อิทธิพลของหลักสูตรท้องถิ่นต่อความภาคภูมิใจในท้องถิ่นและความพึงพอใจของผู้เรียน: กรณีศึกษามรดกทางวัฒนธรรมไทโย้ย

ผู้แต่ง

  • ชลิดา ฉลาดเขียว โรงเรียนบ้านอากาศ, สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3

คำสำคัญ:

ความภาคภูมิใจในท้องถิ่น, ความพึงพอใจ, หลักสูตรท้องถิ่น, มรดกทางวัฒนธรรมไทโย้ย, อัตลักษณ์

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการใช้หลักสูตรท้องถิ่นเรื่องมรดกทางวัฒนธรรมไทโย้ย และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหลักสูตรดังกล่าว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านอากาศ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 26 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบวัดความภาคภูมิใจในท้องถิ่น ครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ ความรู้ การเห็นคุณค่า การมีส่วนร่วม และความผูกพันต่อท้องถิ่น และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อหลักสูตร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน

ผลการวิจัยพบว่า (1) ความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยทุกมิติมีคะแนนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะด้านการเห็นคุณค่าและความผูกพันต่อท้องถิ่น (2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรในระดับมากที่สุด (ร้อยละ 90.83) โดยพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้และการเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นมากที่สุด สรุปได้ว่า หลักสูตรท้องถิ่นเรื่องมรดกทางวัฒนธรรมไทโย้ยไม่เพียงแต่ส่งเสริมความภาคภูมิใจในท้องถิ่นและสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีความหมายแก่ผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเป็นแนวทางสำคัญในการธำรงรักษาอัตลักษณ์และปลูกฝังจิตสำนึกรักท้องถิ่นให้แก่เยาวชนอย่างยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง

กิตติรัช พงษ์สิทธิศักดิ์. (2540). ไทโย้ย: ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม. สถาบันราชภัฏสกลนคร.

นฤพนธ์ เดชบุญพบ, ธนาดล สมบูรณ์, และวีระ วงศ์สรรค์. (2567). การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น เรื่องประเพณีและวัฒนธรรมไทยทรงดำ บ้านดอนรวบ ระดับประถมศึกษา โรงเรียนวัดดอนรวบ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1. วารสารนิสิตวัง, 26(2), 39–50.

นันธวัช นุนารถ. (2564). ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณค่าแห่งวิถีชีวิต วัฒนธรรม เพื่อการศึกษาที่ยั่งยืน. วารสารวิชาการวิจัยสังคมศาสตร์, 8(3), 45–62.

ศุภางค์จิต กัลยาแก้ว. (2567). การพัฒนาหลักสูตรภูมิปัญญาพื้นบ้านด้านการทอผ้าพื้นเมืองสำหรับเด็กปฐมวัย. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (EDKKUJ), 9(1), 88–102.

Altman, I., & Low, S. M. (1992). Place attachment. Plenum Press.

Ausubel, D. P. (1963). The psychology of meaningful verbal learning. Grune & Stratton.

Deci, E. L., & Ryan, R. M. (2000). The “what” and “why” of goal pursuits: Human needs and the self-determination of behavior. Psychological Inquiry, 11(4), 227–268. https://doi.org/10.1207/S15327965PLI1104_01

Ladson-Billings, G. (1995). But that's just good teaching! The case for culturally relevant pedagogy. Theory Into Practice, 34(3), 159–165.

Scannell, L., & Gifford, R. (2010). Defining place attachment: A tripartite organizing framework. Journal of Environmental Psychology, 30(1), 1–10. https://doi.org/10.1016/j.jenvp.2009.09.006

Tajfel, H., & Turner, J. C. (1979). An integrative theory of intergroup conflict. In W. G. Austin & S. Worchel (Eds.), The social psychology of intergroup relations (pp. 33–47). Brooks/Cole.

Twigger-Ross, C. L., & Uzzell, D. L. (1996). Place and identity processes. Journal of Environmental Psychology, 16(3), 205–220.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-08-31

รูปแบบการอ้างอิง

ฉลาดเขียว ช. (2026). อิทธิพลของหลักสูตรท้องถิ่นต่อความภาคภูมิใจในท้องถิ่นและความพึงพอใจของผู้เรียน: กรณีศึกษามรดกทางวัฒนธรรมไทโย้ย. วารสารศึกษาครุทรรศน์, 1(4), 12–22. สืบค้น จาก https://so18.tci-thaijo.org/index.php/JESs/article/view/2616