025-12-30 2025-12-30 5 2 89 99 สรณคมน์ : จิตสำนึกของชาวพุทธ https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm/article/view/1077 <p class="705"><span lang="TH">บทความวิชาการนี้มีจุดประสงค์นำเสนอความสำคัญของการถึงสรคมน์แบบชาวพุทธที่ถูกต้อง ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจและปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิผล การสร้างที่พึงทางจิตใจต้องอาศัยศรัทธาคือความเชื่อควบคู่กับปัญญาที่ถูกต้อง ชาวพุทธไม่ควรเชื่อในสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือหวังพึ่งพาสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ การเชื่อในพระพุทธศาสนาควรเป็นการเชื่อด้วยปัญญา ไม่ใช่การเชื่อแบบงมงายหรือพึ่งพาพิธีกรรมต่างๆ ในทางที่เป็นอกุศล ความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญาจึงจัดเป็นกุศลจิต ซึ่งจะส่งผลต่อการคิด การพูดการกระทำทางกายที่เป็นสุจริตคือกุศล การปลูกฝังศรัทธาและปัญญาจะช่วยให้เป็นผู้มีความเชื่อและสามารถปฏิบัติตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนาได้ย่างถูกต้องและมีประสิทธิผลเกิดประโยชน์สุขทั้งต่อตนเอง ผู้อื่นและสังคมโดยรวม การถึงสรณคมน์ที่ถูกต้องต้องประกอบด้วย 1) เป็นสิ่งประเสริฐ 2) บริสุทธิ์ 3) นำให้ชีวิตเข้าสู่การมีศีลธรรม 4) ทำลายความหวาดกลัวต่อสิ่งไม่รู้ คือ ออกจากอวิชชา เป็นเสรีภาพ ส่วนสรณคมน์ที่ไม่สมบูรณ์นำไปสู่ความหลง ไม่ประเสริฐ ไม่บริสุทธิ์ ไม่ประกอบด้วยกุศลจิต ทำให้ชีวิตไม่ดีงามด้วยศีลธรรม และเกิดความหวาดกลัว</span></p> พระมหาปณายุธ ฐานรโต พระมหาสมควร สุวณฺโณ พระอนันตศักดิ์ กุสลจิตฺโต ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ 2025-12-30 2025-12-30 5 2 100 114 การพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานด้วยหลักอิทธิบาท 4 ในระบบควบคุมคุณภาพทางอุตสาหกรรม https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm/article/view/1183 <p class="705"><span lang="TH">บทความวิชาการนี้ศึกษาการควบคุมคุณภาพในระบบอุตสาหกรรมเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐาน ตอบสนองต่อความต้องการของตลาด รักษาขีดความสามารถในการ แข่งขันระดับประเทศ และระดับสากล ปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบควบคุมคุณภาพ คือ ทรัพยากรมนุษย์ ถ้าสามารถพัฒนาทัศนคติ พฤติกรรม ศักยภาพของบุคลากรให้มีความมุ่งมั่นเอาใจใส่ในการทำงานอย่างต่อเนื่อง ย่อมส่งผลดีต่อคุณภาพของสินค้าและกระบวนการผลิต โดยนำหลักธรรมทางพุทธศาสนาเข้ามาเป็นแนวทางในการพัฒนาในภาคอุตสาหกรรม คือ หลักอิทธิบาท 4 ซึ่งประกอบด้วย ฉันทะ(ความพอใจในงานที่ทำ)</span>, <span lang="TH">วิริยะ(ความเพียรพยายาม)</span>, <span lang="TH">จิตตะ(ความตั้งใจเอาใจใส่)</span>, <span lang="TH">และ วิมังสา(การใคร่ครวญตรวจสอบ) ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมให้พนักงานเกิดความรักในงานของตน มุ่งมั่นตั้งใจในการปฏิบัติงาน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และสามารถพัฒนากระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพในการควบคุมคุณภาพ ซึ่งหลักฉันทะสามารถนำมาใช้เพื่อสร้างแรงจูงใจและความรู้สึกภาคภูมิใจในหน้าที่ของตน ขณะที่หลักวิริยะช่วยให้พนักงานเกิดความเพียรพยายามไม่ย่อท้อต่อปัญหา หลักจิตตะส่งเสริมการใส่ใจในรายละเอียดของกระบวนการผลิต และหลักวิมังสาช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง หากบุคลากรสามารถประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท 4 ได้อย่างครบถ้วน จะส่งผลให้การทำงานมีคุณภาพสูง ลดความผิดพลาด และเพิ่มความมั่นคงของระบบคุณภาพ หลักธรรมทางพุทธศาสนายังช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นการพัฒนาจิตใจควบคู่ไปกับทักษะ ส่งเสริมความสุขในการทำงาน ลดความขัดแย้ง และสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีความร่วมมือกัน ส่งผลให้เกิดการพัฒนาในระยะยาว การน้อมนำหลักอิทธิบาท 4 มาใช้ในระบบการควบคุมคุณภาพทางอุตสาหกรรม ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของงานในเชิงเทคนิค แต่ยังเป็นการพัฒนา คุณภาพคน อันเป็นรากฐานสำคัญของการควบคุมคุณภาพที่ยั่งยืนในทุกระดับขององค์กรและภาคอุตสาหกรรมในภาพรวม</span></p> ชัชชญสัญญ์ ปรีชา วีระสิทธิ์ พินจำรัส พระศักดา ชนาสโภ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ 2025-12-30 2025-12-30 5 2 115 129 การสร้างเครือข่ายประชาชนเพื่อส่งเสริมค่านิยมสุจริตตามหลักธรรมาภิบาลในจังหวัดนครราชสีมา https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm/article/view/1394 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการสร้างเครือข่ายประชาชนเพื่อส่งเสริมค่านิยมสุจริตตามหลักธรรมาภิบาลในจังหวัดนครราชสีมา 2. เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการสร้างเครือข่ายประชาชนเพื่อส่งเสริมค่านิยมสุจริตตามหลักธรรมาภิบาลในจังหวัดนครราชสีมา 3. เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาการสร้างเครือข่ายประชาชนเพื่อส่งเสริมค่านิยมสุจริตตามหลักธรรมาภิบาลในจังหวัดนครราชสีมา การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในเทศบาลนครนครราชสีมา จำนวน 399 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน และการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การสร้างเครือข่ายประชาชนเพื่อส่งเสริมค่านิยมสุจริตตามหลักธรรมาภิบาลในจังหวัดนครราชสีมา ด้านความรู้ การสร้างเครือข่ายประชาชนเพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีระบบ ด้านพฤติกรรม เป้าหมายของการดำเนินงานนี้คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประชาชนให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ด้านอารมณ์และความรู้สึก มีการคาดการณ์ว่าจังหวัดนครราชสีมาจะวางรากฐานธรรมาภิบาลที่มั่นคง เพื่อสนับสนุนสังคมที่มีคุณภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน 2. ปัจจัยที่มีอิทธิพล ได้แก่ ด้านสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ด้านสภาพแวดล้อมทางสังคม ด้านสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม ซึ่งสามารถร่วมกันทำนายค่านิยมสุจริตในจังหวัดนครราชสีมา ได้ร้อยละ 40.6 ที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติ 0.01 หลักธรรมาภิบาลสามารถร่วมกันทำนายค่านิยมสุจริตในจังหวัดนครราชสีมา ได้ร้อยละ 75.3 ที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติ 0.01 3. หลักความมีส่วนร่วมช่วยสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่ง ส่วนหลักคุณธรรม ความรับผิดชอบ และความโปร่งใส ส่งเสริมความไว้วางใจ ลดการทุจริต และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การยึดมั่นในนิติธรรมทำให้การจัดการถูกต้องเป็นธรรม ขณะที่หลักความคุ้มค่าเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อความยั่งยืน</p> อภิวัฒน์ จ่าตา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ 2025-12-30 2025-12-30 5 2 1 15 การจัดการภูมินิเวศชุมชนลาวเวียงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม จังหวัดนครนายก https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm/article/view/1401 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการจัดการภูมินิเวศชุมชนลาวเวียง 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักการบริหารงาน PDCA กับการจัดการภูมินิเวศชุมชนลาวเวียง 3. นำเสนอแนวทางการจัดการภูมินิเวศชุมชนลาวเวียง การวิจัยแบบผสานวิธี ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 395 คน วิเคราะห์ข้อมูลที่โดย หาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 12 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1. ระดับการจัดการภูมินิเวศชุมชนลาวเวียง โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2. ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างหลักการบริหารจัดการ PDCA กับการจัดการภูมินิเวศชุมชนลาวเวียง โดยภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับสูงมาก (r)=0.951** จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย 3. แนวทางการจัดการภูมินิเวศชุมชนลาวเวียง พบว่า การบูรณาการ PDCA ช่วยให้การจัดการภูมินิเวศชุมชนลาวเวียงมีโครงสร้างชัดเจน สามารถพัฒนาต่อเนื่องได้ คือ 1) ด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการท่องเที่ยว ได้แก่ จัดการพื้นที่เพื่อให้เหมาะสมต่อการพักผ่อน ส่งเสริมการพัฒนาที่พักในรูปแบบที่เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น 2) ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน ได้แก่ การจัดตั้งกลุ่มต้อนรับนักท่องเที่ยว จัดอบรมชาวบ้านเกี่ยวกับการบริการนักท่องเที่ยว มาตรฐานความสะอาด 3) ด้านการส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ ได้แก่ จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบที่ดึงดูด จัดกิจกรรมเชิงประชาสัมพันธ์ การจัดนิทรรศการในพื้นที่เมืองใหญ่เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยว 4) ด้านการจัดทำระบบเครือข่าย ได้แก่ ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น หน่วยงานภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน หรือสถานศึกษา 5) ด้านพัฒนาการสื่อสารและการตลาด ได้แก่ พัฒนาสื่อภาษาต่างประเทศ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ใช้แนวทางการตลาดแบบเชิงรุก เช่น การโปรโมตผ่านผู้มีอิทธิพลออนไลน์ (influencers) หรือการทำโปรโมชั่นท่องเที่ยว</p> สุริยะ มาธรรม พระมหาธงชัย สุนฺทราจาโร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ 2025-12-30 2025-12-30 5 2 16 27 การบูรณาการหลักอปริหานิยธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการใช้สิทธิเลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาเทศบาลตำบลเมืองยาว อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm/article/view/1472 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการใช้สิทธิเลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาเทศบาลตำบลเมืองยาว อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองในการใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) การบูรณาการหลักอปริหานิยธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมือง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการใช้สิทธิเลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาเทศบาลตำบลเมืองยาว อยู่ในระดับมาก 2) การเปรียบเทียบความคิดเห็นพบว่า อายุมีผลต่อความคิดเห็น ในขณะที่เพศ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือนไม่มีผล 3) การบูรณาการหลักอปริหานิยธรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมือง พบว่า (1) ควรมีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประชาชน (2) ตั้งระเบียบการประชุมที่ชัดเจน (3) ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด (4) เคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง (5) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมโดยไม่แบ่งแยกเพศ (6) เคารพสถานที่เลือกตั้ง (7) เลือกผู้นำที่มีคุณธรรม</p> พระอธิการนพวิทย์ ธีรวโร ยุทธนา ประณีต พระครูศรีปวรบัณฑิต (บวรวิทย์ อายุมั่น) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ 2025-12-30 2025-12-30 5 2 28 42 การรับรู้ของประชาชนที่มีต่อบทบาทพรรคการเมืองในอำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm/article/view/1482 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อบทบาทพรรคการเมืองในอำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิทธิบาท 4 กับการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อบทบาทพรรคการเมือง 3) เพื่อนำเสนอการประยุกต์หลักอิทธิบาท 4 เพื่อส่งเสริมการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อบทบาทพรรคการเมืองในอำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อบทบาทพรรคการเมืองในอำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน และระดับการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อบทบาทพรรคการเมืองในอำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ตามหลักอิทธิบาท 4 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างหลักอิทธิบาท 4 กับการับรู้ของประชาชนที่มีต่อบทบาทพรรคการเมืองในอำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จึงยอมรับสมมติฐาน 3. การประยุกต์หลักอิทธิบาท 4 เพื่อส่งเสริมการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อบทบาทพรรคการเมืองในอำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี 1) ฉันทะ (มีความรักในสิ่งที่ทำ) พรรคการเมืองที่แสดงออกถึงความรักและหวงแหนในถิ่นกำเนิด ความเข้าใจในวิถีชีวิต วัฒนธรรม และปัญหาของคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง 2) วิริยะ (ความพากเพียร ไม่ย่อท้อ) พรรคการเมืองที่มุ่งมั่นตั้งใจจริง อดทน และไม่ท้อถอยต่ออุปสรรคในการแก้ปัญหา 3) จิตตะ (มีความเอาใจใส่จดจ่อในสิ่งที่ทำ) พรรคการเมืองที่ให้ความสำคัญกับการรับฟังปัญหา ทำความเข้าใจความต้องการที่หลากหลาย พิจารณาถึงผลกระทบอย่างรอบคอบ ติดตามประเมินผลอย่างใกล้ชิด แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ความตั้งใจในการพัฒนาพื้นที่ 4) วิมังสา (ทำงานแล้วไม่ทิ้ง คอยตรวจสอบ ทบทวนไตร่ตรอง พิจารณา) พรรคการเมืองที่มีการติดตาม ตรวจสอบนโยบาย ผลงาน และการทุจริตของพรรคการเมือง และเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นำมาวิเคราะห์ถึงผลดีผลเสียและพิจารณาดำเนินการแก้ไข</p> สกนธ์ เปาทุ้ย พระมหาพิพัฒพงศ์ ฐิตธมฺโม สมชาย ชูเมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ 2025-12-30 2025-12-30 5 2 43 54 การจัดการความรู้เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมการแสดงเพลงพื้นบ้านโคราช ของจังหวัดนครราชสีมา https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm/article/view/1442 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสภาพทั่วไปในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม 2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมกับการจัดการความรู้เพื่ออนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงเพลงพื้นบ้านโคราชของจังหวัดนครราชสีมา 3. เพื่อนำเสนอรูปแบบการจัดการความรู้เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมการแสดงเพลงพื้นบ้านโคราชของจังหวัดนครราชสีมา การวิจัยแบบผสานวิธี ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลที่โดย หาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 18 คน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ 1. นักปราชญ์เพลงโคราช 2. นักแสดงเพลงโคราช 3. นักวิชาการด้านอนุรักษ์วัฒนธรรม 4. ประชาชนที่สนใจเพลงพื้นบ้านโคราช วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การจัดการความรู้เพื่ออนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงเพลงพื้นบ้านโคราชของจังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวม พบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 2. การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมกับการจัดการความรู้เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมการแสดงเพลงพื้นบ้านโคราชของจังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์เชิงบวก อยู่ในระดับสูง (r=0.751**) 3. รูปแบบการจัดการความรู้เพื่ออนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรมการแสดงเพลงพื้นบ้านโคราชของจังหวัดนครราชสีมา พบว่า ด้านการกำหนดความรู้ที่ต้องการ เน้นองค์ความรู้ด้านลีลาการร้อง เทคนิคผวนคำ เนื้อเพลง การถ่ายทอดแบบดั้งเดิม และเรื่องราวของศิลปิน ด้านการสร้างและแสวงหาความรู้ ใช้การปฏิบัติจริง ถ่ายทอดจากประสบการณ์ บันทึกข้อมูล และวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อรักษาภูมิปัญญา ด้านการจัดความรู้ให้เป็นระบบพัฒนาระบบจัดการความรู้ด้วยเทคโนโลยี เช่น AI คลังข้อมูลดิจิทัล และการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สร้างพื้นที่แบ่งปันความรู้ผ่านการจัดกิจกรรม ชุมชนนักปฏิบัติ และช่องทางออนไลน์เพื่อสืบทอดวัฒนธรรม</p> พระมหาธงชัย สุนฺทราจาโร สุริยะ มาธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ 2025-12-30 2025-12-30 5 2 55 69 การประยุกต์หลักสาราณียธรรมเพื่อส่งเสริมการปรองดองสมานฉันท์ในชุมชนของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในตำบลท่าชุมพล อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี https://so18.tci-thaijo.org/index.php/j_cm/article/view/1582 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาระดับการปรองดองสมานฉันท์ในชุมชนของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในตำบลท่าชุมพล อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี 2. เพื่อเปรียบเทียบการประยุกต์หลักสาราณียธรรมเพื่อการส่งเสริมการปรองดองสมานฉันท์ในชุมชนของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในตำบลท่าชุมพล อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี 3. เพื่อนำเสนอการประยุกต์หลักสาราณียธรรมเพื่อส่งเสริมการปรองดองสมานฉันท์ในชุมชนของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในตำบลท่าชุมพล อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ระเบียบวิธีวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณโดยดำเนินการเก็บรวบรวม ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 378 คน โดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.991 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีและการทดสอบค่าเอฟ ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์ เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการปรองดองสมานฉันท์ในชุมชนของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในตำบลท่าชุมพล อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทุกด้าน และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงตามลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากสุดระดับมาก ได้แก่ หลักความถูกต้อง รองลงมา ได้แก่ หลักความบริสุทธิ์ โปร่งใส และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยสุดระดับมาก ได้แก่ หลักความเหมาะสม 2. ผลการเปรียบเทียบการปรองดองสมานฉันท์ในชุมชนของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในตำบลท่าชุมพล อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรีพบว่า ประชาชนที่มี เพศ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้ ต่างกัน โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้ 3. การประยุกต์หลักสาราณียธรรมเพื่อส่งเสริมการปรองดองสมานฉันท์ในชุมชนของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในตำบลท่าชุมพล อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดระดับมาก ได้แก่ หลักเมตตากายกรรม รองลงมา ได้แก่ หลักสาธารณโนกรรม และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดระดับมาก ได้แก่ หลักเมตตามโนกรรม</p> พระมานิตย์ เขมานนฺโท (วิบูลย์โสภณ) สมชาย ชูเมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชัยมงคลปริทรรศน์ 2025-12-30 2025-12-30 5 2 70 80