การเสริมสร้างความรักสากลตามหลักพระพุทธศาสนา
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความรักสากลในสังคมยุคใหม่และความรักสากลในพระพุทธศาสนา 2) เพื่อศึกษาการเสริมสร้างความรักสากลตามหลักพระพุทธศาสนา โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพด้านเอกสาร นำเสนอแบบพรรณนาโวหาร
ผลการวิจัยพบว่า ความรักสากลในสังคมยุคใหม่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยหลายอย่างประกอบเข้าด้วยกันซึ่งจะประสบความสำเร็จเรื่องความรักต้องมีความละเอียดที่ควรทำเพื่อรักษาความสัมพันธ์ และความรักให้ยืนยาวมั่นคงสิ่งสำคัญที่ต้องส่งเสริมความรักในสังคมยุคใหม่ต้องประกอบด้วย 1. เปิดใจคุยกัน 2. โอนอ่อน 3. คิดก่อนพูด 4. เปิดเผยความในใจให้แก่กันและที่สำคัญต้องมีเมตตาเป็นตัวยึดเหนียวจิตใจที่จะสามารถจะช่วยเสริมสร้างความรักต่อกันในสังคมยุคใหม่ได้ ส่วนความรักสากลในพระพุทธศาสนามีคำสอนในเรื่องความรักเป็นการพัฒนาในแบบที่มองความรักให้เป็นเพียงปรากฏการณ์เกิดขึ้นมาแล้วเปลี่ยนไปตามสภาพของเหตุปัจจัย โดยใช้ “เมตตา” เป็นเครื่องยืนยันความรักที่จัดเป็นไมตรีประกอบไปด้วย 1. เสน่หา (สิเนหะ) 2. เปมะ 3. เมตตา และ 4. เมตตาอัปมัญญา ซึ่งเป็นหลักการทางพระพุทธศาสนา
ส่วนการเสริมสร้างความรักสากลตามหลักพระพุทธศาสนานั้นพบว่า คนในสังคมต้องอาศัยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเข้ามาส่งเสริมความรักให้ปฏิบัติเป็นระบบการควบคุมภายนอกและสามารถนำหลักธรรมมาใช้กับความรักขั้นต่างๆ ได้ เพื่อความรักตนเองความรักผู้อื่นและความรักแบบเมตตาได้ซึ่งเปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางไปในทิศทางที่ดีที่ถูกที่ควรทั้งยังเป็นการพัฒนาชีวิตให้มีความเจริญก้าวหน้าทางกายทางวาจาและทางใจ ดังนั้นการเสริมสร้างความรักให้ยั่งยืนจึงเป็นสิ่งสำคัญซึ่งอาศัยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาอันเป็นเครื่องขัดเกลาทางสังคมและเพื่อเป็นประโยชน์แก่บุคคลนั้น ๆ พร้อมทั้งยังความเจริญมาให้ด้านความรักอย่างแท้จริงด้วยการใช้หลักอัปปมัญญา คือ 1. รักตนเอง ซึ่งจัดเป็นความรักแบบสิเนหะ เป็นความรักที่เจือด้วยตัณหา 2. รักผู้อื่น จัดเป็นความรักแบบเปมะ หรือเคหสิตเปมะคือการได้อยู่ร่วมกันในชาติปางก่อน และด้วยการเกื้อกูลกันในชาติปัจจุบัน และ 3. ความรักแบบเมตตา เป็นความรักที่สม่ำเสมอกันแบบไม่มีประมาณ ไม่มีจำกัดขอบเขต ไม่มีการแบ่งแยก เท่าเทียมกัน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “เมตตาอัปปมัญญา”
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
กอตต์แมน, จอห์น เอ็ม. และ นาน ซิลเวอร์. หลัก 7 ประการเพื่อชีวิตคู่ที่มีความสุข. แปลโดย ศิริลักษณ์ ตันศิริ. กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์, 2547.
จำนงค์ ทองประเสริฐ (ศ.พิเศษ, ป.ธ.9, ราชบัณฑิต), ปรัชญาตะวันตกสมัยโบราณ, พิมพ์ครั้งที่ 3, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2546), หน้า 231.
พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย. พิมพ์ครั้งที่ 11. กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2546.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. พิมพ์ครั้งที่ 34. กรุงเทพมหานคร: ผลิธัมม์, 2559.
พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร. “การประยุกต์ใช้หลักพรหมวิหาร 4 เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมไทย.” วารสารพุทธศาสตร์ศึกษา 8, ฉบับที่ 2 (2560): 45–58.
พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส. “พุทธสันติวิธีกับการสร้างสันติสุขในสังคมไทย.” วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร 3, ฉบับที่ 1 (2558): 1–15.
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2539.
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. อรรถกถาภาษาบาลี ฉบับบมหาจุฬาอฏฺกถา. การุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. โรงพิมพ์วิญญาณ, 2532-2534.
วศิน อินทสระ, ธรรมและชีวิต, พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพมหานคร: กมลการพิมพ์, 2527.
Hatfield, Elaine, and Richard L. Rapson. Love, Sex, and Intimacy: Their Psychology, Biology, and History. New York: HarperCollins College Publishers, 1993.
Sternberg, Robert J. “A Triangular Theory of Love.” Psychological Review. 93, no. 2 (1986): 119–135.