The การพัฒนารูปแบบการบริหารการศึกษาที่ส่งเสริมความสามารถในการอ่านและการเขียนของนักเรียนระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา อุดรธานี เขต 1
คำสำคัญ:
รูปแบบการบริหารการศึกษา, ความสามารถในการอ่านและการเขียน, กระบวนการ STARS, นักเรียนระดับประถมศึกษา, สพป.อุดรธานี เขต 1บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์การบริหารการศึกษา และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารการศึกษาที่ส่งเสริมความสามารถในการอ่านและการเขียนของนักเรียนระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 2) พัฒนารูปแบบการบริหารการศึกษา ฯ 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการบริหารการศึกษา ฯ ประกอบด้วย (1) ประเมินผลการดำเนินงานตามรูปแบบ (2) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบ และ (3) ประเมินความสามารถในการอ่านและการเขียนของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–6 หลังใช้รูปแบบ และ 4) ประเมินรูปแบบการบริหารการศึกษา ฯ การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ระยะที่ 1 สัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารสถานศึกษา 6 คน และครูผู้สอน 6 คน และการตอบแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง 313 คน ระยะที่ 2 สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน ประชุมเชิงปฏิบัติการผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 11 คน และสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน ระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบ ผู้บริหารและครู 318 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–6 จำนวน 2,511 คน และระยะที่ 4 ประเมินรูปแบบ ผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบคุณภาพ IOC 0.60–1.00 ค่าอำนาจจำแนก 0.335–0.940 และค่าความเชื่อมั่น 0.886–0.989
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารการศึกษาที่ส่งเสริมความสามารถในการอ่านและการเขียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพการดำเนินนงานสำนักงานเขตพื้นที่มีนโยบายส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านและการเขียนของนักเรียนระดับประถมศึกษา แต่รูปแบบการบริหารกำหนดบทบาทของผู้บริหาร ครู การนิเทศติดตาม การกำหนดขั้นตอน แนวทางการดำเนินงานยังไม่ชัดเจน ส่วนสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมาก โดยความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ องค์ประกอบที่ 2 จุดมุ่งหมายของการบริหารการศึกษา 2) รูปแบบการบริหารการศึกษาที่พัฒนาขึ้นมี 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ หลักการ จุดมุ่งหมาย กระบวนการดำเนินงาน แนวทางการประเมินผล และเงื่อนไขความสำเร็จ โดยมีกระบวนการดำเนินงานแบบวงจร เรียกว่า กระบวนการ STARS 5 ขั้นตอน ได้แก่ การกำหนดเป้าหมาย (Setting goals) การดำเนินงาน (Task) การกำกับติดตามและประเมินผล (Assessment) การสะท้อนผลและปรับปรุง (Reflection) และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเผยแพร่ (Show and Share) 3) ผลการดำเนินงานตามรูปแบบของสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ความพึงพอใจของผู้บริหารและครูอยู่ในระดับมาก และนักเรียนทุกระดับชั้นมีความสามารถในการอ่านและการเขียนหลังใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ผลการประเมินรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิโดยภาพรวมทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด
เอกสารอ้างอิง
กมลพร ทองนุช. (2567). รูปแบบการบริหารงานวิชาการที่ส่งผลต่อประสิทธิผลทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
ณัฐดนัย แก้วจา และณัฐิยา ตันตรานนท์. (2566). ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการสู่การอ่านออกเขียนได้ ของนักเรียน โรงเรียนในอำเภอแม่อาย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3. วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์ (มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์), 13(1), 1–15.
นรารักษ์ ประดุจพรม, สุเมธ งามกนก และสมพงษ์ ปั้นหุ่น. (2562). การพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียน ประถมศึกษาสู่ความเป็นเลิศ ด้านการอ่านในเขตพื้นที่การศึกษาภาคตะวันออก. วารสารมนุษยศาสตร์และ สังคมศาสตร์, 10(2), 1–15.
โสภิต ฉายะสถิต. (2562). รูปแบบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนสองภาษาในประเทศไทย. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยบูรพา.
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1. (2567). รายงานสารสนเทศผลการคัดกรองความสามารถในการอ่านและการเขียนของนักเรียน ปีการศึกษา 2567. สพป.อุดรธานี เขต 1.
ยาวิระ หลังปูเต๊ะ. (2563). รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการตามแนวคิดการบริหารเชิงกลยุทธ์และชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านคลองสองปาก. โรงเรียนบ้านคลองสองปาก, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. https://research.otepc.go.th/files/ฉบับสมบูรณ์_13xahtmz.pdf
Bertalanffy, L. von. (1968). General system theory: Foundations, development, applications. George Braziller.
Castles, A., Rastle, K., & Nation, K. (2018). Ending the reading wars: Reading acquisition from novice to expert. Psychological Science in the Public Interest, 19(1), 5–51.
Deming, W. E. (1986). Principles for transformation. Out of the Crisis, 18, 96.
Drucker, P. F. (1954). The practice of management. Harper & Row.
Fullan, M. (2016). The new meaning of educational change (5th ed.). Teachers College Press.
Guskey, T. R. (2000). Evaluating professional development. Corwin Press.
Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607–610.
Leithwood, K., Harris, A., & Hopkins, D. (2020). Seven strong claims about successful school leadership revisited. School Leadership & Management, 40(1), 5–22.
OECD. (2023). PISA 2022 Results (Volume I): The state of learning and equity in education. OECD Publishing.
Patton, M. Q. (2008). Utilization-focused evaluation (4th ed.). Sage.
Snow, C. E., Burns, M. S., & Griffin, P. (1998). Preventing reading difficulties in young children. National Academy Press.
Stufflebeam, D. L. (1971). The relevance of the CIPP evaluation model for educational accountability. Journal of Research and Development in Education, 5(1), 19–25.
Sukprasert, P., & Boonmee, S. (2024). Development of reading skills through workshop-based learning in primary students. Journal of Innovative Education, 6(1), 25–40.
Tyler, R. W. (1949). Basic principles of curriculum and instruction. University of Chicago Press.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
เวอร์ชัน
- 2026-11-02 (2)
- 2026-11-02 (1)
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาครุทรรศน์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
##default.contextSettings.thaijo.licenseTerms##
