การเมืองของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์: ศาสนา โบราณสถาน และการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนในข้อพิพาทชายแดน
Main Article Content
บทคัดย่อ
ข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชาไม่เพียงเกี่ยวข้องกับการกำหนดเส้นพรมแดนหรือสิทธิอธิปไตยของรัฐเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ โบราณสถาน และศาสนสถานที่ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของชาติและศีลธรรม การเมืองของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ในบริบทนี้เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ ศาสนา และวาทกรรมชาตินิยมเข้าด้วยกัน ทำให้ข้อพิพาทมิได้เป็นเรื่องทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นข้อพิพาทเชิงศีลธรรมและอัตลักษณ์ การอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์จึงถูกยกระดับเป็นการปกป้องศักดิ์ศรีและความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ของชาติ บทความนี้มุ่งวิเคราะห์กลไกการเมืองของความชอบธรรมและการสร้างภาพ “เรา–เขา” ผ่านกรณีศึกษาปราสาทพระวิหาร การศึกษาพบว่า การใช้โบราณสถานและศาสนสถานเป็นเครื่องมือทางการเมืองทำให้ข้อพิพาทชายแดนทวีความซับซ้อนและยืดเยื้อ กลไกการเลือกจำ–ลืมอดีตและการสร้างศัตรูเชิงศีลธรรมมีบทบาทสำคัญต่อการรับรู้ของสังคมและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชุมชนชายแดน ชุมชนท้องถิ่นได้รับผลกระทบทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ความตึงเครียดจากการเมืองศักดิ์สิทธิ์จึงไม่จำกัดอยู่เฉพาะเวทีระหว่างรัฐ เพื่อจัดการข้อพิพาทอย่างยั่งยืน บทความเสนอแนวทางการสร้างพื้นที่เจรจาและความเข้าใจร่วมที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์และพิธีกรรมทางศาสนา การประนีประนอมเชิงวัฒนธรรมและศีลธรรม รวมถึงการจัดทำกรอบการอนุรักษ์โบราณสถานร่วมกัน เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความเชื่อถือระหว่างรัฐและสังคม การบูรณาการมิติทางกฎหมาย วัฒนธรรม และศีลธรรมเข้าด้วยกันจึงเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการข้อพิพาทพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพ
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.