คำแนะนำผู้นิพนธ์
การจัดพิมพ์บทความ
- กำหนดระยะห่างจากขอบกระดาษ 1 นิ้ว (2.54 ซม.) เท่ากันทุกด้าน
- การเขียนบทความกำหนดความยาวหน้าระหว่าง 8–15 หน้า
- ใช้ฟอนต์ TH SarabunPSK 16 point (ยกเว้นชื่อเรื่อง ให้ใช้ 18 point และชื่อผู้นิพนธ์ ใช้ 14 point)
ส่วนประกอบของบทความ
- 1. ชื่อเรื่องบทความ (ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)
- 2. ชื่อผู้นิพนธ์ หากมีมากกว่าหนึ่งคนต้องระบุชื่อทุกคน พร้อมระบุสังกัดและที่อยู่ (ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)
- 3. ระบุอีเมลของผู้รับบผิดชอบบทความ (Corresponding Author Email)
- 4. บทคัดย่อ (Abstract) ความยาวไมเ่ กิน 400 คำ และคำสำคัญ 3-5 คำ (ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)
- 5. ระบุประเภทบทความ (Type of Article)
- 6. เนื้อหา
6.1 บทความวิชาการ ประกอบด้วย บทนำ กรอบในการวิเคราะห์ ผลการวิเคราะห์ บทสรุป องค์ความรู้ใหม่ และข้อเสนอแนะ
6.2 บทความวิจัย ประกอบด้วย บทนำ วัตถุประสงค์ของการวิจัย กรอบแนวความคิดในการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย ผลการวิจัย การอภิปรายผล บทสรุป องค์ความรู้ใหม่ และข้อเสนอแนะ
- 7. เอกสารอ้างอิง (References) ใช้รูปแบบ APA Style (7th ed.)
การเขียนเอกสารอ้างอิง (เชิงอรรถ) ในเนื้อหา (ตัวอย่าง)
วารสารศึกษาครุทรรศน์นี้ เพื่อบอกแหล่งที่มาของข้อความนั้น ให้ใช้วิธีการอ้างอิงแบบนาม-ปี โดยระบุชื่อผู้นิพนธ์ ปีพิมพ์ และเลขหน้าของเอกสาร ไว้ข้างหน้าหรือข้างหลังของข้อความที่ต้องการอ้างอิง ใช้รูปแบบการเขียนอ้างอิงตามระบบ APA Style (7th ed.)
เอกสารวิชการที่อ้างอิงควรมาจากแหล่งที่มีการเผยแพร่อย่างชัดเจน อาจเป็นหนังสือ วารสาร หรือข้อมูลวิชาการบนอินเทอร์เน็ต ผู้นิพนธ์บทความต้องเป็นผู้รับผิดชอบความถูกต้องของเอกสารอ้างอิงทั้งหมด ก่อนส่งต้นฉบับ ผู้นิพนธ์บทความควรตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารอ้างอิง เพื่อป้องกันความล่าช้าในการตีพิมพ์บทความ เนื่องจากบทความที่ถูกอ้างอิงไม่ถูกต้อง หากไม่ถูกต้อง ทางวารสารจะไม่ส่งต่อไปให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาจนกว่าจะแก้ไขการอ้างอิงเรียบร้อยแล้ว สำหรับการอ้างอิงเอกสารในบทความนั้น ให้ใช้ระบบ APA Style (7th ed.) ให้ใช้ระบบฟอนต์โดยใช้เครื่องหมายวงเล็บ เปิด-ปิด ระบุชื่อผู้นิพนธ์ ปี และเลขหน้าของเอกสารที่อ้างอิง ให้ระบุก่อนหรือหลังของข้อความที่ยกอ้างมา เอกสารที่อ้างอิงในเนื้อหาของบทความจะต้องปรากฏในเอกสารอ้างอิงท้ายบทความทุกรายการ และผู้นิพนธ์บทความต้องรับผิดชอบถึงความถูกต้องของเอกสารที่นํามาอ้างอิงทั้งหมด การอ้างอิงเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ รูปแบบของการอ้างอิงเอกสาร มีดังนี้
- หากชื่อผู้แต่งอยู่หน้าข้อความที่อ้างถึงให้ใช้ชื่อผู้แต่ง, (ปีที่พิมพ์ : เลขหน้า) เช่น ทิศนา แขมมณี, (2542 : 18-19) หรือ Gagne. Robert. M., (1985 : 19)
- หากชื่อผู้แต่งอยู่ท้ายข้อความที่อ้างถึง ให้ใช้ (ชื่อผู้แต่ง, ปีที่พิมพ์ : เลขหน้า) เช่น
1) กรณีผู้แต่ง 1 คน ให้เขียนเป็น (ชื่อผู้นิพนธ์, ปีที่พิมพ์ : เลขหน้า) เช่น (บุญชม ศรีสะอาด, 2546 : 9) หรือ (Moore. K.D., 1992 : 58)
2) กรณีผู้แต่ง 2 คน ให้เขียนเป็น (ชื่อที่ 1 และชื่อที่ 2, ปีที่พิมพ์: เลขหน้า) เช่น (จินตนา บุญบงการ และณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์, 2549 : 8-9) หรือ (Gess-Newsome. J. and Leader man. N.G.., 1999 : 5)
3) กรณีผู้แต่ง 3 คน ให้เขียนเป็น (ชื่อที่ 1 ชื่อที่ 2 และชื่อที่ 3, ปีที่พิมพ์: เลขหน้า) เช่น (ชื่อผู้นิพนธ์คนที่ 1 และคณะ, ปีที่พิมพ์ : เลขหน้า) เช่น (สุวิทย์ มูลคำ สุดใจ ธรรมมงคล และณรงค์ ถาบุตร,2551 : 26) หรือ (Campbell. R. F.. and et al., 2013 :9)
4) กรณีผู้แต่งมากกว่า 3 คนขึ้นไป ครั้งแรกให้เขียนชื่อผู้นิพนธ์ทั้งหมด และครั้งต่อไปให้เขียนเป็นคณะ เช่น (ชื่อผู้นิพนธ์คนที่ 1 และคณะ, ปีที่พิมพ์ : เลขหน้า) เช่น (สุวิทย์ มูลคำ และคณะ,2551 : 26) หรือ (Campbell. R. F.. D. A. and et al., 2013 :9)
รูปแบบการอ้างอิง
- 1. การอ้างอิงในเนื้อหา
... (ชื่อ ชื่อสกุล, ปี, เลขหน้า)
ชื่อ ชื่อสกุล (ปี, เลขหน้า) ...
- 2. เอกสารอ้างอิงท้ายบทความ
2.1 หนังสือ
ชื่อ ชื่อสกุล. (ปี). ชื่อหนังสือ. สำนักพิมพ์.
2.2 วารสาร
ชื่อ ชื่อสกุล. (ปี). ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร, ปีที่(ฉบับที่), เลขหน้า.
2.3 วิทยานิพนธ์
ชื่อ ชื่อสกุล. (ปี). ชื่อเรื่องวิทยานิพนธ์. วิทยานิพนธ์และชื่อปริญญา, ชื่อ
สถาบันการศึกษา.
2.4 เอกสารที่นำเสนอในการประชุมวิชาการ
ชื่อ ชื่อสกุล. (ปี). ชื่อเรื่อง. ใน ชื่อหัวข้อการประชุม (เลขหน้า). หน่วยงานที่จัด
ประชุม.
2.5 แหลง่ ข้อมลู อิเล็กทรอนิกส์
ชื่อ ชื่อสกุล. (ปี). ชื่อเรื่อง. ค้นจาก แหล่งข้อมูล.
การเขียนเอกสารอ้างอิง/บรรณานุกรมท้ายบทความ References (ตัวอย่าง)
ให้รวบรวมเอกสารที่ใช้อ้างอิง (เชิงอรรถ) ในเนื้อหา มาไว้ท้ายบทความ เรียงตามลำดับตัวอักษร โดยใช้รูปแบบการเขียนอ้างอิงตามระบบ APA Style (7th ed.) (16 point ตัวบาง) ดังนี้
ทิศนา แขมมณี. (2551). รูปแบบการเรียนการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์
แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
บุญชม ศรีสะอาด. (2546). การพัฒนาหลักสูตรและการวิจัยเกี่ยวกับหลักสูตร. กรุงเทพฯ :
สุวีริยาสาส์น.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2554). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม.
กรุงเทพฯ : บริษัทสหธรรมมิก จำกัด.
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน. (2525). กรุงเทพฯ : สำนักงานราชบัณฑิตยสถาน.
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
วิจารณ์ พานิช. (2546). วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ ในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ : มูลนิธิ
สดศรี-สฤษดิ์วงค์.
วิทยา ทองดี. (2561). แนวทางการพัฒนาการสอนสังคมศึกษาตามแนวพุทธ ยุค Thailand
4.0. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยเขตขอนแก่น. วารสารวิชาการธรรมทรรศน์, 18(2), 281-292.
วรางคณา ทองนพคุณ. (2562). การศึกษาในศตวรรษที่ 21 (21st Century Skills).
ออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 22 กรกฎาคม 2562. แหล่งที่มา : https://sites.google.com/site/science58910202/contact.
สุรีรัตน์ โตเขียว. (2560). รูปแบบภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในศตวรรษที่ 21. ดุษฎีนิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต. สาขาวิชาการบริหารการศึกษา. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์.
สุมน อมรวิวัฒน์. (2533). สมบัติทิพย์ของการศึกษาไทย. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
อาภรณ์ ใจเที่ยง. (2550). หลักการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์.
Gagne. Robert. M..(1985). The Condition of learning and theory of
instruction. Japan : CBS College.
Krejcie. R. V. & Morgan. D. W.. (1970). Determining Sample Size for Research
Activities. Educational and Psychological Measurement, 30 (3), 607-610.
Moore. K.D. (1992). Classroom teaching skills. New York: McGraw-Hill.
Torrance. E.P. and R.E.. Myers. (1962).Creative Learning and Teaching. New
York : Good. Mead and Company.